โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“น้ำมะเน็ด” เครื่องดื่มซู่ซ่าในหน้าซัมเมอร์

นิตยสารคิด

อัพเดต 01 พ.ค. 2566 เวลา 20.51 น. • เผยแพร่ 01 พ.ค. 2566 เวลา 20.51 น.
Lemonade-cover

ถึงซัมเมอร์ทีไรหน้ามักบูดเพราะอากาศร้อนปรอทแตก จนต้องเร่งหาวิธีดับอาการร้อนหัวตัวเปียกเหงื่อ เบสิกเริ่มต้นนอกจากการพาร่างไปตากแอร์เย็น ๆ แล้ว ก็คงหนีไม่พ้นการหา “เครื่องดื่มคลายร้อน” โดยเฉพาะพวกน้ำอัดลมที่ให้ความซู่ซ่าชื่นใจไปถึงข้างใน ซึ่งบ้านเราเคยมีเครื่องดื่มซาบซ่าที่เป็นตำนานน้ำอัดลมในยุคบุกเบิก และได้รับความนิยมสูงมากในยุคสมัยหนึ่ง ก่อนจะหายไปเหลือเพียงการบันทึกไว้ในหนังสือแนวเมืองไทยในอดีต นั่นก็คือ “น้ำมะเน็ด” หรือน้ำหวานโซดา ที่มีรสหวาน เปรี้ยว ซ่า ที่คนไทยเพี้ยนเสียงมาจากน้ำเลมอนเนด (Lemonade) ของทางตะวันตก

Günter / Pixabay

จากการชงสดสู่โรงงานอุตสากรรม
ความเป็นมาของ “น้ำมะเน็ด” สามารถย้อนไปไกลถึงช่วงปลายศตวรรษที่ 17 ซึ่งในอังกฤษ มีบันทึกที่กล่าวถึง “เครื่องดื่มเลมอนเนด” เป็นครั้งแรกจากบทละครเรื่อง “The Parson’s Wedding” ใน ค.ศ. 1663 โดยระบุว่า เครื่องดื่มเลมอนเนดนำเข้ามาจากอิตาลีผ่านฝรั่งเศส และอธิบายวิธีการชงไว้ว่า ใช้มะนาวคั้น ใส่น้ำตาลกับน้ำผึ้งเพิ่มรสหวาน ก่อนจะเอาไปผสมกับน้ำเปล่าเพื่อทำเป็นเครื่องดื่ม ในช่วงนี้ความนิยมดื่มน้ำเลมอนเนดยังคงเป็นการดื่มตามห้างร้าน โดยเจ้าของชงสดและเสิร์ฟให้ลูกค้าดื่ม แต่ยังไม่มีการบรรจุขวดขาย และในกรุงปารีสก็มีพ่อค้าหาบถังน้ำเลมอนเนดบนหลังเดินเร่ขายเป็นแก้ว ๆ ตามท้องถนน

Moriori / commons.wikimedia.org

ต่อมาราวศตวรรษที่ 18 นักวิทยาศาสตร์ได้คิดค้นวิธีการสร้างน้ำโซดาขึ้น เนื่องจากว่าโซดามีคุณสมบัติคล้ายกับน้ำแร่ธรรมชาติที่ชาวยุโรปนิยมดื่มกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ จึงได้มีการนำเครื่องดื่มที่มีอยู่ในวัฒนธรรมของตนเองมาผ่านกระบวนการอัดแก๊สให้มีฟองเป็นแบบโซดา นี่จึงเป็นจุดผสานระหว่างเครื่องดื่มที่ผู้คนนิยมดื่มเพื่อผ่อนคลายกับเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ โดยมีการนำไปผสมกับน้ำผลไม้ต่าง ๆ โดยเฉพาะ “เลมอนเนด” ที่ได้กลายเป็นเครื่องดื่มสมัยใหม่ชนิดแรกของโลกที่มีรสซ่า

เมื่อความนิยมในการดื่มเลมอนเนดมีมากขึ้น นายทุนที่มองเห็นโอกาสจากการขายเครื่องดื่มโซดาจึงตั้งโรงงานเพื่อผลิตแบบจำนวนมากส่งขาย และกลายเป็นที่มาของการผลิตเลมอนเนดจากการต้มปรุงตามร้านสู่ระบบโรงงานอุตสาหกรรม เปลี่ยนจากการเสิร์ฟเป็นแก้วสู่การใส่ขวดแก้วคอแคบที่เรียกว่า “Codd-neck” เพื่อการส่งออกขายทั่วโลก

museum.socanth.tu.ac.th

เครื่องดื่มของ “คนรุ่นใหม่” ในยุคคุณปู่
น้ำเลมอนเนดเริ่มเข้ามาในประเทศไทยเมื่อไรอาจไม่มีหลักฐานแน่ชัด แต่อย่างน้อยก็ตั้งแต่สมัยปลายรัชกาลที่ 4 จากที่มีการลงโฆษณาขายเครื่องทำน้ำมะเน็ดในหนังสือพิมพ์บางกอกรีคอร์เดอร์ เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม ค.ศ. 1866 (พ.ศ. 2409) ระบุว่า “ประกาศด้วยน้ำโซดะ ผู้มีชื่อใต้นี้ ขอแจ้งแก่ท่านทั้งปวง ทั้งหญิงทั้งชายที่ในกรุงเทพฯ ว่าพวกเราได้ซื้อเครื่องทำน้ำโซดาและน้ำมนาวแต่มิศเตอกะไดโช และทำน้ำโซดะและน้ำมนาวที่ห้างของเราที่ริมบ้านกงสุลฝรั่งเสศ ลงพิมพ์ ณ วันพฤหัสบดี เดือนอ้าย ขึ้น 13 ค่ำ ชื่อพวน เรารีเมดีมนตินี” ซึ่งทำให้ทราบว่ายุคนั้นได้มีการผลิตโซดาและน้ำมะนาวเพื่อจำหน่ายแล้ว

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5-6 “น้ำมะเน็ด” ก็กลายเป็นเครื่องดื่มยอดนิยม โดยมีการนำเข้าน้ำมะเน็ดของบริษัทสิงคโปร์สเตรท (ต่อมาก็คือ บริษัทเฟรเซอร์ แอนด์ นีฟ หรือกลุ่ม F&N ในปัจจุบัน) ในสิงคโปร์ มาจำหน่ายใน “สยาม” ลักษณะเป็นขวดแก้วใสสีอมเขียว ปากขวดที่ด้านในมีลักษณะคอด อุดไว้ด้วยลูกแก้ว (Codd-neck) เมื่อจะดื่มก็กดลูกแก้วให้ตกลงไปในขวดก่อน และเมื่อชาวสยามนิยมดื่มน้ำมะเน็ดมากขึ้น ก็เริ่มมีผู้ประกอบการทั้งคนไทย เช่น นายเลิศ เศรษฐบุตร (ได้รับบรรดาศักดิ์เป็นพระยาภักดีนรเศรษฐ ในรัชกาลที่ 6) และคนจีนผลิตมาขายเองมากขึ้น

“น้ำมะเน็ด” ธุรกิจที่เป็นจุดเริ่มต้นความสำเร็จของนายเลิศ เศรษฐบุตร (พระยาภักดีนรเศรษฐ)
FB: Nai Lert Park Heritage Home

ทั้งนี้ การดื่มน้ำมะเน็ดในยุคสมัยนั้น ไม่ใช่แค่เพียงการดื่มเพื่อคลายร้อน แต่ยังเป็นสิ่งที่ช่วยสร้าง “อัตลักษณ์” ของ “คนสมัยใหม่” ว่าเป็นคนทันสมัย และการมีสุขภาพที่แข็งแรง หลังจากที่สยามได้มีการนำเข้าเครื่องดื่มแบบตะวันตก 3 ชนิด คือ สุราฝรั่ง น้ำโซดา และน้ำมะเน็ด เช่น เปลี่ยนคนขี้อายให้เป็นคนกล้าเมื่อมีแก้วสุราหรือไวน์ถืออยู่ในมือ และการดื่มน้ำมะเน็ดจะทำให้มีสุขภาพแข็งแรง ดังที่มีคำโฆษณาของบริษัทเฟรเซอร์ฯ ที่ว่า “น้ำที่ใช้เป็นอย่างบริสุทธิ์แท้…ผู้ใดรักร่างกายจะให้มีความสบายควรจะซื้อน้ำเอเรเด็ดของบริษัทนี้” หรือ “เป็นเครื่องดื่มอันโอชารสที่ถูกอนามัย” เป็นต้น

จนถึงปี พ.ศ. 2471 ซึ่งตรงกับสมัยรัชกาลที่ 7 ความนิยมในน้ำมะเน็ดในไทยก็ยังคงมีอยู่ ตามที่มีโฆษณาในหนังสือพิมพ์ เช่น ของห้างเหเดมัน เอเวร์ส ที่ระบุข้อความว่า“จงรีบซื้อเครื่องทำน้ำมะเน็ดและโซดา มีตกเข้ามาแล้วชะนิดแบบใหม่ที่สุด มีทั้งเครื่องอัดจุกฝาสังกระสี และฝาจุกลูกแก้ว” หรือของห้างเพาส์ชิกเคนชัก ที่ระบุว่า “ในเวลาระดู ‘ร้อน’ สินค้าอะไรก็ไม่ดีเช่นขายน้ำมะเน็ดและโซดา เครื่องทำน้ำเลมอนเน็ดแลโซดามีที่ห้างแล้วทุกขนาด…”

อย่างไรก็ดี น้ำมะเน็ดได้เสื่อมความนิยมลงและหายไปจากเมืองไทยเมื่อกว่า 60 ปีก่อน จากต้นทุนการผลิตที่สูงและการเข้ามาของเครื่องดื่มน้ำดำอย่างโค้ก (พ.ศ. 2492) และเป๊ปซี่ (พ.ศ. 2496) ที่กลายเป็นเครื่องดื่มที่ขาดไม่ได้เวลากระหายในปัจจุบัน

Гай Дудка / Pixabay

ซาบซ่าหลากรสในญี่ปุ่น
แม้จะหายไปจากเมืองไทยแล้วอย่างถาวร แต่ในญี่ปุ่นนั้นกลับต่างออกไป เพราะจนถึงปัจจุบันน้ำมะเน็ดหรือที่ญี่ปุ่นเรียกว่า “รามูเนะ” (ラムネ, Ramune) ก็ยังคงเป็นเครื่องดื่มโซดาประจำเทศกาลในฤดูร้อนอยู่

ตามประวัติมีการบันทึกว่าน้ำเลมอนเนดเริ่มเข้าไปในญี่ปุ่นสมัยเมจิเมื่อปี ค.ศ. 1884 (ตรงกับรัชกาลที่ 5 ของไทย) โดยหมอฟันชาวอังกฤษ ที่นำไปขายที่โกเบในเขตที่อยู่อาศัยของชาวต่างชาติ ก่อนที่เวลาต่อมาจะกลายเป็นที่นิยมของคนญี่ปุ่น เพราะหนังสือพิมพ์นำไปโฆษณาพร้อมระบุสรรพคุณว่าดื่มแล้วสามารถป้องกันอหิวาตกโรคได้

ปัจจุบันเราสามารถหาซื้อรามูเนะมาลิ้มลองได้ตามตลาดอีคอมเมิร์ซ โดยที่วางขายกันนั้น หลายยี่ห้อยังใช้รูปแบบดั้งเดิมคือเป็นขวดแก้ว Codd-neck ขณะเดียวกันก็เพิ่มการออกแบบรูปลักษณ์ให้ทันสมัยมากขึ้น และยังมีรสชาติใหม่ ๆ รวมแล้วกว่า 55 รส ตั้งแต่รสชาติผลไม้ทั่วไป เช่น พีช เมลอน และสตรอว์เบอร์รี หรือเป็นน้ำเลมอนเนดแบบดั้งเดิมแต่แต่งกลิ่นให้เป็นลิ้นจี่หวานหอม นอกจากนี้ยังมีรสชาติพิเศษอื่น ๆ ที่น่าลิ้มลอง เช่น แกงกระหรี่ พริกเผา วาซาบิ ปลาหมึก เพื่อความแปลกใหม่ไม่จำเจ แม้แต่แฟรนไชส์แฮมเบอร์เกอร์ชื่อดังอย่างแมคโดนัลด์ในญี่ปุ่นก็ยังมีวางขายรามูเนะมิลค์เชกด้วย

ด้วยการเป็นเครื่องดื่มประจำเทศกาลฤดูร้อน เวลาคนญี่ปุ่นดื่มรามูเนะ จึงไม่ได้เสพเพียงเพื่อแก้กระหาย หรือเพื่อลิ้มลองรสชาติแปลกใหม่เท่านั้น แต่การดื่มรามูเนะยังเหมือนได้เสพความทรงจำดี ๆ จากฤดูร้อนในวันวาน เสียงเปิดขวด เสียงน้ำโซดาซู่ซ่า ก็เป็นระฆังบอกชาวอาทิตย์อุทัยว่าถึงเวลาของฤดูร้อนครั้งใหม่ หรืออีกนัยหนึ่งรามูเนะก็เปรียบได้กับเครื่องย้อนเวลาที่หวานหอมซู่ซ่าไปในตัว

Jessica Crawford / Pixabay

ความซู่ซ่าคู่ฤดูร้อน
หากพิจารณาด้วยหลักวิทยาศาสตร์ มันก็มีเหตุผลที่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมเลมอนเนดจึงมีภาพลักษณ์ของการเป็นเครื่องดื่มประจำหน้าร้อน

ในทางชีวภาพ เมื่อถึงฤดูร้อน สภาพอากาศร้อนทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำ เราจึงต้องหาอะไรดื่มเพื่อทดแทนน้ำที่สูญเสียไป ซึ่งความเปรี้ยวที่มีคุณสมบัติช่วยกระตุ้นการผลิตน้ำลาย ทำให้ชุ่มคอนั้น เป็นทางเลือกที่คู่ควรสำหรับการเป็นเครื่องดื่มที่ช่วยลดอาการคอแห้ง และกลิ่นของมะนาวในทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ ก็ระบุว่าช่วยลดความเครียด ทำให้คนเรารู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่าขึ้น

การดื่มน้ำเลมอนเนดหรือน้ำมะนาวโซดาในฤดูร้อนจึงเป็นการดับร้อนในร่างกายมนุษย์ ยิ่งผสมกับน้ำแข็งด้วยแล้ว ก็ยิ่งช่วยให้ผู้ดื่มรู้สึกเย็นสบายและผ่อนคลาย นี่จึงเป็นที่มาของเลมอนเนด ในฐานะเครื่องดื่มประจำหน้าร้อนนั่นเอง

ที่มา : บทความ “น้ำมะเน็ด หนึ่งในเครื่องดื่มน้ำอัดลมรุ่นบุกเบิกเมื่อร้อยกว่าปีก่อน” โดย เอนก นาวิกมูล จาก www.silpa-mag.com
บทความ “เปิดตำนาน ‘เลิดสะมันเตา’ คนแรกที่ปั้นน้ำเป็นตัว ทำเรือเมล์-รถเมล์ ทายาทเพิ่งขายอู่รถเมล์ไปหมื่นกว่าล้าน!” โดย โรม บุนนาค จาก https://mgronline.com
บทความ “น้ำมะเน็ด ตำนานน้ำอัดลมไทยจาก 6 สตางค์ถึง…?” โดย จาก www.mcot.net
บทความ “‘น้ำมะเน็ด’ จุดเริ่มต้นธุรกิจของนายเลิศ สู่พ่อค้าชาวสยามที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด” จาก FB: Nai Lert Park Heritage Home
บทความ “เครื่องดื่มแบบตะวันตกในฐานะสื่อสร้างอัตลักษณ์ ‘คนสมัยใหม่’ ในสังคมสยามสมัยรัชกาลที่ 4-7” โดย ไกรปกรณ์ จากวารสารประวัติศาสตร์ 2558
บทความ “soft drink” โดย Mark Jeffrey Pietka และ Harry Edward Korab จาก www.britannica.com
เอกสาร “Soft Drinks Their origins and history” โดย Colin Emmins จาก www.britishsoftdrinks.com
บทความ “Ramune (Lemonade)” โดย Gabi Greve จาก https://washokufood.blogspot.com
บทความ “Why Do We Drink Lemonade When It’s Hot Out?” โดย Brian Palmer จาก https://slate.com
บทความ “Ramune, The Taste of Summer in Japan” โดย Stephen-Mcintyre จาก https://arigatojapan.co.jp
บทความ “What is Ramune & What Does It Taste Like?” โดย Kelly Choi จาก https://kellyloves.com

เรื่อง : ปกรณ์เกียรติ ดีโรจนวานิช

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ไลฟ์สไตล์ อื่น ๆ

RIMOWA เปิดตัวสีถาวรใหม่ Ink Blue สำหรับคอลเล็กชัน Original

THE STANDARD

วันอาสาฬหบูชา วันเข้าพรรษา 2569 เช็กพิกัดงานบุญ แห่เทียนทั่วไทยที่นี่

ฐานเศรษฐกิจ

‘เป็ดย่างเตาถ่าน’ ตำนาน 60 ปิ ที่ร้าน ‘ซอย 6 โภชนา’ จุฬาซอย 11

กรุงเทพธุรกิจ

สวรรค์แบบพุทธที่เทวดาตกชั้นได้ จาก "ฉกามาพจร" ในไตรภูมิพระร่วง

ศิลปวัฒนธรรม

40 ท่วงท่าลีลาสตรีเกี้ยวบุรุษ เมื่อหญิงแพศยาเย้ายวนพระสงฆ์สมัยพุทธกาล

ศิลปวัฒนธรรม

"สมบัติ" ในไหฝังดินของเจ้าพระยาวิไชเยนทร์ (ฟอลคอน) โบราณวัตถุอายุกว่า 300 ปี

ศิลปวัฒนธรรม
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...