โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ใครรุกด้าว(กางเกงช้าง)ไทย เมื่อจีนตีตลาดซอฟต์พาวเวอร์ไทย รัฐไทยทำยังไงดี?

The MATTER

เผยแพร่ 07 ก.พ. 2567 เวลา 08.02 น. • Social

นับแต่มีกรณีทุนจีนตีตลาดกางเกงช้างไทย ด้วยราคาขายหลักต่ำร้อย นำมาซึ่งข้อห่วงกังวลว่าเรากำลังจะสูญเสียอำนาจการควบคุมตัวชูโรง Soft Power ไทยไปอีกหนึ่งสิ่งแล้วไหม หรือแท้จริงเรายังตีโจทย์กางเกงช้างไม่แตก

“เวลาเป็นลูกค้าต่างชาติเขามาสั่งซื้อ อย่างญี่ปุ่น ไต้หวัน ออสเตรเลีย อังกฤษ แคนาดา เขาจะถามทุกครั้งที่มาซื้อว่าอันนี้ Made in Thailand เลยใช่ไหม เราก็ต้องส่งรูปไปให้เขาดูว่าอันนี้โรงงานของเรานะ ตัดเองเย็บเอง เขาย้ำมากไม่เอาเลยถ้าเป็นสินค้าจากจีน”

ในขณะที่ ความคิดเห็นของผู้คนจำนวนไม่น้อยกำลังเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า การซื้อกางเกงช้างเป็นเพียงกระแสนิยมที่ลูกค้าไม่ได้คาดหวังการซื้อซ้ำ ดังนั้นราคาสินค้าตั้งแต่ 30-150 บาทโดยประมาณของผู้ผลิตจีน จึงอาจตอบโจทย์ลูกค้ามากกว่านั้น ดูจะต่างกับสิ่งที่ กิ่งกาญจน์ สมร เจ้าของบริษัท ชินรดา การ์เม้นท์ ผู้ผลิตกางเกงผ้าลายช้างรายใหญ่ จ.เชียงใหม่ ที่มองว่า ‘Made in Thailand’ ยังเป็นเรื่องขายได้ ด้วยเป็นเครื่องหมายการันตีคุณภาพ

นั่นถึงทำให้ ความน่าเสียดายสูงสุดในฐานะผู้ผลิตจากจังหวัดที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองหลวงของกางเกงช้าง คือการที่ลูกค้าหน้าใหม่ถูกดึงดูดสายตา จนไม่มีประสบการณ์ทดลองสินค้าของคนไทยจริงๆ

คนไม่รู้ว่าของดีมีอยู่จริง? เรากำลังลงแข่งผิดสนาม? อะไรเป็นจุดตั้งต้นที่จะนำไปสู่ทางออกของเรื่องนี้ The MATTER ลองรวบรวมหาคำตอบผ่านบรรดาผู้ประกอบการ ผู้ใช้งาน รวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องในประเด็นนี้

เกิดอะไรขึ้นกับกางเกงช้าง?

จะว่าคนละเรื่องเดียวกันก็อาจไม่ผิดแล้ว เมื่อไม่นานมานี้การลาออกยกชุดของทีมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านแฟชั่น ที่มีผลตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ 2567 ถูกตั้งข้อสงสัยถึงแนวทางการทำงานที่อาจไม่เป็นเนื้อเดียวกัน และข้อความที่ถูกโพสต์โดย กมลนาถ องค์วรรณดี อดีตประธานคณะอนุกรรมการฯ ดูจะเพิ่มน้ำหนักของเรื่องนี้

“ห้ามก็ไม่ได้ ปรึกษาก็ไม่ปรึกษา คิดกันเองเห็นดีเห็นงามกันเอง ทำแล้วได้อะไรคะ ทีมเอกชนอาสาทำงานกันหนักมากเพื่อวางกรอบคิดการพัฒนาอุตสาหกรรม ในขณะที่หน่วยงานทำอีเวนต์จุดพลุแล้วไงต่อ สร้างมูลค่าอะไรขึ้นมา”

โพสต์ดังกล่าวนั้น ระบุถึงกิจกรรม THAILAND SOFT POWER X GUINNESS WORLD RECORDS CHALLENGE ที่นำโดย ททท. ซึ่งมี 1 ใน 5 กิจกรรมสำคัญ คือการแข่งขันใส่กางเกงช้างเยอะที่สุดใน 1 นาที ที่จะเกิดขึ้นช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้

ไม่มีคำยืนยันที่ชัดเจน แต่การเคลื่อนไหวดังกล่าวก็เป็นจุดตั้งต้นที่สำนักข่าวไทยพีเอส เริ่มสำรวจตลาดของกางเกงช้างย่านการค้ากลางเมืองอย่างประตูน้ำ จนพบข้อสังเกตเรื่องราคาที่น่าสนใจ นำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง

สำหรับราคากางเกงช้างที่ถูกระบุว่าผลิตจากจีนนั้น กางเกงขายาวขายปลีกอยู่ที่ 150 บาทโดยประมาณ ขณะที่ขาสั้นอยู่ที่ 100 บาทโดยประมาณ ซึ่งหากซื้อในปริมาณมากก็จะสามารถซื้อในราคาที่ถูกลงได้ กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่เป็นบรรดานักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งลูกค้าจีนเองก็เป็นหนึ่งในนั้น ขณะเดียวกัน เมื่อสำรวจผ่านแอปพลิเคชั่นซื้อของออนไลน์ที่นิยมในบ้านเรา พบว่า รูปแบบกางเกงช้างขายาวมีการระบุราคาขาย ตั้งแต่ 29-300 บาทโดยประมาณ ขึ้นอยู่กับชนิดของผ้า

ข้อสังเกตประการหนึ่ง คือ มีร้านค้าจำนวนไม่น้อยที่กำหนดราคาขายต่ำกว่า 50 บาท ที่มีการเขียนรายละเอียดระบุว่า ‘Made in Thailand’ ‘งานไทย’ เป็นต้น

บทเรียน(อีกครั้ง) ของรัฐบาลไทย

“ต้องเร่งดูเรื่องลิขสิทธิ์ และความรวดเร็วในการฉกฉวยโอกาสทำการค้า ถ้าเราไม่ทำก็จะมีคนเอาไปทำก่อน เรื่องนี้ถือเป็นบทเรียนอย่างหนึ่งเราจะต้องไปพูดคุย” นับเป็นความเห็นแรกของ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ที่พูดถึงกรณีที่เกิดขึ้น เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ โดยชี้ว่าจะต้องแก้ไขปัญหาที่รากฐาน มุ่งทำความเข้าใจวิธีการทำตลาด และปกป้องลิขสิทธิ์

“เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในการทำการค้าหรือธุรกิจ ตรงไหนมีโอกาส ก็จะมีผู้ที่ฉกฉวยโอกาสตรงนั้น แต่ถ้าเกิดช้าก็จะเสียโอกาสนั้นไป เหมือนหลายเรื่องที่เราอาจจะช้าทำให้ไม่ทันการณ์”

การขยับตัวของนายกฯ จึงเป็นจุดตั้งต้นของผู้เกี่ยวข้องที่ต้องขยับตัวตาม ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ เป็นคนแรกที่รับไม้ต่อ โดยสั่งการให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาตรวจสอบกรณีดังกล่าว เพื่อปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาเป็นอย่างแรก ขณะเดียวกัน กรมศุลกากร ที่มีหน้าที่การควบคุมการนำเขาสินค้า ก็ถูกมอบหมายให้ตรวจสอบจุดนำเข้าสินค้าในทุกพื้นที่และทุกด่าน

ทั้งนี้ วุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ยังระบุถึงวางมาตรการปราบปรามสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ในท้องตลาด ที่ไม่ใช่แค่เฉพาะกางเกงลายช้างเท่านั้น แต่รวมถึงลวดลายอื่นๆ เช่น แมวโคราช ปลาทูแม่กลอง ก็จะเร่งดำเนินการในลักษณะเดียวกัน

การมุ่งเน้นประเด็นลิขสิทธิ์มาถูกทางแล้วหรือไม่? เป็นข้อสงสัยลำดับต้นๆ เมื่อดูเหมือนภาครัฐกำลังมุ่งไปในทิศทางนี้ ในฐานะนายกสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย ยศธน กิจกุศล ได้แสดงความคิดเห็นไว้อย่างน่าสนใจ

“ถ้าคิดว่าทำลายแบบไหนมาแล้วจะขายต่อ 10-20 ปี อันนั้นก็ต้องจดลิขสิทธิ์ เพราะสามารถฟ้องร้องได้เลย และต้องดูด้วยว่ามันครอบคลุมตลาดไหนบ้าง เฉพาะในประเทศหรือทั่วโลก แต่นั่นแหละ สิ่งที่ตามมาคือต้นทุนค่าลิขสิทธิ์ของผู้ออกแบบและผู้ขาย”

ยศธน ระบุว่า ต้นทุนค่าลิขสิทธิ์เป็นปัจจัยลำดับต้น ที่ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถปกป้องตนเองด้วยแนวทางนี้ “แฟชั่นคือมาแล้วก็ไป ปกติเราสามารถจดลิขสิทธิ์ตามที่เราดีไซน์ได้ แต่โดยไม่มีการการันตีว่าแต่ละแบบที่ออกมาจะขายได้หลักสิบ หลักร้อย หรือหลักพัน”

ตามความเห็นของยศธน กรณีของกางเกงช้างในครั้งนี้จึงไม่ต่างกับการ ‘เปิดบาดแผลอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม’ ที่ถูกละเลยมานับ 10 ปี ทั้งที่เคยทำรายได้เป็นอันดับหนึ่งให้กับประเทศมาอย่างยาวนาน และมีผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมนี้นับล้านคน ที่ได้รับผลกระทบจากกรณีการนำเข้าที่ตีตลาดผู้ผลิตสินค้าในประเทศ

“เป็นธรรมชาติที่ผู้ซื้อจะคำนึงถึงต้นทุนเป็นหลัก เขาก็จะเปลี่ยนเป้าหมายไปที่ประเทศที่ต้นทุนต่ำอยู่ตลอด หน้าที่ของรัฐจึงต้องเข้ามาสนับสนุนผู้ประกอบการโดยเฉพาะการวิจัยและพัฒนา (R&D) เพราะเราเปิดการค้าเสรีไทยกับจีนจนค้าขายได้ง่าย ดังนั้นในการปกป้องผลประโยชน์ อย่างการเข้มงวดกับการนำเข้าผ่านศุลกากร รัฐต้องทำให้เต็มที่ ถึงจะแก้ปัญหาถูกลอกเลียนแบบไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็ช่วยลดการแย่งตลาดการค้าในประเทศ”

**ดูเหมือนความเห็นนี้จะสอดคล้องกับ กิ่งกาญจน์ ที่คร่ำหวอดในตลาดกางเกงช้าง และผ่านช่วงเวลาของการปรับตัวมาแล้วหลายครั้ง

“ไม่น่าจะเวิร์ค เพราะถ้าตามจดลิขสิทธิ์คงจดไม่หมด แค่ของโรงงานเราที่มี 200 กว่าลายจะจดยังไงไหว แถมยังของเรามีการทำลายใหม่ทุกเดือน ถึงเราจดลายนี้ไปเดี๋ยวเขาก็ทำตามอยู่ดี แถมผู้บริโภคคงไม่ได้มานั่งดูว่าอันไหนจดทะเบียน ในฐานะผู้ขายส่งออก ถ้าเราจดทะเบียนแล้ว เราก็ต้องทำเรื่องอนุญาตให้ลูกค้าเอาไปต่ออีกทอด มันมีผลที่ตามมาหลายอย่าง”

**อย่างไรก็ดี กิ่งกาญจน์ ชี้ว่าบรรดาผู้ประกอบการต่างเต็มใจให้ความร่วมมือกับรัฐ ในการพัฒนาไปสู่การเป็นซอฟต์พาวเวอร์ ขอเพียงมีรายละเอียดแผนงานให้เห็นแน่ชัด

“เราไม่ได้ผลิตมาแล้วหายไป”

ด้วยผลลัพธ์ของชินรดา การ์เม้นท์ ที่มียอดขายที่เติบโตต่อเนื่องทุกปี ซึ่งมาจากทักษะและกำลังของคนทำงานนับร้อยชีวิต จนเป็นที่มาของสินค้ามากกว่าร้อยรายการ โดยเฉพาะกางเกงที่มีให้เลือกมากกว่า 300 ลาย จึงไม่แปลกใจที่กิ่งกาญจน์จะเชื่อมั่นในศักยภาพของผู้ประกอบการไทย “ทำของมีคุณภาพยังไงก็ขายได้อยู่แล้ว ลูกค้าที่จะกลับมาซื้อซ้ำก็ต้องซื้อเพราะคุณภาพ ไม่ใช่แค่ราคา”

กิ่งกาญจน์ เล่าว่า พื้นฐานของชินรดา การ์เม้นท์ ราว 80% เป็นการผลิตเพื่อส่งต่อให้ผู้ค้าคนกลางทั้งในและต่างประเทศ โดยที่มีเพียง 20% เป็นการขายปลีกผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งกางเกงช้างรุ่นมาตรฐาน จะมีราคาขายส่งอยู่ที่ 82 บาทต่อตัว ซึ่งสูงกว่าตลาดจีนกว่าเท่าตัว

“ราคาเขา(สินค้าจีน)ต่ำกว่าเยอะ แต่เขาไม่ได้ใช้เนื้อผ้าเดียวกับเรา ที่ใช้สปันไทย หรือเส้นดายที่ทอเรยอน แล้วเราก็ใช้โรงพิมพ์ไทยในการพิมพ์ลายทั้งหมด ถ้าของจีนก็จะใช้พวกผ้ายืด ผ้าหนังไก่”

ในช่วงเริ่มต้นธุรกิจราว 10 ปีก่อน กิ่งกาญจน์ เคยมีข้อกังวลว่า ความนิยมของกางเกงช้างนั้นจะถดถอยตามเวลาหรือไม่ แต่แล้วทิศทางธุรกิจที่มุ่งเน้นพัฒนาลายไม่หยุดนิ่ง กลายเป็นหัวใจสำคัญ

“โรงงานมีการผลิตและตัดเย็บเองภายในทั้งหมด อีกทั้งมีแพตเทิร์นที่ต่างจากสินค้าที่นำเข้ามา ตัวสินค้าของเราขึ้นแพตเทิร์นเอง เราวางลายเองให้สวย มีการเชื่อมต่อกันระหว่างขาซ้ายขาขวา มีการเย็บที่มีคุณภาพ โดยการใช้วิธีเย็บ 2 ตะเข็บ เพื่อความแข็งแรง แถมเราก็ไม่ได้มีแค่กางเกง ทำให้เราไม่ได้กลัวเลย”

**อย่างไรก็ดี บ่อยครั้งที่โปรโมตสินค้ามักพบข้อกังวลของผู้บริโภคอย่าง ‘เป้าแตกง่ายจัง’ ‘ผ้าบางไปไหม’ ซึ่งทั้งหมดล้วนเกิดจากประสบการณ์ร่วมของผู้ซื้อทั้งสิ้น ในทางกลับกัน กิ่งกาญจน์ ชี้ว่าช่องโหว่เช่นนี้เองที่เป็นโอกาสที่จะชูจุดขายของกางเกงช้างไทย

“ยิ่งเรามีตัวเลือกให้ลูกค้ามากเท่าไหร่ คนกลางที่มารับซื้อก็สามารถนำไปทดลองขายได้ พอคุณภาพดียังไงเขาก็กลับมาซื้ออีก ถึงได้น่าเสียดายที่นักท่องเที่ยวที่ถึงแม้เขาจะแค่อยากซื้อไปลองใส่ แต่ไม่ได้มีโอกาสทดลองใส่สินค้าที่เป็นของไทยจริงๆ”**


Cr.Chinrada Garment

อีกหนึ่งตัวอย่างที่คล้ายคลึงกัน คือ กางเกงมวย ซึ่งเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมมาก่อนหน้า โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากกระแสของผู้ที่สนใจกีฬามวยไทย ทั้งเพื่อการออกกำลังกาย ไปจนถึงซื้อหาเป็นของฝาก นั่นถึงทำให้ตลาดกางเกงมวยมีกลุ่มลูกค้าทั้งไทยและต่างชาติเช่นกัน

เปรม บุษราคัมวงษ์ Marketing Director Fairtex Sports Club & Hotel และในฐานะทายาทค่ายมวย Fairtex ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตกางเกงมวยมาอย่างยาวนาน ชี้ว่ากลยุทธ์หนึ่งที่ทำให้สินค้าของ Fairtex ติดตลาดมาตลอด คือการเพิ่ม ‘เรื่องราว’ ให้กับผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ผู้ซื้อสามารถระลึกช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง

“แบรนด์อื่นอาจทำที่จีนแล้วมาประกอบ แต่ของเรา Made in Thailand เลย คนที่อยากซื้อกางเกงมวยบางครั้งเขาอยากซื้อความไทยแท้ เพราะเขามาประเทศไทย ดังนั้นที่จะขายดีที่สุดคือเรื่องราวของสินค้า มีที่มายังไง คนอยากได้ของชิ้นนั้นเพื่อช่วยให้ระลึกถึงความประทับใจบางอย่าง”

**ควบคู่ไปกับการรักษาคุณภาพแล้ว เปรม ยังระบุว่า การปรับตัวตามยุคสมัยก็เป็นสิ่งสำคัญ อย่างที่ Fairtex มีการพัฒนาลวดลายของกางเกงให้นำแฟชั่น และสามารถสวมใส่ได้บ่อยครั้งขึ้น

“การรักษาคุณภาพคือกลยุทธ์ของผู้ผลิตไทย ที่ใครก็เลียนแบบไม่ได้ ทำดีอยู่ได้ยาว” กิ่งกาญจน์ กล่าวทิ้งทาย
Graphic Designer: Krittaporn Tochan

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...