โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาร์เอ็มเอส โอลิมปิค เรือแฝด “ไททานิค” สุดหนังเหนียว

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 08 ต.ค. 2567 เวลา 11.01 น. • เผยแพร่ 08 ต.ค. 2567 เวลา 09.27 น.

อาร์เอ็มเอส ไททานิค (RMS Titanic) หรือเรือไททานิค เรือยักษ์ที่โด่งดังไปทั่วโลกด้วยขนาดอันใหญ่โตและเรื่องราวชวนตื่นตะลึง ไททานิคกลายเป็นเรือขนาดใหญ่ที่สุดในโลกทันทีที่ถูกปล่อยลงน้ำเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม ปี 1911 ก่อนจะเหลือเพียงตำนานและซากเรือที่จมลงสู่ก้นมหาสมุทรแอตแลนติกในวันที่ 15 เมษายน 1912 หลังชนเข้ากับภูเขาน้ำแข็งจนอับปางระหว่างการเดินทางจากอังกฤษไปยังสหรัฐอเมริกา แต่ทราบหรือไม่ว่าเรือที่ครั้งหนึ่งถูกขนานนามว่า “เรือที่ไม่มีวันจม” ลำนี้ ยังมีแฝดพี่เป็นเรือเดินสมุทรขนาดมหึมาอยู่ด้วย นั่นคือ อาร์เอ็มเอส โอลิมปิค (RMS Olympic) หรือเรือโอลิมปิค

อาร์เอ็มเอส โอลิมปิค (RMS Olympic) หรือเรือโอลิมปิค

ทั้งเรือโอลิมปิคและไททานิคต่างเป็นเรือเดินสมุทรในสังกัดของ บริษัทไวท์ สตาร์ ไลน์ (White Star Line)เช่นเดียวกัน แต่เรือโอลิมปิคเป็นเรือลำแรกในโครงการ “Olympic class ships” ของบริษัท ซึ่งสร้างเสร็จตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม ปี 1910 ณ เมืองเบลฟาสท์ ไอร์แลนด์ ก่อนเรือไททานิคจะสร้างเสร็จตามมาในภายหลัง โดยเรือโอลิมปิคครองตำแหน่งเรือโดยสารขนาดใหญ่ที่สุดในโลกอยู่ช่วงสั้น ๆ กระทั่งเสียตำแหน่งให้แฝดน้องอย่างเรือไททานิคที่มีขนาดขนาดเท่ากันแต่มีระวางบรรทุกรวมมากกว่า

เรือโอลิมปิคกลับมาครองตำแหน่งช่วงสั้น ๆ (อีกครั้ง) เมื่อเรือไททานิคลงไปนอนอยู่ก้นสมุทรตั้งแต่การให้บริการครั้งแรกในปี 1912 แต่เมื่อเรือ เอสเอส อิมเพอเรเตอร์ (SS Imperator) ของเยอรมมนี เข้าประจำการในเดือนมิถุนายน ปี 1913 เรือโอลิมปิคได้เสียตำแหน่งเรือยักษ์อันดับหนึ่งของโลกไปอย่างถาวร

อันที่จริง เรือโอลิมปิคยังครองตำแหน่งเรือโดยสารสำหรับเดินสมุทรขนาดใหญ่ที่สุดของอังกฤษเรื่อยมาจนกระทั่งเรือ อาร์เอ็มเอส ควีน แมรี (RMS Queen Mary) เปิดตัวในปี 1934 แม้จะถูกแย่งตำแหน่งอยู่ช่วงหนึ่งจากเรือไททานิคและเรือบริทานนิค เรือแฝดน้องอีกลำในโครงการ Olympic class ships และเป็นน้องเล็กสุด แต่เรือบริทานนิคจมไปในปี 1916 ระหว่างปฏิบัติภารกิจพิเศษในสงครามโลกครั้งที่ 1

ที่อู่ต่อเรือ Harland & Wolff เมืองเบลฟาสต์ ไอร์แลนด์ กระดูกงูของเรือโอลิมปิคถูกติดตั้งเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม ปี 1908 และอยู่ใกล้กันกับแฝดน้อง หรือเรือไททานิค แต่ความคืบหน้าในการต่อเรือไททานิคนั้นล่าช้ากว่าเรือแฝดพี่ไปหลายเดือน ด้วยเหตุนี้ วินาทีที่เรือโอลิมปิคเปิดตัวอย่างเป็นทางการ (20 ตุลาคม 1910) เรือลำนี้จึงกลายเป็นวัตถุเคลื่อนที่ได้ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกทันที

เรือโอลิมปิคเป็นเรือเดินสมุทรที่ขับเคลื่อนด้วย 3 ใบจักร 2 เครื่องยนต์กระบอกสูบ 1 เครื่องยนต์เทอร์ไบน์ เสากระโดงเรือ 2 -3 เสา 4 ปล่องไฟ มาพร้อมน้ำหนัก 45,324 ตัน (เบากว่าไททานิค 1,000 ตัน) ยาว 269 เมตร 16 ห้องเครื่อง 29 ชุดหม้อน้ำ ความเร็วสูงสุดคือ 24 น็อต หรือ 44.45 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และสามารถจุผู้โดยสารได้ 2,435 คน

หลังจากเริ่มให้บริการ เรือโอลิมปิคให้บริการผู้โดยสารระหว่างนครนิวยอร์ค-เซาท์แธมตัน (อังกฤษ) ได้ 4 รอบ แต่รอบที่ 5 เรือต้องถูกส่งกลับไปซ่อมที่เบลฟาสต์เป็นเวลา 6 เดือน เพราะไปเฉี่ยวชนกับเรือ HMS Hawke เรือลาดตระเวนของกองทัพอังกฤษ ระหว่างขาออกจากท่าเรือเซาท์แธมตันไปยังนครนิวยอร์ค เนื่องจากเรือฮอว์คที่แล่นขนานมาถูกกระแสน้ำดูดจากขนาดอันใหญ่โตและความเร็วของเรือโอลิมปิคจนเกิดการปะทะ

เหตุการณ์นั้นส่งผลให้เรือทั้งคู่เสียหาย หัวเรือของเรือฮอว์คหักไปซีกหนึ่ง ขณะที่ท้องเรือโอลิมปิคถูกเจาะเกิดเป็นช่องโหว่น้ำรั่วเข้าท้องเรือ กัปตันเรือโอลิมปิคในเหตุการณ์นั้นไม่ใช่ใครอื่น เขาคือ เอ็ดเวิร์ด เจ. สมิท (Edward J. Smith) ผู้ต่อมาคือกัปตันเรือไททานิกในเหตุการณ์ช็อคโลกนั่นเอง…

การเดินทางข้ามสมุทรรอบนี้ของของเรือโอลิมปิคจึงถูกยกเลิก เพราะต้องถูกส่งกลับไปซ่อมที่เบลฟาสต์เสียก่อน อย่างไรก็ตาม เมื่อกลับมาประจำการอีกครั้ง เรือยักษ์ลำนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นว่ายังคงเป็นเรือที่แข็งแกร่งและไว้ใจได้ แต่หลังการอับปางของเรือไททานิก เรือโอลิมปิคถูกปรับปรุงต่อเติมขนาดใหญ่เพื่อยกระดับความปลอดภัยอีกครั้ง โดยเฉพาะการเพิ่มความแข็งแรงส่วนท้องเรือและเพิ่มเรือชูชีพให้เพียงพอต่อผู้โดยสารและลูกเรือทุกคนหากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน

4 สิงหาคม ปี 1914 กว่า 2 ปี หลังเรือไททานิคอับปาง อังกฤษเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 แม้ช่วง แรก ๆ เรือโอลิมปิคจะยังถูกใช้งานเพื่อโดยสารและการพาณิชย์ภายใต้กัปตัน เฮอร์เบิร์ต เจมส์ แฮดด็อค (Herbert James Haddock) แต่เรือถูกปรับปรุงให้ด้วยมาตรการระหว่างสงครามของอังกฤษ มีการทาสีโทนสีเทา ปิดช่องหน้าต่างเรือและไฟบนดาดฟ้าเพื่อลดการมองเห็นจากระยะไกลจากเรือคู่สงคราม กำหนดการเทียบท่าฝั่งอังกฤษของเรือถูกปรับเปลี่ยนอย่างกระทันหันจากเซาแธมป์ตันเป็นลิเวอร์พูล และต่อมาเป็นกลาสโกว์ รวมถึงการเปลี่ยนชื่อเรือเป็น เอชเอ็มที โอลิมปิค (HMT Olympic)

การเดินทาง 2-3 ครั้งแรกในช่วงสงคราม ผู้โดยสารของเรือจากฝั่งอังกฤษมักเต็มไปด้วยชาวอเมริกันที่ติดอยู่ในยุโรปและกระตือรือร้นที่จะกลับบ้าน ส่วนการเดินทางเที่ยวกับจากฝั่งอเมริกามายังยุโรปมีผู้โดยสารเพียงไม่กี่คน ลูกค้าของเรือโอลิมปิคลดลงอย่างมากเพราะภัยคุกคามจากเรืออู (U-boats) ของเยอรมันที่เริ่มอาละวาดรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ในน่านน้ำยุโรป บริษัทไวท์ สตาร์ ไลน์ จึงตัดสินใจยุติการบริการเชิงพาณิชย์ของเรือโอลิมปิค

ถึงอย่างนั้น ไม่น่าเชื่อว่าในขณะรุ่นน้องซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าอย่างเรือบริทานนิคที่จมเพราะทุ่นระเบิดใต้น้ำในสงคราม หรือแม้แต่เรือไททานิคซึ่งจมไปตั้งแต่เดินเรือครั้งแรก เรือโอลิมปิคทั้งในฐานะเรือพาณิชย์และเรือปฏิบัติการพิเศษระหว่างสงครามกลับอยู่รอดจนสงครามยุติลง แถมกลับมาเป็นเรือโดยสารอีกครั้งในปี 1920 มีการปรับแต่งเรือขนานใหญ่อีกครั้งที่อู่ Harland & Wolff รวมถึงการยกเครื่องเรือให้ใช้พลังงานจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงที่เป็นน้ำมันเป็นหลัก ก่อนกลับไปให้บริการอีกครั้ง

ตลอดทศวรรษที่ 1920 เรือโอลิมปิคพิสูจน์ตนเองว่ายังคงเป็นเรือที่มั่นคงและเชื่อถือได้ แต่เพราะการถือกำเนิดของสายการบิน การเดินทางด้วยเครื่องบินทั้งดูใหม่และทันสมัยกว่าการเดินทางด้วยเรือเดินสมุทรที่ดูล้าสมัย การโดยสารทางเรือจึงค่อย ๆ เสื่อมความนิยมลง พร้อมกับที่เรือโดยสารรุ่นเก่า ๆ ที่ถูกปลดระวางไป

ในที่สุด เรือโอลิมปิคก็ถูกขายให้กับเซอร์จอห์น จาร์วิส (Sir John Jarvis) สมาชิกรัฐสภา ในราคา 97,500 ปอนด์ วันที่ 11 ตุลาคม 1935 เรือออกจากเซาแธมป์ตันเป็นครั้งสุดท้าย อุปกรณ์ต่าง ๆ ภายในเรือถูกประมูลขาย การรื้อถอนดำเนินไประหว่างปี 1935 – 1937 หัวหน้าวิศวกรของเรือให้ความเห็นว่า “ฉันเข้าใจความจำเป็นหาก ‘หญิงชรา’ จะเสื่อมประสิทธิภาพ แต่เครื่องยนต์เธอยังดังเหมือนเดิม”

ตั้งแต่เริ่มออกเดินเรือจนถึงวันเกษียณอายุ เรือโอลิมปิค เดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกไปทั้งสิ้น 257 รอบ ขนส่งผู้โดยสารเป็นจำนวนกว่า 430,000 คนในการเดินทางเชิงพาณิชย์ คิดเป็นระยะเดินทาง 1.8 ล้านไมล์ และถือว่าเป็นเรือเพียงลำเดียวจากเรือคู่แฝด 3 ลำที่จบอาชีพเกษียณอายุตนเองอย่างงดงามบนบก

อาจกล่าวได้ว่า “เรือที่ไม่มีวันจม” ที่แท้จริง คือเรือ อาร์เอ็มเอส โอลิมปิค นี่แหละ…

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

Rare Historical Photos. The Photographic History of RMS Olympic (Titanic’s Sister Ship), 1911-1935.Retrieved May 19, 2023. From https://rarehistoricalphotos.com/rms-olympic-old-photos/

Web.archive.org. RMS Olympic; Old Reliable.Retrieved May 19, 2023. From https://web.archive.org/web/19981202151628/http://members.aol.com/WakkoW5/olympic.html

Cruise Travel – Cruise Ships. White Star Line RMS Titanic. Retrieved May 19, 2023. From http://www.cruiseserver.net/travelpage/ships/ws_titanic.asp

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 19 พฤษภาคม 2566

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : อาร์เอ็มเอส โอลิมปิค เรือแฝด “ไททานิค” สุดหนังเหนียว

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...