4 แบรนด์ดัง “เครื่องหอมไทย” สร้างเรื่องในตลาดจีน พลิกสมุนไพร สู่ความหรู ที่มีรากเหง้า
ในวันที่ผู้บริโภคจีนเริ่มโหยหาความหรูแบบมีความหมายมากกว่าฉลากแบรนด์ตะวันตก “กลิ่นหอมจากธรรมชาติ” เชื่อมโยงกับรากวัฒนธรรมได้อย่างลึกซึ้ง กำลังเป็นกระแสที่น่าจับตา
โดย 1 ในความนิยมนั้น คือ “เครื่องหอมไทย” ที่กำลังตีตลาดพรีเมียมของจีนแบบไม่เบา เพราะมีข้อมูลรายงานว่า ท่ามกลาง แถบโซนยุโรปและอเมริกา แบรนด์หรูอย่าง CHANEL (ฝรั่งเศส) และ LE LABO (สหรัฐฯ) ยังคงเป็นที่นิยมสูงสุด โดยเฉพาะในแง่การค้นหาออนไลน์ Top 1 Search ตอกย้ำภาพลักษณ์ความหรูหราและคุณภาพที่ผู้บริโภคจีนให้ความเชื่อมั่น
แต่อย่างไรก็ตาม แบรนด์จากแถบโซนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่าง PANPURI จากไทย ได้กลายเป็นแบรนด์ที่มาแรง ด้วยอัตราการค้นหาเพิ่มขึ้นถึง 141% โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์แนวธรรมชาติและสมุนไพร หลังโดนใจผู้บริโภคยุคใหม่อย่างมาก
ภายใต้ข้อมูล iiMedia Research ที่ระบุว่า ขนาดตลาดเครื่องหอมและสารสกัดกลิ่นในจีนในเมื่อปี 2023 อยู่ที่ประมาณ 439,000 ล้านหยวน (ราว 219,500 ล้านบาท) แต่มีอัตราการเติบโตต่อปีที่ 2.6% จนคาดว่าจะทะลุ 500,000 ล้านหยวน (ราว 250,000 ล้านบาท) ภายในปี 2026
นี่เอง ทำให้ตลาดเครื่องหอมในจีนกลายเป็นพื้นที่แห่งการแข่งขันระหว่างแบรนด์นานาชาติที่ต่างมีเอกลักษณ์ของตนเอง ทั้งจากฝั่งตะวันตกที่เน้นความหรูหรา ไปจนถึงแบรนด์เอเชียที่ผสานวัฒนธรรมท้องถิ่นเข้ากับคุณภาพระดับโลก
โดยเฉพาะแบรนด์จากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น PANPURI จากไทย ถือเป็นแบรนด์ที่น่าจับตามอง ด้วยยอดวิวบนโซเชียลจีนกว่า 59 ล้านวิวในปี 2024
ส่วนใหญ่มาจากเซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง และกวางตุ้ง โดยโพสต์ 90% อยู่บน Little red book (小红书) คำค้นยอดฮิตได้แก่ น้ำมันหอมระเหย น้ำมันบำรุงผิวกาย น้ำหอม กลิ่นหอมโดยเฉพาะ น้ำมันบำรุงผิวกาย ที่ได้รับคำชมเรื่องความชุ่มชื้น ซึมไว กลิ่นหอม คุ้มค่า จนขึ้นแท่นอันดับ 1 แบรนด์ต่างประเทศในหมวด น้ำมันบำรุงผิวกาย ที่มีอัตราการซื้อซ้ำสูงสุดบน Tmall
นอกจากแบรนด์ PANPURI แล้วยังมี THANN, HARNN และ KARMAKAMET สินค้าแบรนด์ไทยที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคชาวจีน ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่า “กลิ่นหอมแบบสมุนไพรไทย” ก็สามารถสร้างความหลงใหลได้ไม่แพ้ใคร
4 แบรนด์ดัง "เครื่องหอมไทย" ดังในจีน
- สำหรับ PAÑPURI หนึ่งในผู้เบิกทางที่น่าจับตาที่สุดในเวทีนี้ เป็นแบรนด์เครื่องหอมจากไทยที่เริ่มต้นจากปรัชญาสปาและพลังธรรมชาติ โดยใช้กลิ่นหอมจากสมุนไพรไทยอย่างขมิ้น ตะไคร้ หรือมะลิ ถูกตีความใหม่ให้หรูหรา ละเมียดละไม และเปี่ยมเรื่องราว พร้อมวางตัวอยู่บนเชลฟ์เดียวกับแบรนด์น้ำหอมระดับโลก อย่างกลิ่น Andaman Sails ส่วนผสมหลัก มะกรูด ลูกจันทน์เทศ ไม้จันทน์ เป็นต้น
- THANN เป็นอีกแบรนด์ ที่นำเทรนด์ความงาม และหอมแบบไทยๆ ไปตีตลาดโลก ซึ่งปัจจุบัน มีสาขาใน 18 ประเทศ ทั่วโลก เช่น ญี่ปุ่น, ฮ่องกง, เกาหลีใต้, สหรัฐอเมริกา, ฟินแลนด์, สวีเดน, ตุรกี, ไต้หวัน และ เวียดนาม
- ส่วนHARNN (หาญ) แบรนด์ไทยระดับโลกผู้บุกเบิกบอดี้แคร์ สกินแคร์ ผลิตภัณฑ์สปาและอโรมาเธอราพีแบบออร์แกนิก ที่สร้างความภาคภูมิใจให้กับคนไทยที่ชาวต่างประเทศได้ให้การยอมรับในตัวแบรนด์และเป็นหนึ่งในช็อปปิ้งลิสต์ที่จะต้องซื้อกลับไปเป็นของฝากบรรดาญาติและกลุ่มเพื่อนฝูงในหมู่ชาวต่างชาติ ซึ่งปัจจุบัน ขยายธุรกิจไปสู่ภูมิภาคในประเทศเช่น เวียดนาม, จีน และญี่ปุ่น เป็นต้น
- สุดท้าย KARMAKAMET เส้นทางการเดินทาง มาจาก DNA : กลิ่นเก่า เล่าอดีต แม้ผู้ริเริ่มแบรนด์ดัง ใช้รากเหง้าภูมิปัญญาดั้งเดิมของตระกูลเล็กๆ ที่เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรและยาจีน ของครอบครัว แต่การสร้างสรรค์ เกิดขึ้นจากการผสมผสานของวัฒนธรรม และความเป็นอยู่พื้นถิ่นแห่งอารยธรรมเอเชีย เข้าไว้ด้วยกันอย่างโดดเด่น จนกลายมาเป็นผลิตภัณฑ์หอมสัญชาติไทย โดย “ณัทธร รักษ์ชนะ ” ผู้ที่เชื่อว่า “กลิ่น” เปรียบได้ดั่งเครื่องมือทรงอานุภาพ ที่เชื่อมโยงประวัติศาสตร์ส่วนบุคคล ความทรงจำ เรื่องราว และช่วงวันเวลาที่คนึงหา เสมือนยาชูใจ นั่นเอง
แบรนด์ไทยทั้งหมด ดูเหมือนจะมีสิ่งสำคัญที่สุดเดียวกัน คือ "รากเหง้า" ที่ไม่เพียงขายกลิ่นหอม แต่ขายประสบการณ์แบบ Holistic ทั้งกาย ใจ และจิตวิญญาณ จนกลายเป็น Soft Power ที่กำลังเบ่งบานท่ามกลางตลาดที่มีมูลค่าสูงทะยาน และใหญ่มาก กลายเป็นต้นแบบ ให้กับแบรนด์ใหม่ ๆ ที่อยากใช้จุดขายที่โดนใจกลุ่มเป้าหมาย เช่น ความเป็นธรรมชาติ ความหรูหรา หรือ กลิ่นที่มีเอกลักษณ์ สร้างโอกาสอีกมากให้กับตัวเอง
ที่มา : กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
ติดตามข่าวสารด้านการตลาด กับ Thairath Money ได้ที่
https://www.thairath.co.th/money/business_marketing
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney
ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : Thairath Money
- LINE Official : Thairath