โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

คืนนี้ 3 พ.ค. ถ้าเฟดจบรอบดอกเบี้ยขาขึ้น จะลงทุนอย่างไรดี หุ้น หรือ ตราสารหนี้

การเงินธนาคาร

อัพเดต 03 พ.ค. 2566 เวลา 13.21 น. • เผยแพร่ 03 พ.ค. 2566 เวลา 06.21 น.

การประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) วันที่ 2-3 พ.ค. 2023 นี้ เรียกได้ว่าเป็นที่จับตาของตลาดเงิน ตลาดทุนทั่วโลกว่าจะหยุด หรือไปต่อ เกี่ยวกับนโยบายอัตราดอกเบี้ย สำหรับมุมมองของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน หรือบลจ.ในประเทศไทย มีมุมมองสอดคล้องตามนักลงทุนทั่วโลกที่คาดว่ารอบนี้เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25 % และสิ้นสุดวัฎจักรดอกเบี้ยขาขึ้น โดยระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบายสูงสุด หรือ Terminal Rate ที่ระดับ 5.00 - 5.25%จนถึงสิ้นปี 2023

พร้อมกันนี้บลจ.ได้แนะนำกลยุทธ์การลงทุนท่ามกลางตลาดผันผวน โดยบลจ.ยูโอบี แนะนำอาศัยจังหวะตลาดผันผวนทยอยสะสม หรือ Buy On Dip ในหุ้นที่มีความสามารถในการสร้างกําไรที่สมํ่าเสมอ และมีพื้นฐานรองรับการเติบโตที่ชัดเจนสามารถเติบโตเป็น Secular Trend ส่วนบลจ.ไทยพาณิชย์ แนะนำ ให้ซื้อขาย หรือเทรดดิ้งตามรอบ

บทวิเคราะห์การลงทุนประจำสัปดาห์ ( 1-5 พ.ค.) ของบลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย ) มีมุมมองว่าตัวเลขอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core PCE) ที่ชะตัวลงสอดคล้องกับที่ตลาดคาดเป็นสิ่งที่ช่วยสนับสนุนว่าอัตราเงินเฟ้อได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้วและมีแนวโน้มค่อยๆปรับตัวลดลงตามภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในระยะข้างหน้า ด้วยเหตุนี้จึงเชื่อว่ามีความเป็นไปได้สูงที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะสามารถดําเนินนโยบายทางการเงินได้ยืดหยุ่นมากขึ้น

บลจ. ยูโอบี คาดว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25 % และสิ้นสุดการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในวัฎจักรรอบนี้ที่ระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบายสูงสุด (Terminal Rate) 5.00% - 5.25% ซึ่งเป็นระดับที่ตลาดและธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เห็นตรงกัน

อย่างไรก็ดีในแง่ของช่วงเวลาการลดอัตราดอกเบี้ย บลจ. ยูโอบี ค่อนข้างให้นํ้าหนักไปยังมุมมองของเฟดที่คาดการณ์ระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบายสูงสุด (Terminal Rate) ไปจนถึงสิ้นปี 2023 เนื่องจากมองการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย ( Recession) รอบนี้เป็นลักษณะไม่รุนแรงและภาคการจ้างงานจะชะลอตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งในส่วนนี้เองอาจจะมีความแตกต่างเล็กน้อยจากสิ่งที่ตลาดโดยส่วนใหญ่ที่คาดว่าเฟดอาจจะลดอัตราดอกเบี้ยได้ 2-3 ครั้งในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งอาจจะมีความผันผวนเกิดขึ้นได้จากการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐ ( FOMC) ในสัปดาห์นี้ (ประชุม 2-3 พ.ค.) แต่ไม่ได้มากเหมือนก่อนหน้านี้ และตลาดจะให้ความสําคัญกับประเด็นนี้น้อยลงเรื่อยๆ

นอกจากนี้จับตาดูแนวโน้มการเติบโตเศรษฐกิจของสหรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวเลขภาคการจ้างงาน เช่น Job Openings, Non Farm Payroll รวมถึงตัวเลขดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจล่วงหน้าอย่าง ISM Manufacturing & Service PMI นอกจากนี้การประกาศกําไรของบริษัทจดทะเบียนจะเป็นอีกปัจจัยในการขับเคลื่อนตลาดและให้จับตาดูการประกาศผลประกอบการของบริษัทในกลุ่มเฮลธ์แคร์ อย่าง Pfizer, Moderna, Vertex ซึ่งเป็นกลุ่มที่ถูกปรับลดคาดการณ์กําไรมากที่สุดกลุ่มหนึ่งในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ว่าจะสามารถสร้างจุดเปลี่ยน (Turnaround) ได้หรือไม่

ด้านกลยุทธ์การลงทุน บลจ.ยูโอบี แนะนำอาศัยจังหวะตลาดผันผวนทยอยสะสม (Buy On Dip) ในหุ้นที่มีความสามารถในการสร้างกําไรที่สมํ่าเสมอ และมีพื้นฐานรองรับการเติบโตที่ชัดเจนสามารถเติบโตเป็น Secular Trend ได้อย่าง (EV, ESG, Clean Energy)รวมถึงหุ้นกลุ่ม Big Tech ที่มี Earnings Visibility ที่ดี

ในขณะเดียวกันการลงทุนในตราสารหนี้ก็ยังคงเป็นคําแนะนําหลักของบลจ.ยูโอบี ด้วยระดับของอัตราผลตอบแทน (ยีลด์) ที่อยู่ในระดับที่น่าสนใจรวมถึงโอกาสในการได้รับกำไรจากส่วนต่างราคา ( Capital Gain) จาก
แนวโน้มการดําเนินนโยบายทางการเงินที่ใกล้ถึงจุดเปลี่ยนและเข้มงวดน้อยลง โดยแนะนําการลงทุนในตราสารหนี้ที่มีคุณภาพในระดับอินเวสเมนท์เกรด ( Investment Grade) ขึ้นไปเพื่อลดความเสี่ยงจากการผิดนัดชําระหนี้ในช่วงเศรษฐกิจ
ถดถอย ทั้งนี้ ในระยะข้างหน้าควรเริ่มพิจารณาลงทุนเพื่อแสวงหาผลตอบแทน (Seek for Yield) ในตราสารหนี้ที่มีระยะเวลา ( Duration) หรือเน้นไปที่เครดิตมากขึ้น

บลจ.ไทยพาณิชย์ (SCBAM) คาดว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25 % ในการประชุมระหว่างวันที่ 2-3 พ.ค.นี้ จากสภาวะปัจจุบันที่เศรษฐกิจชะลอตัวแต่ยังไม่ถดถอย เงินเฟ้อชะลอตัวแต่ยังอยู่ระดับสูง การขึ้นดอกเบี้ยถือเป็นการส่งสัญญาณว่าปัญหาสภาพคล่องธนาคารพาณิชย์สหรัฐยังอยู่ในวิสัยที่จัดการได้

ซึ่งหากการตัดสินใจของเฟดเป็นไปตามข้างต้นเชื่อว่าตลาดหุ้นมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้น แต่ยังผันผวนในกรอบกว้างกลยุทธ์หลักคือ การซื้อขาย หรือ เทรดดิ้งตามรอบ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...