สุจิตต์ วงษ์เทศ : ทุนทางวัฒนธรรมเป็นทุนทางเศรษฐกิจ
สุจิตต์ วงษ์เทศ : ทุนทางวัฒนธรรมเป็นทุนทางเศรษฐกิจ
วัฒนธรรมมีพลังอุดหนุนเศรษฐกิจได้ยั่งยืน ก็ต่อเมื่อสังคมรับรู้ข้อมูลประวัติศาสตร์โบราณคดี หรือความเป็นมาของเรื่องนั้นๆ อย่างง่ายๆ ไม่เป็นทางการ ไม่เป็นวิชาการแต่ตรงไปตรงมา ไม่ถูกจำกัดหรือดัดแปลงหรือตัดแต่งปลอมปนจนคลาดเคลื่อนมากจากความจริง
ปัจจุบันข้อมูลประวัติศาสตร์โบราณคดีถูกค้นพบเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับแนวคิดและทฤษฎีก้าวหน้ากว่าแต่ก่อน ทำให้นิยามและคำอธิบายไม่เหมือนเดิม แต่กระทรวงวัฒนธรรมยังใช้คำอธิบายเก่าที่พ้นสมัยเกือบหมดแล้ว ซึ่งรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมต้องมีคณะทำงานรู้เท่าทันเรื่องเหล่านี้จึงจะส่งเสริมสร้างสรรค์ผลักดันสำเร็จให้ทุนทางวัฒนธรรมเป็นทุนทางเศรษฐกิจที่เป็นเรื่องดีมากๆ
ทบทวนวัฒนธรรม
กระทรวงวัฒนธรรม ถูกหลายรัฐบาลมาแล้วต้องการปรับให้เป็นกระทรวงทางสังคมกึ่งเศรษฐกิจ เพื่อแปลงวัฒนธรรมเป็นทุนให้เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ แต่ทำได้ครึ่งๆ กลางๆ กระดกกระดนโด่ อันมีเหตุจากกระทรวงวัฒนธรรมในอดีตถูกสถาปนาเพื่อรับใช้งานการเมืองชาตินิยม “คลั่งเชื้อชาติไทย” ต่อมารับใช้งานการเมืองอนุรักษนิยม เชิดชู “ความเป็นไทยไม่เหมือนใครในโลก” เพื่อสนองการกระชับอำนาจของชนชั้นนำ ล้วนไม่เชื่อมโยงวัฒนธรรมเป็นทุนทางเศรษฐกิจ
ในโลกนี้งานวัฒนธรรมนอกจากถูกใช้เป็นหลักฐานประวัติศาสตร์ ยังถูกแปลงเป็นทุนทางเศรษฐกิจต่อเนื่องยาวนานนับร้อยๆ ปีมาแล้ว เช่น ตั้งแต่สมัย ควีนวิกตอเรียแห่งอังกฤษ (ราวต้นกรุงรัตนโกสินทร์)
ปัญหามีขึ้นในไทยเองที่มอบให้กระทรวงวัฒนธรรมควบคุมงานวัฒนธรรมของประเทศในแนวทางอนุรักษนิยม, ชาตินิยม, คลั่งเชื้อชาติไทยและความเป็นไทยไม่เหมือนใครในโลกโดยไม่ใส่ใจสังคมและเศรษฐกิจ ขณะที่ประเทศก้าวหน้าในโลกใช้ งานวัฒนธรรมเป็นเรื่องของท้องถิ่นและประชาชนจัดการเลือกสรรเองโดยเสรี เพื่อสนองวิถีชีวิตอนาคต ส่วนหลักฐานประวัติศาสตร์เป็นงานของสถาบันและองค์กรต่างๆ เช่น มิวเซียม, มหาวิทยาลัย, เทศบาล ฯลฯ
กระทรวงวัฒนธรรม (เคยมีมาก่อนแล้วถูกยุบไป) ถูกสถาปนาขึ้นใหม่เมื่อ 22 ปีที่แล้ว พ.ศ. 2545 สมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ครั้งนั้นกิจกรรมแปลงทุนทางวัฒนธรรมเป็นทุนทางเศรษฐกิจมีอยู่ก่อนนานแล้ว ได้รับการสนับสนุนให้ทำต่อเนื่องเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวสู่ชนบทเกิดเศรษฐกิจหมุนเวียน ได้แก่ สถานที่ทางประวัติศาสตร์ เช่น เมืองโบราณบางแห่งถูกยกเป็นอุทยานประวัติศาสตร์, บางแห่งเป็นเมืองประวัติศาสตร์ ฯลฯ
ลักษณะแปลงทุนทางวัฒนธรรมเป็นทุนทางเศรษฐกิจอย่างนี้ทั่วประเทศมีอีกไม่น้อย แต่ดำเนินไปอย่างเนิบช้ามากๆ เนื่องจากลักษณะอนุรักษนิยมสุดโต่ง นอกจากนั้นยังมีปัญหา คือ (1.) สถานที่เหล่านั้นส่วนมากเข้าถึงลำบาก เพราะคมนาคมไม่สะดวก (2.) เอกสารนำชมไม่มี แผนที่ท่องเที่ยวไม่ได้ทำ (3.) ซ้ำมิหนำบางแห่ง เช่น เมืองร้อยเอ็ด กระทรวงวัฒนธรรมสมคบกับท้องถิ่นบางพวกยกความเท็จว่าร้อยเอ็ด “เมืองสิบเอ็ดประตู” ทั้งๆ หลักฐานโบราณคือหนังสืออุรังคธาตุระบุชัดเจนเป็นตัวอักษรว่า “เมืองร้อยเอ็ดประตู” แต่จนถึงบัดนี้กระทรวงวัฒนธรรมไม่ยอมแก้ไข
แปลงทุนทางวัฒนธรรมเป็นทุนทางเศรษฐกิจ
ทุนทางวัฒนธรรมจะแปลงเป็นทุนทางเศรษฐกิจ—ต้องรู้จักรากเหง้าต้นตอความเป็นมาและแก่นแท้ความหมายของวัฒนธรรม แล้วแบ่งปันเผยแพร่สู่สาธารณะให้รับรู้ทั่วกัน ขณะเดียวกันก็ต้องกระตุ้นให้เกิดแรงบันดาลใจในพลังสร้างสรรค์
สำคัญมากคือประวัติศาสตร์ประเทศไทยมาจากประเทศสยามและคนไทยมาจากชาวสยาม ซึ่งเป็นลูกผสมของหลายชาติพันธุ์ในอุษาคเนย์และในโลก จึงมีวัฒนธรรมหลายหลากจากนานาชาติพันธุ์ในอุษาคเนย์และในโลกซึ่งไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อทุนทางเศรษฐกิจ ดังตัวอย่างใกล้ตัวมากคืออาหาร
อาหารไทย เป็นชื่อทางวัฒนธรรม หมายถึงอาหารที่เป็นลูกผสมในประเทศไทย มาจากอาหารชาติพันธุ์ต่างๆ ทั้งในอุษาคเนย์และในโลกที่ถูกปรุงใหม่ “กินอร่อย” ในไทย
กระทรวงวัฒนธรรมควรแบ่งปันเผยแพร่ข้อมูลเรื่องอาหารไทยจากการรวบรวมค้นคว้าของกระทรวงวัฒนธรรม (ไม่ใช่จากสื่อมวลชน—อย่าเข้าใจคลาดเคลื่อน) เพราะกระทรวงวัฒนธรรมมีคลังเก็บข้อมูลหลักฐานสนับสนุนครบถ้วนและหนักแน่นมากมายมหาศาลทางประวัติศาสตร์โบราณคดีเกี่ยวกับอาหารในแง่วัฒนธรรมที่สำคัญมากๆ (ซึ่งนักวิชาการทั่วไปและประชาชนเข้าไม่ถึง) แต่กระทรวงวัฒนธรรมกลับให้ความสำคัญการปลุกระดมชาตินิยม “คลั่งความเป็นไทย” ด้วยอีเวนต์เป็นตลาดนัดอาหารไทยอย่างที่ทำบ่อยๆ จนเอือม
ข้อมูลเรื่องราวความเป็นมาของอาหารไทย เป็นสตอรี่สำคัญมากและมีพลังกระตุ้นให้คนทั้งหลายกระหายเสพรสซึ่งจะทำให้เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ จะยกตัวอย่างดังต่อไปนี้
ข้าวในไทยมีอายุหลายพันปีมาแล้ว ข้อมูลนี้มีในกระทรวงวัฒนธรรม แต่ไม่ถูกนำมาใช้งานเป็นทุนทางเศรษฐกิจ รวมทั้งเรื่องอื่น ได้แก่ ข้าวเหนียว, ข้าวเจ้า
ข้าวเหนียว หรือข้าวเมล็ดป้อม (คล้ายข้าวญี่ปุ่น) เป็นข้าวพันธุ์พื้นเมืองดั้งเดิมของอุษาคเนย์หลายพันปีมาแล้ว หมายความว่าคนดั้งเดิมกินข้าวเหนียวเป็นอาหารหลัก (ปักษ์ใต้มีคำว่า “กินเหนียว” หมายถึงบรรพชนกินข้าวเหนียว)
ข้าวเจ้า หรือข้าวเมล็ดเรียว มีพร้อมพันธุ์ข้าวเหนียว แต่ไม่นิยม น่าสงสัยจะนิยมกินข้าวเจ้าสมัยหลังจากนั้นตั้งแต่รับวัฒนธรรมจีนกับอินเดีย
ข้าวหอมมะลิ มีสตอรี่เรื่องราวความเป็นมาที่ควรแบ่งปันเผยแพร่อย่างยิ่ง เพราะเกี่ยวข้องภูมิรัฐศาสตร์ตั้งแต่สงครามเย็น, สงครามเวียดนาม และเกี่ยวกับพื้นที่ภูมิประเทศจากภาคตะวันออก (จ.ฉะเชิงเทรา) ไปเจริญเติบโตเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจที่ทุ่งกุลาร้องไห้ (อีสานใต้) ซึ่งเกี่ยวข้องพื้นที่วัฒนธรรมเก่าแก่หลายพันปี ที่ก้าวหน้ามากทางเทคโนโลยียุคแรกเริ่มคือถลุงเหล็กและต้มเกลือสินเธาว์
ข้อมูลมีมากอยู่ในกระทรวงวัฒนธรรม แต่กระทรวงวัฒนธรรมเก็บไว้เฉยๆ ไม่แบ่งปันเผยแพร่สู่สาธารณะเพื่อสร้างคุณค่าและมูลค่าเพิ่มให้ข้าวหอมมะลิกินอร่อยขึ้นกว่าแต่ก่อน
กับข้าว ที่กินพร้อมข้าวมีลักษณะต่างกัน ข้าวเหนียวมีกับข้าวแบบหนึ่ง ส่วนข้าวเจ้ามีกับข้าวอีกแบบหนึ่ง ซึ่งมีสตอรี่สนุกมาก
สตอรี่เหล่านี้มีหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีอยู่ในกระทรวงวัฒนธรรม แต่กระทรวงวัฒนธรรมไม่เคลื่อนไหวในเรื่องเหล่านี้ ดังนั้นการกระตุ้นให้อาหารในไทยสร้างเศรษฐกิจก็อ่อนลง แม้กินอร่อย แต่ไม่สนุก
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สุจิตต์ วงษ์เทศ : ทุนทางวัฒนธรรมเป็นทุนทางเศรษฐกิจ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th