โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Mieko Kawakami นักเขียนหญิงที่กล้าลุกขึ้นมาตั้งคำถามกับงานของมูราคามิ พร้อมๆ กับที่ใช้งานเขียนพิสูจน์ตัวเอง

Mirror Thailand

อัพเดต 04 พ.ย. 2567 เวลา 04.47 น. • เผยแพร่ 04 พ.ย. 2567 เวลา 04.45 น.
ภาพไฮไลต์

สำหรับคอวรรณกรรม ถ้ายังจำกันได้ มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ ฮารูกิ มูราคามิ (Haruki Murakami) นักเขียนชาวญี่ปุ่นที่กล่าวกันว่าได้รับความนิยมมากที่สุดในยุคสมัยนี้ ถูกตั้งคำถามต่องานของเขากลางเวทีว่า งานของมูราคามินั้นมักวางบทบาทให้ตัวละครหญิง ‘เติมเต็ม’ บางอย่างให้ตัวละครชายอยู่เสมอ หรือกล่าวอีกอย่างคือ ผู้หญิงในงานเขียนของมูราคามินั้นไม่มีชีวิตจิตใจและเป้าประสงค์ของตัวเองนัก คำถามนั้นเป็นที่ฮือฮาในวงกว้าง พร้อมกันกับที่มันทำให้ชื่อของ มิเอโกะ คาวะคามิ (Mieko Kawakami) ซึ่งเป็นผู้ตั้งคำถามดังกล่าวบนเวที เป็นที่รู้จักมากขึ้นด้วยเช่นกันโดยเฉพาะสำหรับนักอ่านนอกเกาะญี่ปุ่น หากแต่อันที่จริงแล้วสำหรับนักอ่านวรรณกรรมญี่ปุ่น ชื่อคาวะคามิก็ไม่ใช่อื่นไกล เธอกวาดรางวัลด้านงานเขียนมหาศาลรวมทั้งจากเวที อาคุตางาวะ อันเป็นเวทีใหญ่ของฝั่งญี่ปุ่นที่มอบให้นักเขียนผู้มีงานโดดเด่นแต่ละปี และงานที่ทำให้เธอถูกพูดถึงอย่างหนาหูพร้อมกันกับที่ถูกแปลไปเป็นภาษาต่างประเทศด้วยคือ Natsu Monogatari หรือในชื่อ Breasts and Eggs ที่ได้รับการตีพิมพ์เมื่อปี 2019 ตัวหนังสือพูดถึงการเดินทางและการเติบโตของผู้หญิงญี่ปุ่นในยุคร่วมสมัย ที่สะท้อนภาพแรงกดดันและความหนักหน่วงที่พวกเธอต้องเผชิญจากสังคม วัฒนธรรมและการเมือง

คาวะคามิเกิดที่โอซาก้า เติบโตมาในครอบครัวยากจนและมีความสัมพันธ์กับพ่อที่ไม่ดีนัก เธอเล่าว่าสมัยเมื่อเธออายุได้ 14 ปี เธอต้องโกหกว่าตัวเองอายุมากกว่าที่เป็นเพื่อจะได้ทำงานในโรงงานพานาโซนิก ด้วยการสร้างอุปกรณ์ใช้ประกอบเครื่องทำความร้อนและพัดลม เติบโตมา เธอเข้าทำงานที่บาร์ในโอซาก้า และเล่าว่าช่วงเวลาหลายปีของการทำงานช่วงค่ำคืนนั้นไม่เพียงแต่ฝึกฝนฝีมือด้านการชงเหล้าของเธอ แต่มันยังเปิดโอกาสให้เธอได้รับฟังเรื่องราวของผู้คนแปลกหน้ามากมายที่เข้ามาสนทนากับเธอในนามของลูกค้า และไม่มากก็น้อย มันยังทำให้เธอมีนิสัยเป็นผู้รับฟังที่ดี ช่างสังเกตและละเมียดละไม อันเป็นคุณสมบัติที่ปรากฏอยู่ในนวนิยายของเธอด้วย ดังที่ เดวิด บอยด์ (David Boyd) ผู้แปลหนังสือนิยามงานของคาวะคามิว่า “คุณจะเห็นแง่มุมของความอ่อนไหวจากงานของเธอได้ชัดเจนเลย เธอมองเห็นทุกอย่างจากทุกแง่มุม”

Breasts and Eggs ว่าด้วยการเดินทางไปเยือนพี่สาวที่เป็นเจ้าของบาร์ของตัวละคร และการได้เรียนรู้-สำรวจความหวาดหวั่นของญาติสาวที่มีต่อร่างกายตัวเอง โดยมีครั้งหนึ่งที่ตัวละครเด็กสาวเรียนรู้เรื่องสเปิร์มของผู้ชายก่อนที่จะรู้เรื่องรังไข่ของผู้หญิง ซึ่งเธอรู้สึกว่าใกล้เคียงกับไข่ที่เป็นอาหารที่เธอกินอยู่ทุกวัน “เป็นไปได้อย่างไรที่ฉันรู้เรื่องสเปิร์มก่อน ไม่เห็นยุติธรรมเลย” หรือเมื่อตัวละครหนึ่งบอกเพื่อนของเธอว่า “พอผู้หญิงเราตาย เราก็ไม่ได้กลายเป็นพระพุทธเจ้าสักหน่อย อันที่จริงแล้ว การจะเป็นพระพุทธเจ้านั้น เธอต้องเกิดมาเป็นผู้ชายเสียก่อนเป็นอย่างแรก” โดยนักวิจารณ์พิจารณาว่างานของเธอมีกลิ่นอายคล้ายสำนวนของ เจมส์ จอยซ์ (James Joyce) โดยเธอใช้สำเนียงและไวยากรณ์แบบคนโอซาก้าอันเป็นบ้านเกิดของเธอ และใช้เครื่องหมายคอมม่าคั่นระหว่างประโยคบ่อยครั้งซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยปรากฏในงานวรรณกรรมของญี่ปุ่นนัก

นิตยสารนิวยอร์กไทม์สให้ความเห็นว่า ตัวละครของคาวะคามินั้นมักมีสภาวะแปลกแยกจากสังคมและต่อตัวเอง รู้สึกอึดอัดชิงชังต่อความไม่สมบูรณ์แบบของเรือนกายกับความยากจนข้นแค้น เช่น ตัวละครแม่ที่อยากได้หน้าอกเต่งตึงก่อนหน้าที่เธอจะมีลูกกลับมา หรือตัวละครเด็กสาวที่กลัวว่าหากเธอย่างเข้าสู่วัยรุ่นแล้ว ร่างกายจะไม่เป็นของเธออีกต่อไป ทั้งตัวละครของเธอยังฉายภาพผู้หญิงในแง่มุมต่างๆ ของญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวหรือหญิงที่ผ่านการหย่าร้าง ซึ่งไม่เป็นที่พูดถึงหรือแม้แต่ยอมรับในสังคมนัก ตลอดจนการบอกเล่าถึงประเด็นที่ผู้หญิงไม่อาจทำแท้งได้โดยปราศจากความยินยอมของสามี และแง่มุมอันแหลมคม แม่นยำเหล่านี้ก็ทำให้ตัวนิยายถูกพูดถึงอย่างมาก อาจจะเรียกได้ว่าเป็นน้ำเสียงแปลกใหม่ในตลาดงานวรรณกรรมญี่ปุ่นที่ผู้ชายมักเป็นผู้เล่าเรื่อง ทั้งมันยังชวนตั้งคำถามท้าทายสังคมอย่างเช่นว่า ทางเลือกของผู้หญิงหลังการเป็นแม่คนคืออะไรบ้าง, ทำไมผู้หญิงจึงอยากมีลูก, สายตาที่ผู้หญิงมองเรือนร่างของตัวเอง ฯลฯ และน้ำเสียงเช่นนี้เองที่ทำให้ ชินทาโระ อิชิฮาระ (Shintaro Ishihara) นักการเมืองและอดีตนักเขียนเจ้าของรางวัลอาคุตางาวะซึ่งเป็นหนึ่งในรางวัลใหญ่ของญี่ปุ่น ออกปากว่า Breasts and Eggs นั้น “ไม่น่าพิศมัยและทนอ่านไม่ได้เอาเสียเลย” (อย่างไรก็ตาม หนังสือของคาวะคามิยังขายดีในบ้านเกิดถล่มทลายหลังคำวิจารณ์ของชินทาโระ) คาวะคามิเป็นแรงบันดาลใจและเป็นแบบอย่างให้แก่นักเขียนหญิงชาวญี่ปุ่นรุ่นใหม่ๆ บรรณาธิการสำนักพิมพ์ชูเอฉะ (Shueisha) ซึ่งเป็นสำนักพิมพ์ใหญ่ของญี่ปุ่นเคยกล่าวว่า นับตั้งแต่งานเขียนของคาวะคามิได้รับการตีพิมพ์และเผยแพร่จัดจำหน่าย ก็มีนักเขียนหญิงอีกมากที่ตัดสินใจส่งต้นฉบับมาให้สำนักพิมพ์พิจารณา “นักเขียนหลายคนชื่นชมงานของคุณคาวะคามิมากๆ รวมทั้งสไตล์การเขียนและทัศนคติของเธอด้วย เราอยากเป็นแบบเธอทั้งนั้น” และอย่างที่เล่าไปแล้วข้างต้น คาวะคามิยังเป็นที่พูดถึงหนาหูหลังเธอขึ้นเวทีเสวนาด้านงานวรรณกรรมกับ ฮารูกิ มูราคามิ เมื่อปี 2017 โดยเธอแสดงความเห็นอย่างสุภาพว่า งานของมูราคามินั้น “มักมีตัวละครหญิงที่มีอยู่เพื่อทำหน้าที่เติมเต็มทางเพศให้ตัวนิยาย” และตัวละครหญิงเหล่านี้ บ่อยครั้งยังต้องเสียสละตัวเองเพื่อตัวละครนำที่ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ชายด้วย ทั้งนี้ คาวะคามิย้ำว่าเธอรักงานของมูราคามิเสมอ ทว่า เธอยังยืนยันว่าการตั้งคำถามต่องานของมูราคามิก็เป็นสิ่งจำเป็นและเป็นหน้าที่ของเธอเช่นกัน

งานเขียนลำดับล่าสุดที่ได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษของคาวะคามิคือ All the Lovers in the Night เมื่อปี 2022 ซึ่งแปลมาจากงานเขียนของเธอเมื่อปี 2011 ว่าด้วยหญิงสาวที่ทำหน้าที่พิสูจน์อักษรและใช้ชีวิตเป็นระเบียบเรียบง่าย มีกิจวัตรประจำวันที่มั่นคงและแน่นอน เธอก็ได้รู้จักกับชายคนหนึ่งที่ทำให้ระเบียบต่างๆ ในชีวิตของเธอนั้นเรรวนและกระจัดกระจายไปจากเดิม คาวะคามิยังหวังทำลายภาพจำที่โลกตะวันตกมีต่อชาวญี่ปุ่นอันจะเห็นได้จากวลี “เกอิชากับภูเขาฟูจิ” ที่ยุคหนึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ของญี่ปุ่น และถูกผลิตซ้ำผ่านงานเขียนของนักเขียนยุคก่อนๆ “แต่ตอนนี้เราไม่ได้เป็นแบบนั้นอีกต่อไปแล้วไง ฉันไม่อยากเขียนหนังสือที่ผลิตซ้ำภาพจำแบบนั้น ฉันอยากเขียนเรื่องราวที่ของผู้คนจริงๆ ค่ะ” เธอกล่าว

อ้างอิง

https://www.nytimes.com/2023/02/07/magazine/mieko-kawakami.html

https://www.theguardian.com/books/2020/aug/18/mieko-kawakami-interview-breasts-and-eggs-haruki-murakami

https://lithub.com/a-feminist-critique-of-murakami-novels-with-murakami-himself/

https://exploratiojournal.com/feminist-perspectives-through-contemporary-japanese-fiction-kawakami-and-muratas-attempts-to-question-gender-norms/

Photo The New York Times

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...