เพราะชีวิตไม่ได้มีแต่แฮปปี้เอนดิ้ง ชวนเด็กๆ เข้าใจความจริงผ่าน 3 นิทานก่อนนอนที่ได้รับการยอมรับระดับโลก
หนึ่งในภาพจำของ “นิทานก่อนนอน” ก็คือหนังสือภาพเกี่ยวกับเทพนิยายหรือการผจญภัยที่เริ่มต้นเรื่องว่า “กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว” และจบเรื่องด้วยประโยคคลาสสิกอย่าง “แล้วทุกคนก็อยู่กันอย่างมีความสุข”
ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่หลายคนจะรู้สึกว่า นิทานก่อนนอนคือสื่อที่ช่วยบอกเล่าเรื่องราวความสนุกตามจินตนาการและพาเด็ก ๆ ให้หลับฝันดี แต่อันที่จริงแล้ว นิทานหรือหนังสือภาพนั้นยังเป็นสื่อที่ช่วยสร้างประสบการณ์ให้เด็ก ๆ “เข้าใจโลก” ใบนี้มากขึ้น
Barbara Bader นักเขียนหนังสือ American Picturebooks from Noah's Ark to the Beast Within อธิบายถึงหนังสือภาพไว้ว่าคือ “ตัวหนังสือ ภาพประกอบ และการออกแบบทั้งหมด คือสินค้าที่ผลิตขึ้นเพื่อการซื้อขาย คือการบันทึกเรื่องราวทางสังคม วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ และที่สำคัญที่สุดคือประสบการณ์สำหรับเด็ก” ดังนั้นเมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป หัวข้อของนิทานจึงเปลี่ยนตาม ครั้งหนึ่งหัวข้อความงามและความไร้เดียงสาของคือแก่นในแวดวงวรรณกรรมเด็ก ดังที่เห็นได้จากผลงานเรื่อง Winnie the Pooh ในยุค 1920-1930 แต่ในยุคนี้ที่โลกกำลังเผชิญกับสารพัดปัญหารุมเร้า ประเด็นใหญ่ ๆ ทางสังคมหรือสิ่งแวดล้อมจึงกลายมาเป็นหัวข้อที่นักเขียนและนักวาดภาพประกอบเลือกหยิบตามประสบการณ์ของตน มาถ่ายทอดเป็นหนังสือภาพที่ชวนให้ผู้อ่านทั้งรุ่นเล็กและใหญ่ได้รับรู้ เข้าใจ และตั้งคำถามกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น
ลองตามไปอ่านการเปลี่ยนผ่านของ “นิทานก่อนนอน” ที่เหล่านักเขียนและนักวาดภาพประกอบต่างใช้ความคิดสร้างสรรค์ในเชิงภาษาและภาพมานำเสนอประเด็นยาก ๆ อย่างความตาย ความยากจน และผู้ลี้ภัย ได้อย่างน่าสนใจ จนทำให้ “นิทาน” กลายเป็นสื่อที่ช่วยให้ผู้ใหญ่ใช้เล่าความจริงที่แสนเศร้าหรือโหดร้ายได้อย่างอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความหวังแก่เด็ก ๆ เพื่อเปิดโอกาสให้พวกเขาได้เข้าใจโลกใบนี้ และพร้อมรับกับความจริงที่ไม่ได้สวยงามเสมอไป ซึ่งจะช่วยให้เด็กมีความสามารถที่ใช้ชีวิตได้อย่างเข้มแข็งด้วยจิตใจที่อ่อนโยนเช่นกัน
คิดถึงนะครับแม่… รับมือกับความตายของผู้เป็นที่รัก
เรื่องและภาพโดย รีเบคกา คอบบ์ แปลโดย อริยา ไพฑูรย์ จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์แซนด์คล็อคบุ๊คส์
“เมื่อวันก่อน พวกเราไปส่งแม่ด้วยกัน ผมไม่รู้หรอกว่าแม่ไปไหน”
คิดถึงนะครับแม่ (Missing Mommy: A Book About Bereavement by Rebecca Cobb) เริ่มเรื่องด้วยภาพของผู้คนชุดดำที่อยู่ท่ามกลางสายฝนที่โปรยลงมา ผู้ใหญ่ทุกคนที่เห็นภาพนี้น่าจะบอกได้ทันทีว่าที่นี่คือ “งานศพ” ของใครซักคน แต่กับเด็กเล็ก ๆ ที่กำลังฟังนิทานเรื่องนี้อยู่ พวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าที่นี่คือที่ไหน ทำไมทุกคนถึงพร้อมใจกันใส่ชุดสีดำ ไม่ต่างอะไรกับตัวละครเด็กชายในฉากนี้ที่คุณพ่อของเขากำลังอุ้มอยู่ เขายังเล็กเกินไปกว่าที่จะเข้าใจสิ่งที่อยู่ตรงหน้า เมื่อเด็กชายกลับบ้าน เขาตามหาแม่ เสื้อผ้าข้าวของของแม่อยู่ แต่แม่ไม่อยู่ เมื่อนานเข้า เด็กชายทั้งกลัว ทั้งโกรธ ทั้งกังวลที่แม่ไม่กลับมาซักที
“ผมถามพ่อว่าเมื่อไรแม่จะกลับมา พ่อกอดผมและบอกว่า แม่ตายแล้ว”
ความตายเป็นหัวข้อที่ผู้ใหญ่รู้สึกอึดอัดที่จะต้องพูดกับเด็ก ๆ แต่เมื่อความตายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เราจะช่วยให้เด็ก ๆ ที่ต้องเผชิญกับความสูญเสียเข้าใจและเตรียมรับมือกับความเศร้าและความสับสนที่จะถาโถมมาหาพวกเขาได้อย่างไร รีเบคกา คอบบ์ นักเขียนและนักวาดภาพประกอบชาวอังกฤษ หยิบเรื่องราวความตายของผู้เป็นที่รักมานำเสนอใน คิดถึงนะครับแม่ แม้คอบบ์จะเลือกใช้ลายเส้นสีเทียนและสีน้ำในการทำภาพประกอบ ใช้ภาษาที่ใสซื่อและไม่ซับซ้อนในการเขียน แต่การที่เธอเลือกนำเสนอเรื่องราวการเผชิญหน้ากับความสูญเสียผ่านสายตาของเด็ก ก็ทำให้การอ่านนิทานเล่มนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับผู้ใหญ่เลย
“ผมกังวลว่าที่แม่จากเราไปเป็นเพราะบางครั้งผมก็ดื้อมาก เด็กคนอื่น ๆ เขายังมีแม่ของตัวเอง ไม่เห็นยุติธรรมเลย”
เพราะในสายตาของผู้ใหญ่ สิ่งที่น่าเศร้าไม่แพ้ความตายคือการเฝ้ารอให้ผู้ตายกลับมา ในเด็กวัย 2-6 ขวบ พวกเขายังไม่เข้าใจเรื่องของความตาย ความตายเป็นเหมือนการไปเที่ยวที่จะได้กลับมา ดังนั้นเด็ก ๆ จะเฝ้ารอให้คุณพ่อหรือคุณแม่ที่เสียชีวิตไปแล้วนั้นจะกลับมาหา เมื่อรอเท่าไรก็ไม่กลับมา จะทำให้เกิดความไม่มั่นคงทางอารมณ์ตามที่คอบบ์นำเสนอหลากหลายอารมณ์ของเด็กชายในเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นความสับสน ความโกรธ ความต่อต้าน ว่าทำไมเขาจะต้องเจอเรื่องแบบนี้ ความอ้างว้างเดียวดาย และการเหมารวมว่าตัวเองคือสาเหตุที่ทำให้เรื่องเกิดขึ้น ความตายเป็นเรื่องไม่แฟร์อย่างที่เด็กชายพูด และคอบบ์เองก็ไม่มีตอบจบที่แฮปปี้เอนดิ้งให้กับความตายนี้
“แม่จะอยู่ในใจผมเสมอ ผมรู้ว่าผมเป็นคนพิเศษขนาดไหนสำหรับแม่ และแม่ก็จะเป็นคนพิเศษสำหรับผมเสมอไป”
แต่สิ่งที่ทำให้ คิดถึงนะครับแม่ เป็นหนังสือภาพที่เล่าเรื่องความตายได้อย่างอบอุ่นคือ คอบบ์นำเสนอวิธีที่จะช่วยให้เด็ก ๆ ค่อย ๆ ก้าวผ่านความเศร้าจากการสูญเสียเพื่อใช้ชีวิตต่อ ไม่ว่าจะเป็นการบอกความจริงอย่างตรงไปตรงมา เช่น การเลือกใช้คำว่า แม่ตายแล้วแทนแม่ไปสวรรค์ การเปิดอัลบั้มรูปเก่าขึ้นมาย้อนความทรงจำ หรือการช่วยกันดูแลบ้านคือการย้ำว่าครอบครัวยังเป็นเหมือนเดิม และคุณแม่จะอยู่ในความทรงจำตลอดไป แม้จะไม่ใช่หนังสือภาพที่จะหยิบออกมาอ่านบ่อย ๆ แต่ คิดถึงนะครับแม่ คือสื่อที่ช่วยเด็ก ๆ ที่เผชิญกับการสูญเสียได้เป็นอย่างดี
“ความตายของพ่อแม่เป็นสิ่งที่ผู้คนเลี่ยงจะพูดถึงอยู่เสมอ จนกระทั่งความตายมาเยือนที่บ้าน ตอนนั้นแหละที่คุณพ่อ คุณแม่ คุณครู นักจิตวิทยาบำบัด และผู้ดูแลเด็ก จะรู้สึกถึงประโยชน์ของหนังสือภาพที่มีต่อเด็ก ๆ ผู้กำลังเผชิญกับเรื่องยาก ๆ ไม่ว่าจะเป็นการจากไปของคุณตาหรือสัตว์เลี้ยง หรืออย่างในกรณีของ คิดถึงนะครับแม่ คือประสบการณ์ที่เลวร้ายที่สุดที่เด็กคนหนึ่งจะต้องเจอ” พาเมลา พอลล์ นักเขียนจาก The New York Times กล่าว
It’s a No-Money Day… ความยากจน ความเห็นอกเห็นใจ และการไม่ด่วนตัดสิน
เรื่องและภาพโดย เคท มิลเนอร์ จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์แบริงตัน สโตรก
“แต่วันนี้เป็นวันที่เราไม่มีเงิน”
It’s a No-Money Day เริ่มเรื่องขึ้นในวันที่เป็นเหมือนฝันร้ายของคุณพ่อคุณแม่ทุกคนซึ่งคือวันที่ตนไม่มีเงินพอจะซื้อข้าวให้ลูกกิน เด็กหญิงในเรื่องปลุกแม่ขึ้นเพราะความหิว แต่ในตู้เก็บอาหารกลับว่างเปล่า เหลือเพียงขนมปังแค่แผ่นเดียว แม้คุณแม่ของเธอจะทำงานหนักและประหยัดอดออมเสมอ แต่วันนี้เป็นวันที่คุณแม่ไม่มีเงิน ธนาคารอาหารจึงเป็นทางออกเดียวที่จะทำให้คุณแม่และเด็กหญิงได้ท้องอิ่ม
“คุณแม่ไม่ชอบไปธนาคารอาหารแต่หนูชอบไป หนูได้ทานบิสกิตและฟักทอง แถมได้เล่าให้คุณป้าที่นั่นฟังเกี่ยวกับเจ้าแมวที่เราจะเลี้ยง”
เคท มิลเนอร์ (Kate Milner) นักเขียนและนักวาดภาพประกอบชาวอังกฤษ หยิบเรื่องความยากจนและธนาคารอาหารมาเล่าใน It’s a No-Money Day มิลเนอร์นำประสบการณ์และความรู้สึกของเธอในวันที่เธอไม่มีเงินซื้อข้าวให้ลูก ๆ มาถ่ายทอดในหนังสือเล่มนี้“ฉันเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นเพราะฉันอยากให้เด็กๆ ได้เข้าใจว่าธนาคารอาหารคืออะไรและทำไมถึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อที่ว่าครั้งต่อไปที่พวกเขาเห็นกล่องรับบริจาคในซูเปอร์มาร์เก็ต พวกเขาจะชวนให้คุณพ่อคุณแม่หยิบอาหารอะไรบางอย่างใส่ลงไป ฉันยังหวังอีกว่าเด็ก ๆ จากครอบครัวที่ฐานะยากจนจะได้เห็นพวกเขาได้รับการนำเสนออย่างที่ควรจะเป็น” มิลเนอร์กล่าว แม้ความจริงที่ว่าไม่มีเงินแม้แต่จะซื้อข้าวให้ลูกกินนั้นช่างน่าหดหู่ แต่มิลเนอร์ทำให้ It’s a No-Money Day เต็มไปด้วยความหวังและความอบอุ่น ด้วยการดำเนินเรื่องผ่านสายตาของเด็กและความมหัศจรรย์ของวัยเด็กที่ความสุขนั้นเรียบง่ายและหาได้ทั่วไป แม้วันนี้คุณแม่จะไม่มีเงินก็ไม่เป็นไร เพราะหนูยังมีเรื่องสนุก ๆ ที่ไม่ต้องเสียเงินให้ทำได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการอ่านหนังสือที่ยืมมาจากห้องสมุด หรือทำลูกแมวจากเสื้อของคุณแม่ หรือแม้จะไม่มีเงินก็ไม่เป็นไร เพราะโลกนี้ยังมีคนใจดีที่คอยช่วยเหลือให้คุณแม่และหนูได้อิ่มท้อง
“บางทีวันหนึ่งหนูและคุณแม่จะไม่ต้องกังวลอีก แต่ด้วยความช่วยเหลือจากผู้คนที่ใจดี หนูกับคุณแม่จึงได้กินอิ่มในคืนนี้”
มิลเนอร์ไม่เพียงแต่ชักชวนให้เด็ก ๆ เห็นอกเห็นใจผู้อื่นรวมทั้งเตือนใจผู้ใหญ่ให้ไม่ตัดสินผู้อื่นอย่างฉาบฉวยผ่านการเล่าเรื่องอย่างอ่อนโยน ในสหราชอาณาจักรมีธนาคารอาหารมากกว่า 2,000 แห่ง และมีผู้เข้ารับอาหารจากธนาคารมากขึ้นทุกปี แต่หลายครั้งที่ผู้คนไม่สนับสนุนการบริจาคให้กับธนาคารอาหารเพียงเพราะการตัดสินว่าคนที่ต้องการความช่วยเหลือนั้นมีฐานะยากจนจากการทำตัวเอง ซึ่งในความเป็นจริง ผู้ที่เข้ารับความช่วยเหลือนั้น มีทั้งคนที่มีงานทำและคนพิการที่ไม่สามารถทำงานได้ “สื่อในประเทศนี้นำเสนอว่าครอบครัวที่ยากจนเป็นคนที่ก่อเรื่องแย่ ๆ ให้เกิดขึ้นกับพวกเขาเอง ติดเหล้าหรือยา นำเงินที่ได้มาไปเล่นการพนัน… แต่ถ้าคุณเป็นเด็กจากครอบครัวเหล่านั้น คุณจะรู้สึกอย่างไร คุณเห็นพ่อแม่ต่อสู้ทำงานหนักอดออม แต่ในขณะเดียวกันคุณกำลังเข้าใจว่าความยากจนเป็นความผิดของครอบครัวคุณเอง มันน่าอาย และมันเป็นเรื่องที่ผิด” มิลเนอร์กล่าว
หนังสือภาพเล่มนี้สะกิดให้ผู้อ่านหยุดและนึกถึงอีกมุมของความยากจนได้เป็นอย่างดี ความช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ สามารถเปลี่ยนวันที่เลวร้ายของใครหลายคนให้มีความหวังขึ้นได้ อย่างที่เด็กหญิงและคุณแม่ในเรื่องสามารถผ่านวันที่ยากลำบากไปได้ด้วยความช่วยเหลือจากคนที่ไม่รู้จักกัน “ฉันคงใช้หนังสือเล่มนี้กับเด็กๆ ชั้นอนุบาลและประถมหรือแม้แต่มัธยม เพื่อเป็นวิธีในการพูดถึงประเด็นที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้และพูดคุยกับเด็ก ๆ พวกเราต้องพึ่งพวกเขา พวกเราต้องพึ่งเด็ก ๆ ที่เราสอนให้เกิดการรับรู้ ความเห็นอกเห็นใจ และความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ รวมทั้งให้หนังสือทำหน้าที่เป็นเหมือน ‘หน้าต่าง’ แห่งประสบการณ์ของผู้อื่น รวมถึงเป็น ‘กระจก’ ที่สะท้อนให้เห็นถึงแง่มุมของประสบการณ์ของพวกเขาเอง” คริสตินา รีด นักภาษาศาสตร์และคุณครูกล่าว
รอนแรม… การเดินทางของผู้ลี้ภัย
เรื่องและภาพโดย ฟรานเซสกา ซานนา แปลโดย สุมาลี จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์
“แล้ววันหนึ่งสงครามก็พรากพ่อของเราไป นับแต่นั้นมาทุกอย่างกลับมืดมน แล้วแม่ก็กังวลมากขึ้น มากขึ้นเรื่อย ๆ”
รอนแรม (The Journey by Francesca Sanna) เปิดฉากด้วยเมืองริมทะเลที่กำลังถูกคลื่นสีดำพัดเข้าหา คลื่นที่ทำให้ชีวิตของครอบครัวหนึ่งต้องเปลี่ยนไปตลอดกาล สงครามที่เกิดขึ้นพรากชีวิตคุณพ่อของครอบครัวนี้ไป ทำให้คุณแม่ตัดสินใจละทิ้งบ้านเกิดเพื่อพาลูก ๆ สองคนออกเดินทางสู่ดินแดนแห่งใหม่ที่พวกเขาจะไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัยอีกต่อไป การเดินทางรอนแรมครั้งนี้นั้นยาวนาน ยากลำบาก และน่ากลัว แต่เป็นการเดินทางที่เต็มไปด้วยความหวังว่า พวกเขาจะได้พบกับบ้านหลังใหม่ที่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยเหมือนที่ผ่านมา
“แม่ให้เราดูภาพ เมืองใหญ่ ๆ แปลกตา ป่าก็ดูแปลกไป และสัตว์ก็หน้าตาประหลาด จนในที่สุดแม่ก็ถอนใจ “เราจะย้ายไปอยู่ที่นั่น จะได้ไม่ต้องหวาดกลัวกันอีกแล้วนะลูก””
บทสนทนาของฟรานเซสกา ซานนา นักเขียนและนักวาดภาพประกอบชาวอิตาลี กับเด็กสองคนที่เจอ ณ ศูนย์ผู้ลี้ภัยในประเทศอิตาลี ที่บอกเล่าเรื่องราวการเดินทางรอนแรมเพื่อหาบ้านหลังใหม่ที่ปลอดภัยของพวกเขา จุดประกายให้เธอสนใจในเรื่องนี้ เมื่อรวมกับการพูดคุยและสัมภาษณ์กับผู้ลี้ภัยจำนวนมาก เธอจึงนำเรื่องราวของพวกเขามานำเสนอในรอนแรม “เกือบทุกวันเราจะได้ยินข่าวที่กล่าวถึง “ผู้อพยพ” และ “ผู้ลี้ภัย” แต่ว่าเราแทบไม่เคยพูดกับคนเหล่านี้หรือได้รับฟังเรื่องเล่าส่วนตัวเกี่ยวกับการเดินทางรอนแรมที่พวกเขาต้องประสบมาเลย หนังสือเล่มนี้เป็นการปะติดปะต่อสร้างภาพจากเรื่องเล่าส่วนตัวต่าง ๆ ทั้งยังแสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งอันเหลือเชื่อที่ยังคงอยู่ในคนเหล่านี้” ซานนากล่าว
“เราวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน จนกระทั่งชายแปลกหน้าปรากฎตัวขึ้น แม่ให้เงินเขาก้อนหนึ่ง แล้วเขาก็พาเราข้ามเขตแดนไปได้ เวลานั้นมืดมาก ไม่มีใครเห็นเราเลย”
ซานนาออกแบบรอนแรมให้เป็นเหมือนบันทึกการเดินทางของผู้ลี้ภัยในรูปแบบของหนังสือภาพอย่างแท้จริงผ่านวิธีการเล่าและภาพ เธอเล่าเรื่องผ่านเสียงของเด็กคนหนึ่งที่ลี้ภัยไปกับครอบครัวโดยที่ไม่ได้บอกว่าพวกเขากำลังเดินทางจากที่ไหนไปที่ไหน หนำซ้ำตัวละครในเรื่องเองก็ไม่ได้มีชื่อเหมือนเรื่องทั่วไป “ฉันไม่ได้อยากให้รอนแรมเป็นเรื่องที่พูดถึงเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง ฉันอยากนำเสนอแนวคิดที่ว่าทุกคนมีสิทธิ์ที่จะได้อยู่ในสถานที่ที่ปลอดภัย ด้วยเหตุนี้เอง ฉันจึงพยายามให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่หรือช่วงเวลาที่เรื่องนี้เกิดขึ้นในหนังสือเล่มนี้ให้น้อยที่สุดเท่าที่จะน้อยได้” ซานนากล่าว
นอกจากเนื้อที่ชวนติดตามแล้ว ซานนายังทำภาพประกอบได้อย่างน่าสนใจและส่งเสริมกับเรื่องที่เขียนไว้ได้เป็นอย่างดี เธอใช้วิธีให้ภาพเล่าเรื่องจากซ้ายไปขวาเหมือนการเดินทาง และตั้งใจให้เรื่องร้ายหรืออันตรายต่าง ๆ เกิดขึ้นจากขวามาซ้าย ใช้เทคนิคการใช้ขนาดและสีคู่ตรงกันข้ามในการสื่ออารมณ์และความรู้สึกของเด็ก ๆ ผู้ลี้ภัยได้อย่างเป็นเอกลักษณ์ ความน่าสนใจของเรื่องและภาพ ทำให้ผู้อ่านรุ่นเล็กและรุ่นใหญ่อินกับเนื้อเรื่องและเกิดความรู้สึกเหมือนได้ร่วมเดินทางไปพร้อมกับตัวละครได้ไม่ยาก
รอนแรมจึงประสบความสำเร็จในการนำเรื่องที่เหมือนไกลตัวให้เข้ามาใกล้กับทุกคน และชวนให้คิดถึงความเป็นมนุษย์ด้วยกัน รวมถึงความรู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้คนให้มากขึ้น “มันเป็นเรื่องยากเสมอที่เราจะมีความเห็นอกเห็นใจในสถานการณ์ที่ไม่ได้ใกล้ตัวเรา ฉันอยากให้หนังสือภาพเล่มนี้ลดระยะห่างระหว่าง ‘พวกเรา’ และ ‘พวกเขา’ ลง และอยากให้ผู้อ่านได้คิดว่า ‘เรื่องนี้ก็สามารถเกิดกับฉันได้’ หรือ ‘ถ้าฉันต้องอยู่ในสถานการณ์นี้ ฉันจะทำอย่างไร’” ซานนากล่าว
“พวกนกอพยพเหมือนเราเลย และพวกมันต้องเดินทางนานแสนนานเหมือนกัน แต่มันไม่ต้องข้ามเขตแดนใด ๆ ฉันหวังว่าสักวันหนึ่ง เราคงจะเจอบ้านหลังใหม่เช่นเดียวกับนกเหล่านี้ บ้านที่เราจะปลอดภัยและตั้งต้นชีวิตใหม่ได้อีกครั้ง”
แม้ซานนาจะปูเรื่องให้ผู้อ่านได้ร่วมรอนแรมเดินทางพร้อมเอาใจช่วยครอบครัวนี้มาจนเกือบถึงตอนจบ แต่รอนแรมกลับจบลงแบบไม่มีข้อสรุปว่าพวกเขาได้พบกับบ้านหลังใหม่หรือไม่ หรือพวกเขาได้เริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างที่ตั้งใจไว้หรือเปล่า ซึ่งได้สร้างความหงุดหงิดให้กับเด็ก ๆ ผู้อ่านชั้นประถมจำนวนไม่น้อย “เด็กๆ เกลียดตอนจบของเรื่องมาก คุณครูส่งอีเมลพร้อมคำถามยาวเหยียดจากเด็ก ๆ ในห้องเรียนมาหาฉัน และหนึ่งในนั้นเขียนมาว่า “ทำไมคุณถึงจบเรื่องในตอนที่ตื่นเต้นที่สุดของเรื่อง” ฉันรู้สึกแย่มาก แต่ฉันตอบไปว่า ฉันอยากรู้ตอบจบของเธอ ว่าเธอคิดว่าตอนจบควรเป็นเช่นไร เพราะวิกฤตผู้ลี้ภัยกำลังเกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ การเขียนตอนจบอาจจะเป็นเรื่องที่เสี่ยงเกินไปและไม่ได้มีประโยชน์อะไรขึ้นมา”
รอนแรมได้รับการแปลมากกว่า 20 ภาษา และได้รับเลือกให้เป็นหนังสือที่เหมาะกับการนำมาพูดคุยกันในชั้นเรียนในหลาย ๆ ประเทศ ความสำเร็จเหล่านี้คือสัญญาณที่แสดงให้ว่า คนทำหนังสือและสำนักพิมพ์นั้นต่างเห็นถึงความเป็นไปได้ในการใช้หนังสือภาพเป็นอีกสื่อในการบอกเล่าเรื่องราวทางสังคมที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะสำหรับเยาวชนที่เป็นความหวังในอนาคตของคนทั้งโลก
ที่มา : Children's Picturebooks: The Art of Visual Storytelling by Martin Salisbury and Morag Styles, 2020
In Conversation with Francesca จาก Sannabbk.ac.uk
Francesca Sanna's THE JOURNEY - Interview จากdulemba.blogspot.com
Francesca Sanna จาก picturebookmakers.com
The Journey by Francesca Sanna จากbl.uk
Parental Loss จาก nytimes.com
Book Review: It’s a No-Money Day จาก chrikarublog.wordpress.com
It’s a No-Money Day Blog Tour – insight from the author and illustrator Kate Milner จาก chrikarublog.wordpress.com
เรื่อง : ชาลินี บริราช