โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

มองภาพธุรกิจ "การศึกษา" เดินเกมหั่นค่าเทอม-จองตัวเด็ก

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 04 ม.ค. 2563 เวลา 03.01 น. • เผยแพร่ 03 ม.ค. 2563 เวลา 08.15 น.

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน แวดวงการศึกษาต่างได้รับผลกระทบจากอัตราการเกิดของประชากรที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ระดับ 30-50% กระทบต่อสถาบันการศึกษาในทุกระดับ อีกทั้งพฤติกรรมของนักเรียน-นักศึกษาที่เปลี่ยนไป ลดระดับความสำคัญการเรียนในมหาวิทยาลัยลง และให้น้ำหนักไปที่การเรียนรู้จากการทดลองทำจริง และที่สะท้อนในเชิงธุรกิจให้เห็นภาพชัดเจน คือ การขายกิจการมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะนักลงทุนจากจีน ที่ต้องการพลิกวิกฤตเป็นโอกาสใช้ศักยภาพของไทยในการรองรับนักศึกษาจีนที่พลาดหวังจากการสอบเข้ามหาวิทยาลัยในประเทศไม่ได้ เข้ามาเรียนที่ไทย โดยเฉพาะในหลักสูตรนานาชาติมากขึ้น

เริ่มที่มหาวิทยาลัยเกริก ที่ขายกิจการให้ บริษัท หมิงจัง อินเตอร์เนชั่นแนล เอ็ดดูเคชั่น ของนายฉางหมิง ในปี 2561 ตามมาด้วยมหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด โดยบริษัท ไชน่า หยู่ฮว๋า เอ็ดดูเคชั่น อินเวสเมนท์ (Chaina YuHua Education Investment) ไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ ในขณะเดียวกันยังมีมหาวิทยาลัยอีกไม่ต่ำกว่า 5-10 แห่งที่ยังอยู่ในระหว่างการเจรจากับนักลงทุนทั้งชาวไทยและนักลงทุนจากประเทศจีน ซึ่งทั้ง 2 มหาวิทยาลัยต่างให้เหตุผลของการซื้อขายกิจการไปในทิศทางเดียวกันว่า “ขาดสภาพคล่อง” ทางการเงิน เพราะรายได้หลักของมหาวิทยาลัย 80% คือ ค่าเทอมของนักศึกษา แน่นอนว่าเมื่อนักเรียนน้อยลง นั่นหมายถึงว่ารายได้จะปรับ “ลดลง” ตามไปด้วย

แต่กว่าจะมาถึงจุดที่ต้องตัดสินใจขายกิจการนั้น มหาวิทยาลัยที่ต้องเผชิญปัญหาต่างต้อง “ปรับตัว” ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการรัดเข็มขัด ลดต้นทุนที่ไม่มีความจำเป็น ฯลฯ แต่ใช่ว่าการปรับตัวเหล่านี้จะใช้ได้ผลกับทุกมหาวิทยาลัย เพราะแต่ละสถาบันการศึกษาต่างมี“ข้อจำกัด” มาเป็นตัวแปรสำคัญด้วย ข้อจำกัดที่ว่า คือ สถานที่ตั้งของมหาวิทยาลัยที่ไม่สะดวกในการเดินทางมาเรียน ทำให้ความน่าสนใจของนักศึกษาลดลงด้วย

ภายหลังจากดีลการซื้อขายมหาวิทยาลัยแสตมฟอร์ดผ่านไป แวดวงการศึกษาต่างจับตามหาวิทยาลัยเอกชนที่มีความเสี่ยงอาจต้องขายกิจการตามมาอีกเป็นระลอก โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยที่มีที่ตั้งในเส้นทางไปสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ และในมหาวิทยาลัยที่มีอายุไม่เกิน 10 ปี ทั้งนี้ ในปี 2563 นี้ อาจได้เห็นภาพการขายกิจการมหาวิทยาลัยที่กระจายตัวมากขึ้นแม้แต่มหาวิทยาลัยของรัฐอย่างเช่น สถาบันเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชมงคล และมหาวิทยาลัยราชภัฏที่อยู่ในพื้นที่ตามจังหวัดต่าง ๆ อาจต้องควบรวมสถาบัน หรือเป็นพาร์ตเนอร์ร่วมกันในแง่ของการจัดหลักสูตรร่วมกัน โดยใช้จุดแข็งที่ต่างคนต่างมีเข้ามาเสริมกัน อาจมีความเป็นไปได้

จากสถานการณ์ข้างต้น ทำให้แต่ละมหาวิทยาลัยปรับตัวท่ามกลางการแข่งขัน คือ 1) หั่นราคาค่าเทอม ลดราคาสู้กัน ในรูปของ “ทุนการศึกษา” ตั้งแต่ 10,000-50,000 บาท และ2) พัฒนาหลักสูตรที่ตลาดแรงงานต้องการเป็นหลัก เช่น แพทยศาสตร์ พยาบาลและผู้ช่วยพยาบาล และหลักสูตรที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมาก คือ เทคโนโลยีดิจิทัล โดยที่ไม่ได้พิจารณาถึงความพร้อมและศักยภาพที่มีอยู่ รวมถึงมีมหาวิทยาลัยชื่อดังเปิดหลักสูตรเหล่านี้อยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ในแวดวงการศึกษามองว่า 3) การรุกหลักสูตรออนไลน์ ทั้งในระดับปริญญาตรีและปริญญาโท ในบางสาขาที่มีความต้องการ และสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่และวัยทำงานที่ต้องการเพิ่มทักษะการทำงานตามพัฒนาการของเทคโนโลยี

การแข่งขันในตลาดการศึกษาปี 2563 นั้นจะทวีความรุนแรงมากขึ้น เพราะเมื่อลองสำรวจในแต่ลtมหาวิทยาลัยแล้ว ต่างยังคงใช้การลด-แลก-แจกและแถม และการให้ทุนการศึกษา รวมถึงขยายความร่วมมือไปยังโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายในพื้นที่ต่างจังหวัด เพื่อแนะแนวการศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยของตัวเอง อธิบายง่าย ๆ คือ การจองตัวเด็กล่วงหน้านั่่นเอง

การซื้อขายกิจการในแง่ของธุรกิจอาจดูเป็นเรื่องธรรมดา แต่สำหรับการซื้อขายกิจการมหาวิทยาลัยนั้น คนในแวดวงการศึกษาค่อนข้าง “กังวล” โดยเฉพาะประเด็น “คุณภาพหลักสูตร” ที่ถูกตั้งคำถามว่า หากนักลงทุนจีนเข้ามาถือหุ้นทั้งทางตรงและทางอ้อมแล้ว ผู้บริหารฝ่ายไทยสามารถเข้ามาดูแลเรื่องคุณภาพของหลักสูตรได้หรือไม่ จากคำถามดังกล่าว หน่วยงานกำกับดูแลอย่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ที่มีนายสุวิทย์ เมษินทรีย์ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการ สั่งระดมตั้งทีมจับตาผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น รวมถึงแจงว่า ยังไม่เกิดปัญหาตามที่มีข้อกังวลในขณะนี้

สุดท้าย หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการศึกษามองว่า การหลั่งไหลของนักศึกษาจีน แม้จะช่วยทดแทนส่วนของนักศึกษาที่หายไปจากระบบได้บ้าง แต่ต้องมีเครื่องมือ มาตรการ หรือกฎหมาย เพื่อกำกับดูแลไม่ให้กระทบต่อการศึกษาไทย โดยเฉพาะในประเด็น “คุณภาพ” รวมไปจนถึงประเด็นการแข่งขันในธุรกิจการศึกษาที่อาจจะฟาดฟันกันอีกนาน และจะเหลือเพียงมหาวิทยาลัยที่มีสายป่านเงินยาวเท่านั้นที่อยู่รอด ฉะนั้นภาครัฐควรป้องกันไว้ก่อน ดีกว่ามาแก้ปัญหาภายหลัง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...