โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

มิจฉาชีพแสบหลอก ม.4 ดูยูทูบได้เงิน สุดท้ายหลงเชื่อสูญเงิน 3 แสน

The Bangkok Insight

อัพเดต 02 ก.พ. 2566 เวลา 03.10 น. • เผยแพร่ 02 ก.พ. 2566 เวลา 03.07 น. • The Bangkok Insight

มิจฉาชีพแสบหลอก ม.4 ดูวิดีโอยูทูบได้เงิน สุดท้ายหลงเชื่อสูญเงิน 3 แสนบาท

นายอธิชัย(สงวนนามสกุล) อายุ39 ปี ชาว จ.นครราชสีมา ได้ร้องเรียนกับผู้สื่อข่าว หลังจากหลานสาวเป็นเด็กนักเรียนชั้น ม.4 อายุ16 ปี ถูกแก๊งมิจฉาชีพหลอกอ้างให้ร่วมลงทุนจากการดูวิดีโอจากยูทูบ ก่อนโอนเงินไปมิจฉาชีพสูญเงินไป3 แสนบาท

นายอธิชัย กล่าวว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่3 ม.ค. 65 ที่ผ่านมา หลังจากที่หลานสาวเห็นลิงก์โฆษณารับสมัครงานหาคนดูคลิปวิดีโอจากยูทูบผ่านจากแอพพลิเคชั่นไอจี ก่อนหลงเชื่อกดสมัครเข้าไป โดยมีการพูดคุยกับแอดมินผ่านทางไลน์ ก่อนแอดมินจะให้หลานสาวโอนเงินจำนวน100 บาท เพื่อสมัครเข้าทำงานดูคลิปวิดีโอจากยูทูบ โดยอ้างว่าเงินที่โอนเข้ามาเป็นเงินลงทุน โดยจะได้เงินส่วนแบ่งจากยอดวิวของยูทูบที่ทางแอดมินส่งมาให้ดู และมีการส่งโปรโมชั่นเงื่อนไขในการทำงานมาให้หลานดู มีการบอกรายละเอียดเกี่ยวกับการดูคลิปวิดีโอที่เป็นมิวสิกวิดีโอ เริ่มต้นที่5 เพลง ได้จะเงิน200 บาท ต้องจ่ายค่าประกัน100 บาท จนไปถึง50 เพลง ได้เงิน5,000 บาท จ่ายเงินประกัน1,000 บาท

โดยหลานสาวสนใจ20 เพลง จึงโอนเงินประกันไป400 บาท ผ่านธนาคาร หลังจากโอนเงินทางแอดมินแจ้งกลับมาว่า เบิกงานให้หลานของตนไม่ทัน ทำให้ต้องหางานอื่นมาให้แทน เป็นการกดรับสินค้าพร้อมกับส่งขั้นตอนการทำงานมาให้ดู แต่พอหลานสาวกดเข้าไปก็มีปัญหา จนเริ่มไม่มั่นใจ และจะขอยกเลิกบัญชีที่สมัครดูคลิปวิดีโอจากยูทูบ ซึ่งมีค่าเปิดบัญชีอยู่500 บาท ซึ่งหลานของตนก็โอนไปที่บัญชีธนาคาร เป็นเงิน500 บาท จนเวลาล่วงเลยมาเกือบปี มาถึงวันที่29 ธ.ค. 65 ทางแอดมินทักกลับมาหลานตนว่า งานยูทูบว่างแล้ว แต่หลานของตนก็ไม่ตอบกลับไป จนมาในวันที่7 ม.ค. 66 ที่ผ่านมา ทางแอดมินก็ส่งข้อความมาว่าในลักษณะเชิงข่มขู่ว่า“สวัสดีค่ะ ยูสเซอร์ของคุณ(ไม่งั้นจะมีผลกระทบต่อหน้าที่การงานและเรียน) และในข้อความที่ส่งมา ก็มีการขู่เรื่องการกระทำผิดกฎหมาย จนทำให้หลานของตนกลัวจึงต้องรีบโอนเงินเพื่อทำการปิดบัญชีไปอีก500 บาท ก่อนที่แอดมินจะหลอกหลานสาวของตนในเรื่องขั้นตอนการปิดบัญชี ทำให้หลานของตนต้องโอนไปยังบัญชีเดิมอีก2 ครั้ง ครั้งละ500 บาท รวมเป็นเงิน1,500 บาท และค่าเอกสารอีก1,500 บาท ซึ่งหลานของตนโอนจนไม่เหลือเงินแล้ว หลานจึงได้มาขอยืมโทรศัพท์ของยาย ซึ่งมีเงินเก็บอยู่ในบัญชีประมาณ3 แสนบาท แล้วออกไปอยู่บ้านอีกหลังที่อยู่ข้างๆ กัน แอบติดต่อกับทางแอดมินที่มาหลอกให้ทำงาน

หลังจากนั้นก็มีการโอนเงินไปอีกหลายรอบ จนรอบสุดท้ายยอดเงินที่ต้องโอนคือ180,000 บาท ทางแอดมินแจ้งว่าเป็นค่าภาษี ซึ่งหลานของตนก็โอนไปจนหมดบัญชี โดยรวมยอดเงินของหลานที่โอนไปก่อนหน้านี้ด้วยเป็นเงินทั้งหมด302,500 บาท ซึ่งเงินในบัญชีของยายนั้น เป็นเงินบำนาญของตาที่เกษียณอายุราชการแล้ว อีกส่วนหนึ่งก็เป็นเงินที่แม่ของน้องนั้นโอนมาเก็บไว้เป็นทุนการศึกษา

โดยเรื่องนี้ตนมารู้ในวันเดียวกันคือวันที่7 ม.ค. ที่ผ่านมา ตอนที่หลานโทรฯ ไปยืมเงินกับป้า ซึ่งป้าตอบกลับมาว่าหลานกำลังถูกหลอก ในระหว่างนั้นหลานของตนก็วิ่งออกจากบ้านไปบ้านอีกหลังหนึ่งข้างๆ กัน และไปนั่งอยู่ที่ระเบียงร้องไห้ฟูมฟาย และกรีดร้องเสียงดังลั่น จนตนต้องเข้าไปปลอบใจ จึงยอมลงมาจากระเบียง โดยหลังจากเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น หลานของตนก็ตกอยู่ในอาการเครียด ผวา นอนไม่หลับ ซึ่งตนกลัวมากว่า หลานของตนจะคิดสั้นเหมือนกับข่าวที่เด็กวัย15 ปี ผูกคอเสียชีวิต ทำให้ตนต้องมานอนเป็นเพื่อนหลานทุกคืนตั้งแต่เกิดเหตุ ซึ่งในระหว่างนั้นหลานของตนก็ต้องกินยาคลายเครียด ยานอนหลับ กินข้าวก็ไม่ได้ กลางคืนก็นอนผวา นอนละเมอว่า เมื่อไรตำรวจจะจับคนพวกนี้ได้ เมื่อไหร่จะเอาเงินมาคืนยายกับตา เพราะมันเป็นเงินของยายกับตา

ภายหลังตนได้มีการแจ้งความกับตำรวจ สภ.เมืองนครราชสีมา แต่ก็ได้รับคำแนะนำว่า ให้แจ้งกับทางตำรวจไซเบอร์ กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี แต่จนถึงวันนี้ก็ไม่มีความคืบหน้าของคดี อยากฝากไปยังตำรวจที่รับผิดชอบ อยากให้ช่วยเร่งรัดเรื่องคดีให้เร็วขึ้น เพราะไม่อยากให้มีเหยื่อแบบหลานของตนเกิดขึ้นอีก และอยากฝากไปยังผู้ปกครองในเรื่องการดูแลบุตรหลาน อยากให้ดูแลอย่างใกล้ชิด และคอยเฝ้าดูพฤติกรรมผิดสังเกตอยู่ตลอดเวลา เพราะไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ขึ้นอีก

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...