โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เศรษฐกิจดิจิทัล 3.6 หมื่นล้าน ภัยไซเบอร์ “หลอกซื้อสินค้า” พุ่งตาม

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 04 ก.ย 2567 เวลา 10.49 น. • เผยแพร่ 04 ก.ย 2567 เวลา 23.48 น.

ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามามีบทบาทและกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนทั่วโลกมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งกลับกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่กระทบเศรษฐกิจและสังคมอย่างมหาศาล

สภาผู้บริโภคจึงจับมือร่วมกับองค์กรของผู้บริโภคในภูมิภาคอาเซียน บวกสาม จัดการประชุม “สานพลังอาเซียน บวกสาม เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคในเศรษฐกิจดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI)” เพื่อสะท้อนปัญหาและร่วมมือในการป้องกันภัยไซเบอร์ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลและการพัฒนของAI

นางบุญยืน ศิริธรรม ประธานสภาองค์กรของผู้บริโภค กล่าวว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีและ AI มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด ส่งผลให้มูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ของไทยในปี 2566 สูงถึง 36,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 16% จากปี 2565

โดยไทยเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ในภูมิภาคอาเซียน รองจากอินโดนีเซีย ที่มีมูลค่า 82,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และคาดว่าปี 2568 มูลค่าตลาดของไทยเพิ่มขึ้นเป็น 49,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

อย่างไรก็ตาม แม้จะสร้าง AI มา เพื่อใช้ประโยชน์แต่กลับถูกบิดเบือนและนำไปใช้อย่างผิดวิธีและผิดกฎหมาย สภาผู้บริโภคได้รับเรื่องร้องเรียนปัญหาภัยออนไลน์ในช่วงครึ่งปีแรก 2567 จำนวน 13,876 เรื่อง จากสถิติดังกล่าวสะท้อนให้เห็นปัญหาโครงสร้างทางกฎหมายและภัยไซเบอร์ที่ทุกภาคส่วนจะต้องรีบกำหนดมาตรการเพื่อแก้ปัญหาโดยเร่งด่วน

3 ปี ร้องภัยไซเบอร์ 6 แสนเรื่อง

ขณะที่ ข้อมูลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พบว่า ในช่วง 3 ปี (1 มี.ค. 2565-31 ก.ค. 2567) มีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับภัยออนไลน์สูงถึง 612,603 เรื่อง มูลค่าความเสียหายรวม 69,186 ล้านบาท

ซึ่งการร้องเรียนกรณีหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ คือ ปัญหาใหญ่ที่สุด จำนวน 296,042 เรื่อง หรือสัดส่วน 44.08% ของข้อร้องเรียนทั้งหมด มูลค่าความเสียหาย 4,311 ล้านบาท รองลงมาคือกรณีหลอกให้โอนเงินเพื่อการทำงาน 82,162 เรื่อง สัดส่วน 13.46% ความเสียหาย 10,173 ล้านบาท และหลอกให้กู้ยืมเงิน 63,878 เรื่อง สัดส่วน 10.47% ความเสียหาย 3,102 ล้านบาท

ภัยการหลอกลวงและการฉ้อโกงออนไลน์โดยใช้ AI ไม่เพียงกระทบต่อไทย แต่ยังส่งผลต่อผู้บริโภคในอาเซียนอย่าง เวียดนาม เมื่อปี 2566 เสียหายไปกว่า 16,230 ล้านเหรียสหรัฐ หรือเทียบเท่า 3.6% ของ GDP ในปีเดียวกัน

ขณะที่ล่าสุดในเดือนพฤษภาคม 2567 ฮ่องกง พบการปลอมแปลงคลิปวิดีโอออนไลน์โดยการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือคนดังสูงถึง 21 คลิป และคนฮ่องกงถูกหลอกให้จ่ายเงินถึง 25 ล้านเหรียญสหรัฐ (800 ล้านบาท) เช่นกัน จึงนำมาสู่การสร้างความร่วมมือกันระหว่างสภาองค์กรของผู้บริโภค ร่วมกับอาเซียน บวก 3

อาเซียนรวมพลังคุ้มครองผู้บริโภค

นางบุญยืนกล่าวต่อไปว่า สภาองค์กรของผู้บริโภคจึงได้ร่วมกับมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค มูลนิธิผู้บริโภคอินโดนีเซีย (YLKI) และสหพันธ์องค์กรผู้บริโภคมาเลเซีย (FOMCA) รวมทั้งองค์กรของผู้บริโภคในภูมิภาคอาเซียน บวกสาม จัดการประชุมความร่วมมือ “สานพลังอาเซียน บวกสาม เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคในเศรษฐกิจดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์” โดยมีพันธกิจสำคัญที่มุ่งสู่กลไกการคุ้มครองผู้บริโภคในยุคดิจิทัล

“ผู้บริโภคเกือบทุกประเทศถูกกวาดต้อนให้เข้าสู่ระบบดิจิทัลแบบไร้การป้องกัน ซึ่งปัญหาดิจิทัลเหมือนกับวัวหายแล้วล้อมคอก เมื่อเกิดปัญหา หน่วยงานต่าง ๆ ถึงมาหาทางแก้ไข แต่วันนี้ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีที่สภาผู้บริโภคถือว่าเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความร่วมมือเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค” นางบุญยืนกล่าว

MOU ปราบภัยดิจิทัล

นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า การประชุมดังกล่าวจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทยและในอาเซียน ซึ่งได้ลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ร่วมกัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านการคุ้มครองผู้บริโภคในเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI ระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน บวกสาม และสร้างพื้นฐานของความเข้าใจและความร่วมมือร่วมกันที่ทำให้ทุกประเทศสมาชิกได้รับประโยชน์อย่างเท่าเทียมกัน

โดยจะมีทั้งการแบ่งปันข้อมูลและความรู้เกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค แลกเปลี่ยนข้อมูลกรณีศึกษาที่สามารถนำไปปรับใช้ในนโยบายจริงได้ และนำไปสู่การพัฒนานโยบายการคุ้มครองผู้บริโภคในยุคดิจิทัลของแต่ละประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมไปถึงการเสริมสร้างศักยภาพในระดับบุคคลขององค์กรที่เกี่ยวข้องด้วย

สำหรับสาระสำคัญของ MOU มีทั้งหมด 2 ข้อ ดังนี้ 1) องค์กรที่เกี่ยวข้องจะจัดการประชุมประจำปีอย่างเป็นทางการเพื่อทบทวนความก้าวหน้าของกิจกรรมนี้ และปรับเป้าหมายความร่วมมือหรือหารือเกี่ยวกับการปรับปรุงเฉพาะตามความจำเป็น นอกจากนี้ คณะทำงานจะติดตามผลการประชุมอย่างต่อเนื่องเพื่อให้แน่ใจว่ากิจกรรมต่าง ๆ ได้รับการสะท้อนในนโยบายของแต่ละประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ

2) องค์กรที่เกี่ยวข้องอาจแต่งตั้งผู้แทนของตนเป็นหน่วยงานประสานงานเพื่อวัตถุประสงค์ในการบริหารงานภายใต้กรอบของบันทึกความเข้าใจฉบับนี้

ทั้งนี้ การจัดการทางการเงินเพื่อครอบคลุมค่าใช้จ่ายสำหรับกิจกรรมภายใต้กรอบของ MOU จะต้องได้รับการตกลงร่วมกัน ขึ้นอยู่กับความพร้อมของเงินทุน เพื่อลดภาระทางการเงิน และองค์กรที่เกี่ยวข้องจะต้องรักษาความลับของเอกสารและข้อมูลที่ได้รับหรือจัดหาจากองค์กรต่าง ๆ

วอนแบงก์ “หน่วงเงิน”

นางสารีกล่าวต่อไปว่า สำหรับประเทศไทย ปัจจุบันสภาผู้บริโภคได้ติดตามปัญหาและพยายามผลักดันข้อเสนอทางนโยบาย โดยเรื่องเร่งด่วนซึ่งจะช่วยลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับผู้บริโภค คือการออกมาตรการหน่วงเงิน (Slow Payment) หากผู้บริโภคที่มั่นใจว่ารู้เท่าทันและไม่ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ หรือต้องการความสะดวกในการโอนเงินจำนวนมาก สามารถขอให้ธนาคารปลดล็อกการหน่วงเงินได้ ซึ่งจะไม่กระทบกับการซื้อขายและการใช้ชีวิตของผู้บริโภคทั่วไป

ด้าน ดาโต้ะ อินดรานี ทุไรซิงแฮม (Dato Indrani Thuraisingham) รองประธานสหพันธ์องค์กรผู้บริโภคมาเลเซีย (FOMCA) กล่าวว่า การพูดคุยแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค ในเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI ในภูมิภาคอาเซียน บวกสาม สะท้อนให้เห็นปัญหาการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต (Scam) ที่ทวีความรุนแรงและมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบด้วยเทคโนโลยีต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น รวมถึงสร้างศักยภาพองค์กรผู้บริโภคแต่ละประเทศให้รู้เท่าทันภัยไซเบอร์และอีคอมเมิร์ซมากขึ้น

เปิดโมเดลสิงคโปร์

นายอัง จง ซิน วิลเฟรด (Mr.Ang Zhong Xin Wilfred) รองหัวหน้าฝ่ายผู้บริโภคสัมพันธ์ สมาคมผู้บริโภคแห่งสิงคโปร์ กล่าวว่า จากสถานการณ์โควิด ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปใช้บริการช่องทางออนไลน์มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการซื้อของออนไลน์ สั่งอาหารออนไลน์ และพบว่าปัญหาจากการทำธุรกรรมออนไลน์ 5 ข้อ คือ 1.สั่งของไม่ได้ของ 2.บริษัทไม่ทำตามข้อสัญญา 3.บริษัทปิดตัวแล้วไม่ได้เงินคืน 4.ร้านจะคืนเงินแต่ไม่คืนเงิน และ 5.ไม่พึงพอใจในบริการ

นอกจากนี้ ได้ยกตัวอย่างกรณีเรื่องร้องเรียน งานโคมลอยที่มีการขายตั๋วก่อนวันงาน ประมาณ 2,000 ใบ แต่เมื่อมาถึงวันจัดงานกลับถูกยกเลิก เนื่องจากผู้จัดไม่มีใบอนุญาตจัดงาน แต่ผู้จัดเพิ่งแจ้งผู้บริโภคในวันงาน มีแนวทางการเยียวยาโดยให้ไปงานที่จะจัดอีกรอบและไม่มีแนวทางคืนเงิน ด้านผู้บริโภคส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยและเข้ามาร้องเรียน สมาคมผู้บริโภคแห่งสิงคโปร์ได้เป็นตัวกลางในการเจรจาให้ผู้จัดคืนเงิน จนสุดท้ายผู้บริโภคได้เงินคืน

สำหรับแนวทางจัดการข้อพิพาทในการซื้อของออนไลน์ ทางสมาคมมีแนวทางดำเนิน 5 ข้อ คือ 1.ผู้ประกอบการต้องได้รับการยืนยันตัวตน เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ 2.การให้ข้อมูลและการสื่อสารต้องชัดเจน และเข้าใจได้ง่าย 3.กรอบเวลาที่ชัดเจนในการระงับข้อพิพาทการร้องเรียน 4.ผู้ประกอบการต้องมีระบบจัดการเรื่องร้องเรียน ชดเชย และเยียวยาเมื่อเกิดความเสียหาย รวมไปถึงระบบปกป้องการจ่ายเงินหรือข้อมูลของลูกค้าด้วย และ 5.การอำนวยความสะดวกในการช่วยเหลือเพื่อระงับข้อพิพาท ผ่านช่องทางออนไลน์

“สังคมของเราใช้เอไอเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการใช้แชตบอตในการตอบลูกค้า แม้ว่าบางกรณีควรจะเป็นคนให้คำตอบ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีข้อจำกัดในเรื่องนี้ แต่อย่างไรก็ตาม การใช้เอไอควรใช้อย่างระมัดระวัง” นายวิลเฟรดกล่าว

ผุดดัชนีคุ้มครองผู้บริโภคยุคดิจิทัล

ความร่วมมือในครั้งนี้ องค์กรผู้บริโภคที่ร่วมลงนาม MOU ได้แก่ สภาองค์กรของผู้บริโภค, สหพันธ์องค์กรผู้บริโภคมาเลเซีย, มูลนิธิผู้บริโภคแห่งอินโดนีเซีย, สมาคมเกษตรกรรมและการพัฒนาสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนประเทศลาว, สหภาพผู้บริโภคเมียนมา สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา, องค์กรผู้บริโภคแห่งเกาหลี และองค์กร มูลนิธิวิจัย การศึกษา และการพัฒนาข้อมูลที่ไม่แสวงหากำไร ประเทศฟิลิปปินส์ ต่างได้เห็นพ้องที่จะร่วมกันพัฒนาดัชนีคุ้มครองผู้บริโภคในยุคดิจิทัลของอาเซียน (ASEAN Digital Consumer Protection Index)

โดยจะพิจารณาจากกฎหมายของแต่ละประเทศที่เกี่ยวข้องกับเรื่องภัยไซเบอร์ รวมถึงปัญหาเกี่ยวกับดิจิทัลและ AI ที่ผู้บริโภคเผชิญอยู่ในปัจจุบัน ทั้งเรื่องการถูกล่วงละเมิดหรือหลอกลวงผ่านออนไลน์ ปัญหาการใช้บริการสัญญาณมือถือและอินเทอร์เน็ต ความปลอดภัยของข้อมูลบนโลกออนไลน์ ความเป็นส่วนตัว รวมถึงการรู้เท่าทันของผู้บริโภคในประเทศ

การดำเนินมาตรการต่าง ๆ เพื่อลดความสูญเสียจากภัยไซเบอร์จึงนับเป็นเรื่องสำคัญที่องค์กรสภาผู้บริโภคอาเซียนจะต้องร่วมมือกันและก่อให้เกิดการประกาศความสำเร็จในการร่วมมือปราบภัยไซเบอร์ข้ามชาติในครั้งนี้

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เศรษฐกิจดิจิทัล 3.6 หมื่นล้าน ภัยไซเบอร์ “หลอกซื้อสินค้า” พุ่งตาม

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...