โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

นพ.พรหมินทร์ ฝ่า 3 ด่านเสี่ยง พ.ร.บ.กู้เงิน 5 แสนล้าน แก้คนไทยจนเรื้อรัง

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 17 พ.ย. 2566 เวลา 04.17 น. • เผยแพร่ 14 พ.ย. 2566 เวลา 22.01 น.
นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช

คำตอบใหม่ ที่ได้จาก นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี มากไปกว่าการออก พ.ร.บ.กู้เงิน 5 แสนล้าน เพื่อแจก 10,000 บาท ให้กับ 50 ล้านคน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

หนึ่ง คือ เป็นการกู้ในประเทศ ที่มีสภาพคล่องล้น

สอง คือ ตัวเลขเศรษฐกิจตกต่ำ-ติดลบเกือบทุกตัว

สาม คือ เป็นเรื่องเร่งด่วนเพราะถ้าไม่มีมาตรการนี้จะเกิด ต้มยำกุ้งและคนไทยจนเรื้อรัง

สี่ คือ จะพลิกฟื้นความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลเพื่อไทย ด้วยการกระตุ้นเศรษฐกิจให้เงินหมุน 3.3 รอบ มีผลต่อจีดีพี 1-1.5 % ต่อจีดีพี

และเกิดอะไรขึ้นกับรัฐบาลเพื่อไทย ที่เป็นเจ้าตลาดนโยบายประชานิยม และเคยนำนโยบายลงสู่การปฏิบัติจนชนะเลือกตั้งมาทุกครั้ง

คำตอบจาก นพ.พรหมินทร์ อาจครอบคลุม-แต่ยังคลุมเครือบางประเด็น เขาคาดหวังว่า เมื่อเงิน 10,000 บาทถึงมือประชาชน เสียงวิจารณ์อาจจะเงียบลง

เศรษฐกิจไม่ดี-ดัชนีตกทุกตัว

นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี นัดหมายผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจประจำทำเนียบรัฐบาล เปิดให้ถามทุกข้อ-ต่อเนื่องจากการแถลงข่าวครั้งใหญ่ของนายกรัฐมนตรี เริ่มจากเปิดตัวเลขเศรษฐกิจที่ทุกดัชนีอยู่ในแดนลบ และขยายประเด็น “เศรษฐกิจไม่ดี” โดยอ้างอิงแหล่งข้อมูลจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พร้อมตั้งคำถามว่า “เศรษฐกิจดีจริงหรือ”

“เศรษฐกิจมีปัญหาอะไรบ้าง ต้องพูดความจริง ที่ผ่านมามีการกู้เงินมาแล้วถึง 1.5 ล้านล้านบาท หนี้สินที่เราแบกอยู่คือหนี้สินที่ถูกแบกข้ามรัฐบาลมา”

เลขาธิการนายกรัฐมนตรีระบุว่า สถานะวันนี้ให้ย้อนหลังกลับไป ดูสถิติทุกข้อมูลก็คล้ายกัน ตัวเลขจากไอเอ็มเอฟ เราทรุดหนักสุด ฟื้นช้าสุด บ้านเรามีความแตกต่างระหว่างคนรวยกับคนจนหนักมาก

“ตัวที่บอกว่าเศรษฐกิจดีไม่ดี คือหนี้ของภาคประชาชน หนี้ครัวเรือนเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญ 10 ปีที่ผ่าน วันนี้ 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ของจีดีพี แปลว่า คนที่เป็นทุกข์ คือ คนที่เป็นหนี้ หนี้ครัวเรือนของไทยอยู่อันดับ 7 ของโลก อันดับ 3 ของเอเชีย”

“การพูดว่าเศรษฐกิจดี เศรษฐกิจโต แต่โตยังไม่ถึงจุดที่เคยโตมาแล้ว และการที่บอกว่ากลัวเงินเฟ้อ ถ้าใส่เงินลงไปจะเกิดเงินเฟ้อ เป็นการพูดทีละจุด ๆ เวลาเราพูดถึงเงินเฟ้อ ตัวเลขต้นปีเงินเฟ้อ 5% ล่าสุด 0.3% แล้วจะกลัวอะไรกับเงินเฟ้อ”

เลขาธิการนายกรัฐมนตรีตอกย้ำมาตรการและตัวเลขของแบงก์ชาติด้วยว่า “ปัญหาคือคุณขึ้นดอกเบี้ยสวนทาง กลัวเงินไหลออก ในรอบ 10 เดือน ขึ้นจาก 1.25% เพิ่มอีก 1.25% เป็น 2.5% เวลาขึ้นดอกเบี้ย ปัญหาอยู่ที่หนี้ครัวเรือน คนที่ต้องจ่ายหนี้ต้องมีภาระหนักขึ้น ตัวเลขเหล่านี้มันฟ้องแล้วนะว่า เศรษฐกิจดีจริงหรือ”

ตัวเลขแบงก์ชาติ อัตราการใช้กำลังการผลิต ไตรมาส 3 เหลือเพียง 58% เพราะไม่มียอดขาย ขณะที่ประเทศอื่น เกาหลี 100% ฟิลิปปินส์ 70%

“ตัวเลขการบริโภคตกทุกตัว ในไตรมาส 3 ทั้งดัชนีการใช้จ่ายสินค้าไม่คงทน-สินค้ากึ่งคงทน การใช้จ่ายภาคบริการ ยอดการจดทะเบียนยานยนต์เพื่อการลงทุนในประเทศ ติดลบ 23% กำลังจะเฉาตาย ดัชนีการจำหน่ายวัสดุก่อสร้างหดตัว การบริโภคตก หนัก กำลังซื้อไม่มี ความเชื่อมั่นการลงทุนภาคเอกชนตกหมด เทรนด์ต่าง ๆ ติดลบ ตกหนักลงเรื่อย ๆ”

“เราคาดการณ์ไปข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น เมื่อดัชนีในการคำนวณจีดีพี ทั้งการส่งออก นำเข้า การลงทุน การใช้จ่ายภาครัฐ การใช้จ่ายภาคเอกชน และการบริโภค ตัวเลขตกลงทุกตัว เราจึงต้องหามาตรการเข้ามาดำเนินการ”

ปัจจัยลบงบประมาณ’67 ล่าช้า

นพ.พรหมินทร์ชี้ให้เห็นปัจจัยลบที่ส่งผลต่อเครื่องยนต์เศรษฐกิจอีกตัว คือ งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 ล่าช้า-การจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า อีกทั้งรายจ่ายเพื่อการบริโภค-การลงทุน และรายจ่ายลงทุนของรัฐวิสาหกิจ ตัวเลขติดลบทั้ง 3 รายการ

เพราะการจัดตั้งรัฐบาลช้า เงินรัฐออกไม่ได้ แทนที่เงินจะออกวันที่ 1 ตุลาคม 2566 จนถึงขณะนี้ พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายปี 2567 ยังออกไม่ได้ งบประมาณต้องไปออกเดือนพฤษภาคม 2567 ทำให้การก่อหนี้ผูกพันล่าช้า สะเทือนไปถึงการจัดซื้อ-จัดจ้าง

ความน่ากลัวของเศรษฐกิจตกต่ำ ถูกเลขาธิการนายกฯระบุว่า “ตัวเลขการลงทุน มีความหมายต่อการบริโภค การใช้จ่าย การจ้างงาน และกำลังการผลิต แต่เมื่อการลงทุนภาครัฐต่ำ ความมั่นใจของทั้งตลาดไม่ดี อีกทั้งในปีหน้าจะมีหุ้นกู้ที่ครบดีลอีก 1 ล้านล้าน ถ้ารอถึงวันนั้นโดยไม่ออกมาตรการอะไร เศรษฐกิจจะดีหรือ จะหายใจไม่ออก จะตายได้นะ”

“เราจึงคาดการณ์ไปข้างหน้า หาเครื่องมือในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เราเป็นรัฐบาล เมื่องบประมาณล่าช้า แม้แต่เครื่องมือของรัฐบาลเองก็ออกไม่ได้ เพราะฉะนั้น เราต้องรอไปจนถึงพฤษภาคม 2567 รัฐบาลจะต้องตัดสินใจเดี๋ยวนี้ว่าจะทำอะไรต่อ เพราะมันจะใช้เวลาทั้งสิ้น”

“มาตรการที่รัฐบาลทำเรื่องเงิน 1 หมื่นบาท คือการกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ใช่การกระตุ้นการบริโภค ไม่ใช่สังคมสงเคราะห์ คนละเรื่อง การกระตุ้นเศรษฐกิจแปลว่า เครื่องมือเหล่านี้จะใช้จ่ายส่วนหนึ่งไปสู่เรื่องของการลงทุน”

พ.ร.บ.กู้เงิน-แก้จนเรื้อรัง

คำถามที่ว่าในเมื่อเศรษฐกิจไม่ดี จำเป็นต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำไมการแจกเงิน 10,000 บาท ถึงไม่ออกเป็น “พระราชกำหนด” นพ.พรหมินทร์ตอบว่า“วันนี้คนไทยติดหนี้กันทั้งประเทศ โงหัวไม่ขึ้น เรากลัวว่าประเทศไทยจะจนกันเรื้อรัง เราจำเป็นต้องมีการกระตุ้นเศรษฐกิจ เงินที่เป็นรายได้ที่ควรจะได้หายไปจากระบบก็ต้องเติมเงินเข้าไป”

“วิธีการที่คลีนที่สุด คือ พ.ร.บ.กู้เงิน ซึ่งเรามีอำนาจในฐานะเป็นผู้แทนราษฎร หรือพรรครัฐบาล ที่เข้ามามีหน้าที่ออกกฎหมายเพื่อจะแก้ปัญหา ซึ่งเป็นภารกิจโดยตรงของคนที่จะมาบริหาร การออก พ.ร.บ.เป็นเครื่องมือ หนึ่ง ที่เราทำตรงไปตรงมา เราต้องปรึกษากฤษฎีกา ผู้ที่เป็นที่ปรึกษากฎหมายเสียก่อน ว่าควรจะทำอย่างไรให้ทำให้ได้”

“ถ้าออกเป็น พ.ร.ก.ก็จะมีปัญหาอีก ดังนั้นต้องเอาให้ผ่าน ให้ถูกเลยแล้วขอความร่วมมือจากสภา ทำให้คลีน ๆ และถูกต้อง ที่สุด เหมือนกับที่เคยทำมาเรื่อง พ.ร.บ.ลงทุน 2 ล้านล้าน ที่จะใช้เงินเยอะก็ต้องอธิบายกันให้มีการเห็นชอบในสภาผู้แทนราษฎร”

5 แสนล้าน ฝ่า 3 ด่านเสี่ยง

นพ.พรหมินทร์อธิบายการขับเคลื่อน พ.ร.บ.กู้เงิน 5 แสนล้าน ที่ต้องผ่าน 3 ด่าน คือ คณะกรรมการกฤษฎีกา-ศาลรัฐธรรมนูญ-สภาผู้แทนราษฎร ว่า “กฎหมายเงินกู้ จะไม่ถูกตีตกกลางสภา เพราะว่าเสียงเราเป็นเสียงข้างมาก เรารวบรวมเสียงได้เป็นเสียงส่วนใหญ่ของสภา ประโยชน์สุขอยู่ที่ประชาชน สุดท้ายรัฐบาลตัดสินใจว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน เพื่อให้ทันสิ่งที่จะเกิดขึ้นข้างหน้า”

เลขาธิการนายกฯเพิ่มปัจจัยเสี่ยงไว้ในกลางปีหน้าด้วยว่า หากหนี้หุ้นกู้ต่าง ๆ ครบดีล แล้วไม่สามารถชำระหนี้ได้ ก็จะเป็นอีก 1 ชนวนระเบิดอีกลูก “ซึ่งเรารู้ว่ามันจะเป็นต้มยำกุ้ง โดยเรารู้แล้วไม่หาทางแก้ไข เราใช้วิธีนี้ ด้วยการรวบรวมบทเรียนต่าง ๆ ที่ผ่านมา เชื่อว่าถ้าศาลรัฐธรรมนูญเห็นตรงกับเรา นี่ก็ต้องตีความกฎหมายรัฐธรรมนูญให้ถูกต้อง”

ด่านที่สภาผู้แทนราษฎร เลขาธิการนายกฯเชื่อว่า “เป็นอำนาจที่ได้รับมอบหมายจากประชาชน การออกนโยบายเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ได้รับการฉันทานุมัติจากผู้แทนราษฎร มีหน้าที่บริหารประเทศ แก้ปัญหาที่เรามองเห็น ตัวอย่างฟ้องชัดแล้วในเรื่อง พ.ร.บ. 2 ล้านล้าน ที่มีการบอกไปให้ทำถนนลูกรังก่อน วันนี้ลาววางถนนมาถึงแล้ว”

“เราคิดว่าด่านนี้เป็นด่านที่เป็นด่านที่ปลอดภัยที่สุด แต่ระหว่างการทำงานเราก็ต้องคำนวณความเสี่ยงที่เกิดขึ้นระหว่างทาง”

ด่านคณะกรรมการกฤษฎีกา เชื่อว่า พ.ร.บ.กู้เงินจะผ่านกระบวนการปรึกษาทางข้อกฎหมาย เรามั่นใจว่าผ่านไปได้เพราะเราเป็นพรรครัฐบาล ถ้ากฎหมายถูกตีตก ตกด้วยผู้แทนราษฎรไม่เห็นชอบก็เป็นเรื่องหนึ่ง

เลขาธิการนายกฯย้ำว่า “ถ้าไม่ให้ทำก็เหมือน พ.ร.บ. 2 ล้านล้าน โอกาสของประเทศก็หายไป วันหลังอย่ามาโทษกันนะ เราพยายามทำทางออกด้วยความมั่นใจให้ดีที่สุด ไม่ใช่ทางลง”

เลขาธิการนายกฯ 2 สมัย ย้อนให้ฟังว่า “ตอนที่รัฐบาลเพื่อไทย ทำโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน วงเงิน 2 ล้านล้าน คุณก็มาบล็อกอีก ตอนที่ถูกเบรกโครงการไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ทำให้วันนี้ รถไฟความเร็วสูงสักรางยังไม่เห็นเลย”

นพ.พรหมินทร์เฉลยว่า เวลาเขาพูดว่า “คุณ” ที่มาบล็อก-มาบีบไม่ให้โครงการลงทุน 2 ล้านล้านเกิด คือ “กลุ่มคนที่ยังมีความคิดอีกแบบหนึ่ง ซึ่งเคารพกันในสังคม ช่องทางที่ระบบที่มีอยู่บีบให้ผมเหลือช่องแบบนี้ ช่องที่กู้ดีที่สุด ได้ฉันทานุมัติแบบระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ภายใต้รัฐธรรมนูญที่เขียนไว้”

เพื่อไทยไม่เอาประชาชนเป็นตัวประกัน

นพ.พรหมินทร์ยืนยันว่า “เรายืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้อง ยึดผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง ทุกอันมีโอกาสที่จะมีอุปสรรค แต่เราได้คิดวิธีการที่จะแก้ไขปัญหาในทุกระดับ เรียนรู้จากบทเรียนในอดีต ซึ่งเราไม่คิดว่าจะแพ้ สิ่งนี้เป็นเหตุผลที่ดีที่จะให้รับฟังเสียงของประชาชน และให้ประชาชนตัดสิน”

“ผมคิดว่าประชาชนรออยู่ คนที่ไปขัดขวางก็ต้องคิดให้ดีว่า สิ่งที่ประชาชนคาดหวังที่ได้จากการเลือกตั้งจะรู้สึกอย่างไร ไม่ใช่การเอาประชาชนเป็นตัวประกัน เราเอาประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง อาจจะมีคำถามข้อเทคนิคต่าง ๆ ซึ่งเราพยายามที่จะแก้และรับฟังความคิดเห็นตลอดทาง”

คำถามที่ดังขึ้นทุกทิศทางที่ว่า ปัญหาของโครงการแจกเงิน 10,000 บาท เพราะคนไม่เชื่อมั่นต่อรัฐบาล หรือคนไม่เชื่อมั่นต่อเพื่อไทย

คำตอบของเลขาธิการนายกฯคือ “เรามั่นใจว่าได้ศึกษาแล้ว และมั่นใจว่าด้วยความเชื่อมั่นในผลประโยชน์ของประชาชนที่เรายืนหยัดมาโดยตลอด คิดว่าจะฟันฝ่าไปได้ ต้องเชื่อมั่นต่อนโยบายที่ประชาชนเลือกมา กับพรรคการเมืองที่เขาเลือกมา ไม่ใช่เราคิดไม่ครบ ทำไม่ได้ เราคิดครบเท่าที่เราจะมองเห็น แต่พอเข้ามาแล้วต้องเจอปัญหา อุปสรรคเพิ่มขึ้นก็ต้องขจัดปัญหาเหล่านั้น”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...