โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทวีปแอนตาร์กติกาเคยเป็นป่าฝน มีไดโนเสาร์อาศัยอยู่เมื่อ 90 ล้านปีก่อน

Khaosod

อัพเดต 02 เม.ย. 2563 เวลา 20.45 น. • เผยแพร่ 02 เม.ย. 2563 เวลา 20.45 น.

ทวีปแอนตาร์กติกาเคยเป็นป่าฝน มีไดโนเสาร์อาศัยอยู่เมื่อ 90 ล้านปีก่อน - BBCไทย

ทีมนักวิทยาศาสตร์ของเยอรมนี ผู้ทำการขุดเจาะพื้นทะเลที่นอกชายฝั่งทางตอนใต้ของทวีปแอนตาร์กติกา ค้นพบหลักฐานเป็นดินตะกอนที่มีอายุเก่าแก่และซากฟอสซิลพืชจำนวนมาก ซึ่งชี้ว่าบริเวณใกล้ผืนน้ำแข็งเย็นเยียบดังกล่าว เคยเป็นป่าฝนที่มีต้นไม้ขึ้นหนาทึบในสภาพอากาศอบอุ่น ระหว่างยุคครีเทเชียสที่ไดโนเสาร์ยังคงมีชีวิตอยู่เมื่อราว 90 ล้านปีก่อน

ทีมนักวิจัยจากสถาบันอัลเฟรด วีเกอเนอร์ (AWI) ตีพิมพ์รายงานการค้นพบดังกล่าวในวารสาร Nature โดยระบุว่าภูมิภาคทางตะวันตกของทวีปแอนตาร์กติกา ซึ่งห่างจากขั้วโลกใต้เพียง 900 กิโลเมตรในยุคดึกดำบรรพ์ เคยมีสภาพอากาศอบอุ่นเหมือนบางส่วนของยุโรปในทุกวันนี้ ทั้งยังเคยมีระดับน้ำทะเลสูงกว่าถึง 100 เมตรด้วย

การค้นพบดังกล่าวมาจากการตรวจสอบแท่งของชั้นตะกอนดินใต้มหาสมุทร ซึ่งเรือสำรวจ "อาร์วี โพลาร์สเทิร์น" (RV Polarstern) ได้ขุดเจาะขึ้นมาจากชั้นตะกอนที่อยู่ลึกลงไป 30 เมตรใต้พื้นทะเล บริเวณใกล้กับหน้าผาน้ำแข็งของอ่าว Pine Island Bay เมื่อปี 2017

ภาพจากฝีมือศิลปินจินตนาการถึงป่าฝนทางตะวันตกของทวีปแอนตาร์กติกา เมื่อ 90 ล้านปีก่อน

เมื่อนำแท่งของชั้นตะกอนดินดังกล่าวมาวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ ทีมผู้วิจัยพบร่องรอยของดินยุคโบราณ รวมทั้งเกสรดอกไม้และรากพืชจำนวนมาก ทำให้ทราบได้ว่าในยุคครีเทเชียส (Cretaceous) ที่ไดโนเสาร์ยังคงมีชีวิตอยู่นั้น พื้นที่ดังกล่าวมีสภาพเป็นป่าฝนที่เต็มไปด้วยบึงน้ำและพืชพรรณแบบเดียวกับที่พบบนเกาะใต้ของประเทศนิวซีแลนด์ในปัจจุบัน

เมื่อนำข้อมูลข้างต้นมาคำนวณด้วยการสร้างแบบจำลองคอมพิวเตอร์ ทีมผู้วิจัยพบว่าเมื่อ 90 ล้านปีก่อน พื้นที่ดังกล่าวน่าจะมีอุณหภูมิเฉลี่ยของทั้งปีที่ราว 12-13 องศาเซลเซียส แต่ในฤดูร้อนอาจมีอุณหภูมิสูงกว่า 20 องศาเซลเซียสขึ้นไป

อย่างไรก็ตาม ต้นไม้ที่ขึ้นในป่าฝนดึกดำบรรพ์ดังกล่าว จะต้องมีความสามารถพิเศษในการเอาชีวิตรอดจากฤดูหนาวที่ไม่มีแสงแดดของขั้วโลกใต้ ซึ่งกินเวลายาวนาน 3-4 เดือน

เรือสำรวจ “อาร์วี โพลาร์สเทิร์น” ขณะขุดเจาะพื้นทะเลใกล้หน้าผาน้ำแข็งของอ่าว Pine Island Bay เมื่อปี 2017

ดร. โยฮัน คลาเกส ผู้นำทีมวิจัยของ AWI อธิบายว่า "บางทีพืชโบราณเหล่านี้อาจมีวิธีจำศีลหรือปิดสวิตช์ร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพสูง ทำให้อยู่ในความมืดได้เป็นเวลานานและสามารถฟื้นคืนชีพมาใหม่เมื่อถึงฤดูกาลที่เหมาะสม ซึ่งถือเป็นการปรับตัวที่น่าสนใจมาก ปัจจุบันเรายังไม่พบพืชชนิดใดในโลกที่ทำได้แบบนี้ แต่ก็เชื่อว่าพืชสามารถมีวิวัฒนาการจนไปถึงจุดนั้นได้"

ศ. เจน ฟรานซิส ผู้อำนวยการองค์กรสำรวจเขตแอนตาร์กติกแห่งอังกฤษ (BAS) ซึ่งมีส่วนสนับสนุนการสำรวจครั้งนี้กล่าวเสริมว่า "ตลอดช่วงเวลาหลายร้อยล้านปีในอดีต มีอยู่หลายครั้งที่ผืนน้ำแข็งและธารน้ำแข็งขนาดใหญ่หายไปจากทวีปแอนตาร์กติกา"

"มีความเป็นไปได้สูงว่า บรรดาไดโนเสาร์ชนิดพันธุ์ต่าง ๆ อาศัยอยู่ในป่าฝนดึกดำบรรพ์ที่อบอุ่นใกล้ขั้วโลกใต้นี้ด้วย หากเราดูข้อมูลการสำรวจส่วนปลายของคาบสมุทรแอนตาร์กติก จะพบว่ามีฟอสซิลของไดโนเสาร์อยู่จำนวนมาก ทั้งพวกฮาโดรซอร์, ซอโรพอด และบรรพบุรุษของไดโนเสาร์ที่คล้ายนก"

ทีมนักวิทยาศาสตร์ตรวจสอบแท่งของชั้นตะกอนใต้ทะเล ที่ขุดขึ้นมาไว้บนเรือสำรวจ “อาร์วี โพลาร์สเทิร์น”

"สภาพอากาศอบอุ่นที่ขั้วโลกใต้เกิดขึ้นได้ แสดงว่ามีปรากฎการณ์เรือนกระจกเกิดขึ้นในยุคนั้นอย่างแน่นอน บรรยากาศโลกอาจมีความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์สูงถึง 1,000-1,600 ส่วนในล้านส่วน (ppm) ซึ่งสูงกว่าโลกยุคปัจจุบันอยู่ 2-4 เท่า"

"อย่างไรก็ตาม ถ้าเราไม่พยายามหยุดยั้งภาวะโลกร้อน เราอาจไปถึงจุดที่ขั้วโลกใต้กลับมีอากาศอบอุ่นเหมือนยุคโบราณ ในอีก 300 ปีข้างหน้าได้" ศ. ฟรานซิสกล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...