โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ทางออกหลังระเบียบโลกเปลี่ยน ไทยต้องรอดสงครามภาษี

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 02 พ.ค. 2568 เวลา 14.39 น. • เผยแพร่ 02 พ.ค. 2568 เวลา 14.39 น.

สามนักวิชาการด้านการเงินร่วมหาทางออกไทยต้องรอดในสงครามการค้า แนะรัฐงดใช้จ่ายเกินตัวหันสนใจเอสเอ็มอี ด้านภาคธุรกิจงดหว่านแห เน้นเจาะตลาดเล็กแต่ลึก

คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจัดเสวนาในหัวข้อ “Business During Trump : ธุรกิจไทยหลังนโยบาย Trump” ณ CBS Cinema ชั้น 3 อาคารไชยยศสมบัติ 1 นำโดยนายวิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ กล่าวเปิดงานถึงสถานการณ์สงครามการค้าในขณะนี้ว่า เมื่อใดก็ตามที่มีสงคราม แปลว่ามีการต่อสู้กันเกิดขึ้น ซึ่งไม่ได้หมายถึงการสู้เพื่อเอาชีวิต แต่เป็นการหายุทธศาสตร์ตอบโต้กัน

The World First ทั้งโลกต้องมาก่อน

คนที่ฉลาดกว่าก็จะเปลี่ยนสงครามให้เป็นสันติภาพทางการค้า เมื่อเกิดสันติภาพโลกก็จะเต็มไปด้วยผู้ชนะร่วมกัน สอดคล้องกับนโยบายของจุฬาลงกรณ์ ที่ต้องการสร้างคนให้เป็นรากฐานของผู้นำที่มีจิตสำนึกในการเป็นผู้ให้

หากไทยสามารถสร้างนโยบาย และนำเสนอแนวทางสันติภาพทางการค้ามาได้ เพื่อให้ทุกคนเป็นผู้ชนะด้วยกัน หมายความว่า ผู้ชนะจะต้องไม่กินรวบ มีการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และแบ่งปันโลกนี้เป็นของคนทุกคน เพราะนายวิเลิศเชื่อว่าการบริหารยุทธศาสตร์ที่ดีคือ การบริหารให้คนมองในภาพกว้าง ไม่ใช่มองเพียงส่วนใดส่วนเดียว

นโยบาย American First เป็นการมองเพียงตัวเอง หรือพวกพ้องกันเองต้องมาก่อนเท่านั้น ซึ่งผู้ชนะที่ทำให้ผู้อื่นพ่ายแพ้ถือเป็นชัยชนะที่ไม่ยั่งยืน ในทางตรงกันข้ามชัยชนะที่ยั่งยืนต้องเกิดจากใจที่อยากให้คนคนนั้นเป็นผู้นำอย่างแท้จริง การสร้างยุทธศาสตร์ที่ดีจึงต้องเป็น The World first หรือทั้งโลกต้องมาก่อน

รัฐงดใช้จ่ายเกินตัว

ด้านนายรัฐชัย สีลาเจริญ หัวหน้าภาควิชาการธนาคารและการเงิน กล่าวความเห็นกลางวงเสวนาว่า การเตรียมรับมือผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีสหรัฐ รัฐบาลต้องอย่าเพิ่งรีบใช้จ่ายเกินตัว เพราะเรายังไม่สามารถมั่นใจผลการเจรจาได้ หากรัฐบาลเร่งก่อหนี้เพิ่ม และภาพไม่ได้เป็นอย่างที่คาดไว้ สิ่งที่เกิดขึ้นก็อาจไม่ตรงจุดได้ อีกทั้งหนี้สาธารณะของประเทศมีเพดานกำหนดไว้ ในแง่นโยบายการคลัง รัฐจึงไม่ควรเร่งใช้เงิน เขาเปรียบเทียบกับภาคธุรกิจที่ชะลอการลงทุนเพื่อรอดูทิศทางความเสี่ยงให้ชัดเจนมากสุดก่อน ส่วนธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ผ่อนคลายลดดอกเบี้ยแล้ว 2 รอบ เป็นนโยบายการเงินที่น่าจะมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพิ่ม และไม่ได้มีผลทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงด้วย ด้านคำแนะนำสำหรับภาคธุรกิจ นายรัฐชัย กล่าวว่า ต้องวางแผนเสี่ยงด้านเรื่องสภาพคล่องให้ดี ซึ่งการมีเงินสดในมือน่าจะช่วยรับคลื่นที่จะกระแทกเข้ามาได้มากที่สุด และต้องระวังการก่อหนี้ใหม่ในภาวะที่มีความไม่แน่นอน การก่อหนี้ทันทีอาจลดความยืดหยุ่นทางการเงินให้มีปัญหาได้

นอกจากนี้ยังต้องวางแผนรับมือความเสี่ยงในด้านอัตราแลกเปลี่ยน หรือค่าเงินให้ดี เพราะตั้งแต่หลักโควิด-19 เป็นต้นมา ค่าเงินบาทผันผวนอย่างรวดเร็ว การบริหารความเสี่ยงด้านค่าเงินจึงมีความสำคัญ เนื่องจากแต่ละธุรกิจมีผลกระทบจากค่าเงินมากน้อยไม่เท่ากัน ผู้ประกอบการที่ส่งสินค้าไปขายกับสหรัฐ หรือผู้ขายสินค้าที่มีมาร์จิ้นต่ำ อาจได้รับผลกระทบเร็วกว่า

โลกต้องขาด ‘ไทย’ ไม่ได้

ขณะที่นางสมชนก ภาสกรจรัส หัวหน้าภาควิชาพาณิยศาสตร์ จุดประกายไอเดียในการสร้างความต่างว่า ไทยต้องหาจุดเด่นของตัวเองที่สามารถดึงดูดให้นานาประเทศต้องพึ่งพาสินค้านำเข้าจากเราเป็นหลัก โดยเฉพาะสหรัฐและจีน และไม่ลืมตลาดใหม่ใกล้ตัวอย่างอาเซียน

เธอยกตัวอย่างว่าหากสินค้าของไทยมีความโดดเด่นก็จะช่วยเพิ่มมูลค่าได้มากขึ้น นอกจากนี้นอกจากนี้รัฐบาลยังควรเร่งทำการเจรจาเสรีการค้า (FTA) ร่วมกับหลายประเทศเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะทวีปยุโรปที่จะช่วยส่งเสริมการส่งออกของไทยได้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม นางสมชนกแนะนำให้รัฐบาลหันกลับมาให้ความสนใจในฝั่ง SMEs และสตาร์ทอัพมากกว่าการนำเงิน การนำเงินงบประมาณไปแจกประชาชน เนื่องจากเป็นภาคส่วนที่จะช่วยให้เกิดแรงกระเพื่อมต่อวงจรเศรษฐกิจได้ดีกว่า

ภาคธุรกิจต้องรันต่อ

ด้าน ผศ.เอกก์ ภทรธนกุล หัวหน้าภาควิชาการตลาด กล่าวว่า ในมุมมองของนักการตลาด การขึ้นภาษีของสหรัฐมีความรุนแรงเทียบเท่าการยิงระเบิดนิวเคลียร์ เนื่องจากทำให้ทั้งโลกต้องเดือดร้อนและยกตัวอย่างคำพูดของนายกรัฐมนตรีประเทศสิงคโปร์ที่ใช้คำว่า นี่คือการเปลี่ยนระเบียบของโลก

“สมมติเป็นกีฬาฟุตบอล ระเบียบฟุตบอลฟีฟ่า คือเริ่มที่แต้ม 0-0 วันดีคืนดี มีคนบอกว่า ถ้าเล่นกับประเทศฉันเริ่มที่ 1-0 นะ ประเทศฉันได้เปรียบ พอเป็นสหรัฐไทยได้เปรียบประเทศฉันเยอะ(เทียบจากการเกินดุลการค้า งั้นขอเริ่มที่ 8-0 แล้วกัน

พอเริ่มต้นแบบนี้ ก็ไม่มีใครอยากเตะด้วย ซึ่งระเบียบโลกที่ทำโดย WTO ที่คล้าย ๆ กับฟีฟ่าในเรื่องของการค้า มันโดนทำลายทิ้งหมด โลกก็เลยป่วนและวุ่นวายกันไปหมด”

นอกจากนี้การขึ้นภาษีของสหรัฐในด้านการตลาดเราคาดการณ์ไม่ได้เลยว่า กำลังซื้อจะหายไปมากน้อยแค่ไหน ขณะที่ในด้านกลยุทธ์ก็ยังพอมีทางออกอยู่คือการทำสินค้าและโปรโมชั่นในลักษณะที่เล็กลง แต่ลึกขึ้น หมายความว่าแบรนด์ต่าง ๆ ต้องเลิกหว่านแหแต่ต้องเข้าสู่ตลาดให้ตรงจุด และต้องรู้ว่า ลูกค้าอยู่ในแพลตฟอร์มใดเป็นหลัก

ส่วนการสต๊อกของไม่ไม่ใช่คำตอบ เนื่องจากหากเราหยุดในวันที่คนอื่นหยุด แปลว่าเราก็จะไม่ได้อะไรเลย อย่างไรก็ตามสำหรับการทำแบรนด์ดิ้ง ผศ.เอกก์ แนะนำว่า คนเราจะใช้เงินกับสินค้าที่เขาเชื่อมั่นเท่านั้น ซึ่งทางรอดก็คือ แบรนด์ต่าง ๆ ต้องไม่ลดต้นทุนและจะต้องลงทุนในเรื่องนี้ให้มากขึ้น รวมถึงพัฒนาคุณภาพอีกด้วย

ก่อนจะกล่าวทิ้งท้ายว่าสำหรับสงครามภาษีในครั้งนี้เป็นเรื่องที่เราต้องทำใจเนื่องจากเรื่องนี้เกิดขึ้นมาแล้วและมันจะไม่กลับไปเป็นเหมือนเดิมอีก การมีคนทำลายกฎเกณฑ์เดิมไป ทำให้เราเข้าสู่ระเบียบโลกใหม่ ผู้ประกอบการเองจึงจำเป็นต้องสร้างความเชื่อใจให้กับลูกค้า ใส่ใจลูกค้ากลุ่มเล็ก และจริงใจต่อการทำธุรกิจมากขึ้น

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ทางออกหลังระเบียบโลกเปลี่ยน ไทยต้องรอดสงครามภาษี

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...