โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ยุบสภาแล้ว! รัฐบาลสิงคโปร์ เตรียมจัดเลือกตั้งใหม่ 3 พ.ค. ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนแปลง

ข่าวหุ้นธุรกิจ

เผยแพร่ 16 เม.ย. 2568 เวลา 04.15 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

สิงคโปร์ ประกาศยุบสภาอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 15 เม.ย. ที่ผ่านมา โดยประธานาธิบดี ทาร์มัน ชันมูการัตนัม ลงนามตามคำแนะนำของนายกรัฐมนตรี ลอว์เรนซ์ หว่อง เปิดทางสู่การเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 14 ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนดวันรับสมัคร ในวันที่ 23 เม.ย.นี้ และเปิดคูหาเลือกตั้งในวันที่ 3 พ.ค.68

การเลือกตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นในจังหวะสำคัญที่สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และระบบเศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนผ่าน โดยเฉพาะในช่วงที่สหรัฐอเมริกา ภายใต้การนำของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กลับมาใช้นโยบายกีดกันทางการค้า เดินหน้าตั้งกำแพงภาษี กับทั้งพันธมิตรและคู่แข่งทางเศรษฐกิจ

แม้ หว่อง จะเข้ารับตำแหน่งผู้นำประเทศต่อจาก ลี เซียนลุง อย่างเป็นทางการเมื่อปีก่อน แต่การเลือกตั้งครั้งนี้คือโอกาสสำคัญในการขอ “แมนเดต” หรืออาณัติปกครองจากประชาชนอย่างแท้จริง พร้อมเดินหน้าจัดทีมผู้นำใหม่ที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของเขาในการนำสิงคโปร์ผ่านพ้นความปั่นป่วนระดับโลก

ในขณะที่กระแสโลกาภิวัตน์เริ่มถดถอย และโลกกำลังเข้าสู่ยุค “ภูมิภาคนิยม” (Regionalisation) การเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นจังหวะที่สิงคโปร์จะต้องกำหนดยุทธศาสตร์ใหม่ สอดรับกับความเป็นจริงทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

หลังจากที่ประธานาธิบดีทรัมป์ ประกาศภาษีนำเข้าชุดใหม่และมาตรการภาษีตอบโต้ เมื่อวันที่ 2 เม.ย. ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีหว่อง ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเมื่อวันที่ 8 เม.ย.68 โดยเตือนว่า การตั้งกำแพงภาษีของสหรัฐฯ กำลังสั่นคลอนเสาหลักของระบบการค้าโลก พร้อมระบุถึงผลกระทบสำคัญ 3 มิติที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่

  • กระทบหลักการ WTO เสี่ยงล้มระเบียบการค้าเสรีโลก

หว่อง ชี้ว่า มาตรการของสหรัฐฯ ขัดต่อหลัก Most Favored Nation (MFN) ขององค์การการค้าโลก (WTO) ซึ่งกำหนดให้ประเทศสมาชิกต้องปฏิบัติต่อคู่ค้าทุกประเทศอย่างเท่าเทียม การเลือกปฏิบัติตามความสัมพันธ์หรือข้อตกลงเฉพาะ อาจเป็นช่องทางเปิดให้เกิดการตอบโต้ทางการค้า และสั่นคลอนความเชื่อมั่นต่อระบบที่ยึดโยงกับความเสมอภาค

  • จุดชนวนสงครามการค้าโลก

นโยบายกีดกันนำเข้าสินค้าของรัฐบาลทรัมป์ 2.0 อาจนำไปสู่การตอบโต้จากประเทศคู่ค้า และบานปลายสู่สงครามการค้าเต็มรูปแบบ ซึ่งเคยเป็นต้นเหตุของวิกฤตเศรษฐกิจโลกในอดีต

  • กลับสู่โลกแห่ง “มือใครยาว สาวได้สาวเอา”

หว่อง เตือนว่า โลกที่ไม่มีกรอบความร่วมมือจะกลายเป็นเวทีแห่งการเอาตัวรอด ประเทศมหาอำนาจจะใช้อิทธิพลต่อรอง ขณะที่ประเทศเล็กจะเผชิญแรงกดดันมากขึ้น และระบบพหุภาคีที่เคยค้ำจุนโลกเสรีนิยมอาจกลายเป็นอดีต

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...