โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุจิตต์ วงษ์เทศ : ทุนทางวัฒนธรรมเป็นทุนทางเศรษฐกิจ

MATICHON ONLINE

อัพเดต 26 พ.ย. 2567 เวลา 11.10 น. • เผยแพร่ 26 พ.ย. 2567 เวลา 11.10 น.

สุจิตต์ วงษ์เทศ : ทุนทางวัฒนธรรมเป็นทุนทางเศรษฐกิจ

วัฒนธรรมมีพลังอุดหนุนเศรษฐกิจได้ยั่งยืน ก็ต่อเมื่อสังคมรับรู้ข้อมูลประวัติศาสตร์โบราณคดี หรือความเป็นมาของเรื่องนั้นๆ อย่างง่ายๆ ไม่เป็นทางการ ไม่เป็นวิชาการแต่ตรงไปตรงมา ไม่ถูกจำกัดหรือดัดแปลงหรือตัดแต่งปลอมปนจนคลาดเคลื่อนมากจากความจริง

ปัจจุบันข้อมูลประวัติศาสตร์โบราณคดีถูกค้นพบเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับแนวคิดและทฤษฎีก้าวหน้ากว่าแต่ก่อน ทำให้นิยามและคำอธิบายไม่เหมือนเดิม แต่กระทรวงวัฒนธรรมยังใช้คำอธิบายเก่าที่พ้นสมัยเกือบหมดแล้ว ซึ่งรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมต้องมีคณะทำงานรู้เท่าทันเรื่องเหล่านี้จึงจะส่งเสริมสร้างสรรค์ผลักดันสำเร็จให้ทุนทางวัฒนธรรมเป็นทุนทางเศรษฐกิจที่เป็นเรื่องดีมากๆ

ทบทวนวัฒนธรรม

กระทรวงวัฒนธรรม ถูกหลายรัฐบาลมาแล้วต้องการปรับให้เป็นกระทรวงทางสังคมกึ่งเศรษฐกิจ เพื่อแปลงวัฒนธรรมเป็นทุนให้เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ แต่ทำได้ครึ่งๆ กลางๆ กระดกกระดนโด่ อันมีเหตุจากกระทรวงวัฒนธรรมในอดีตถูกสถาปนาเพื่อรับใช้งานการเมืองชาตินิยม “คลั่งเชื้อชาติไทย” ต่อมารับใช้งานการเมืองอนุรักษนิยม เชิดชู “ความเป็นไทยไม่เหมือนใครในโลก” เพื่อสนองการกระชับอำนาจของชนชั้นนำ ล้วนไม่เชื่อมโยงวัฒนธรรมเป็นทุนทางเศรษฐกิจ

ในโลกนี้งานวัฒนธรรมนอกจากถูกใช้เป็นหลักฐานประวัติศาสตร์ ยังถูกแปลงเป็นทุนทางเศรษฐกิจต่อเนื่องยาวนานนับร้อยๆ ปีมาแล้ว เช่น ตั้งแต่สมัย ควีนวิกตอเรียแห่งอังกฤษ (ราวต้นกรุงรัตนโกสินทร์)

ปัญหามีขึ้นในไทยเองที่มอบให้กระทรวงวัฒนธรรมควบคุมงานวัฒนธรรมของประเทศในแนวทางอนุรักษนิยม, ชาตินิยม, คลั่งเชื้อชาติไทยและความเป็นไทยไม่เหมือนใครในโลกโดยไม่ใส่ใจสังคมและเศรษฐกิจ ขณะที่ประเทศก้าวหน้าในโลกใช้ งานวัฒนธรรมเป็นเรื่องของท้องถิ่นและประชาชนจัดการเลือกสรรเองโดยเสรี เพื่อสนองวิถีชีวิตอนาคต ส่วนหลักฐานประวัติศาสตร์เป็นงานของสถาบันและองค์กรต่างๆ เช่น มิวเซียม, มหาวิทยาลัย, เทศบาล ฯลฯ

กระทรวงวัฒนธรรม (เคยมีมาก่อนแล้วถูกยุบไป) ถูกสถาปนาขึ้นใหม่เมื่อ 22 ปีที่แล้ว พ.ศ. 2545 สมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ครั้งนั้นกิจกรรมแปลงทุนทางวัฒนธรรมเป็นทุนทางเศรษฐกิจมีอยู่ก่อนนานแล้ว ได้รับการสนับสนุนให้ทำต่อเนื่องเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวสู่ชนบทเกิดเศรษฐกิจหมุนเวียน ได้แก่ สถานที่ทางประวัติศาสตร์ เช่น เมืองโบราณบางแห่งถูกยกเป็นอุทยานประวัติศาสตร์, บางแห่งเป็นเมืองประวัติศาสตร์ ฯลฯ

ลักษณะแปลงทุนทางวัฒนธรรมเป็นทุนทางเศรษฐกิจอย่างนี้ทั่วประเทศมีอีกไม่น้อย แต่ดำเนินไปอย่างเนิบช้ามากๆ เนื่องจากลักษณะอนุรักษนิยมสุดโต่ง นอกจากนั้นยังมีปัญหา คือ (1.) สถานที่เหล่านั้นส่วนมากเข้าถึงลำบาก เพราะคมนาคมไม่สะดวก (2.) เอกสารนำชมไม่มี แผนที่ท่องเที่ยวไม่ได้ทำ (3.) ซ้ำมิหนำบางแห่ง เช่น เมืองร้อยเอ็ด กระทรวงวัฒนธรรมสมคบกับท้องถิ่นบางพวกยกความเท็จว่าร้อยเอ็ด “เมืองสิบเอ็ดประตู” ทั้งๆ หลักฐานโบราณคือหนังสืออุรังคธาตุระบุชัดเจนเป็นตัวอักษรว่า “เมืองร้อยเอ็ดประตู” แต่จนถึงบัดนี้กระทรวงวัฒนธรรมไม่ยอมแก้ไข

แปลงทุนทางวัฒนธรรมเป็นทุนทางเศรษฐกิจ

ทุนทางวัฒนธรรมจะแปลงเป็นทุนทางเศรษฐกิจ—ต้องรู้จักรากเหง้าต้นตอความเป็นมาและแก่นแท้ความหมายของวัฒนธรรม แล้วแบ่งปันเผยแพร่สู่สาธารณะให้รับรู้ทั่วกัน ขณะเดียวกันก็ต้องกระตุ้นให้เกิดแรงบันดาลใจในพลังสร้างสรรค์

สำคัญมากคือประวัติศาสตร์ประเทศไทยมาจากประเทศสยามและคนไทยมาจากชาวสยาม ซึ่งเป็นลูกผสมของหลายชาติพันธุ์ในอุษาคเนย์และในโลก จึงมีวัฒนธรรมหลายหลากจากนานาชาติพันธุ์ในอุษาคเนย์และในโลกซึ่งไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อทุนทางเศรษฐกิจ ดังตัวอย่างใกล้ตัวมากคืออาหาร

อาหารไทย เป็นชื่อทางวัฒนธรรม หมายถึงอาหารที่เป็นลูกผสมในประเทศไทย มาจากอาหารชาติพันธุ์ต่างๆ ทั้งในอุษาคเนย์และในโลกที่ถูกปรุงใหม่ “กินอร่อย” ในไทย

กระทรวงวัฒนธรรมควรแบ่งปันเผยแพร่ข้อมูลเรื่องอาหารไทยจากการรวบรวมค้นคว้าของกระทรวงวัฒนธรรม (ไม่ใช่จากสื่อมวลชน—อย่าเข้าใจคลาดเคลื่อน) เพราะกระทรวงวัฒนธรรมมีคลังเก็บข้อมูลหลักฐานสนับสนุนครบถ้วนและหนักแน่นมากมายมหาศาลทางประวัติศาสตร์โบราณคดีเกี่ยวกับอาหารในแง่วัฒนธรรมที่สำคัญมากๆ (ซึ่งนักวิชาการทั่วไปและประชาชนเข้าไม่ถึง) แต่กระทรวงวัฒนธรรมกลับให้ความสำคัญการปลุกระดมชาตินิยม “คลั่งความเป็นไทย” ด้วยอีเวนต์เป็นตลาดนัดอาหารไทยอย่างที่ทำบ่อยๆ จนเอือม

ข้อมูลเรื่องราวความเป็นมาของอาหารไทย เป็นสตอรี่สำคัญมากและมีพลังกระตุ้นให้คนทั้งหลายกระหายเสพรสซึ่งจะทำให้เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ จะยกตัวอย่างดังต่อไปนี้

ข้าวในไทยมีอายุหลายพันปีมาแล้ว ข้อมูลนี้มีในกระทรวงวัฒนธรรม แต่ไม่ถูกนำมาใช้งานเป็นทุนทางเศรษฐกิจ รวมทั้งเรื่องอื่น ได้แก่ ข้าวเหนียว, ข้าวเจ้า

ข้าวเหนียว หรือข้าวเมล็ดป้อม (คล้ายข้าวญี่ปุ่น) เป็นข้าวพันธุ์พื้นเมืองดั้งเดิมของอุษาคเนย์หลายพันปีมาแล้ว หมายความว่าคนดั้งเดิมกินข้าวเหนียวเป็นอาหารหลัก (ปักษ์ใต้มีคำว่า “กินเหนียว” หมายถึงบรรพชนกินข้าวเหนียว)

ข้าวเจ้า หรือข้าวเมล็ดเรียว มีพร้อมพันธุ์ข้าวเหนียว แต่ไม่นิยม น่าสงสัยจะนิยมกินข้าวเจ้าสมัยหลังจากนั้นตั้งแต่รับวัฒนธรรมจีนกับอินเดีย

ข้าวหอมมะลิ มีสตอรี่เรื่องราวความเป็นมาที่ควรแบ่งปันเผยแพร่อย่างยิ่ง เพราะเกี่ยวข้องภูมิรัฐศาสตร์ตั้งแต่สงครามเย็น, สงครามเวียดนาม และเกี่ยวกับพื้นที่ภูมิประเทศจากภาคตะวันออก (จ.ฉะเชิงเทรา) ไปเจริญเติบโตเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจที่ทุ่งกุลาร้องไห้ (อีสานใต้) ซึ่งเกี่ยวข้องพื้นที่วัฒนธรรมเก่าแก่หลายพันปี ที่ก้าวหน้ามากทางเทคโนโลยียุคแรกเริ่มคือถลุงเหล็กและต้มเกลือสินเธาว์

ข้อมูลมีมากอยู่ในกระทรวงวัฒนธรรม แต่กระทรวงวัฒนธรรมเก็บไว้เฉยๆ ไม่แบ่งปันเผยแพร่สู่สาธารณะเพื่อสร้างคุณค่าและมูลค่าเพิ่มให้ข้าวหอมมะลิกินอร่อยขึ้นกว่าแต่ก่อน

กับข้าว ที่กินพร้อมข้าวมีลักษณะต่างกัน ข้าวเหนียวมีกับข้าวแบบหนึ่ง ส่วนข้าวเจ้ามีกับข้าวอีกแบบหนึ่ง ซึ่งมีสตอรี่สนุกมาก

สตอรี่เหล่านี้มีหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีอยู่ในกระทรวงวัฒนธรรม แต่กระทรวงวัฒนธรรมไม่เคลื่อนไหวในเรื่องเหล่านี้ ดังนั้นการกระตุ้นให้อาหารในไทยสร้างเศรษฐกิจก็อ่อนลง แม้กินอร่อย แต่ไม่สนุก

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สุจิตต์ วงษ์เทศ : ทุนทางวัฒนธรรมเป็นทุนทางเศรษฐกิจ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...