โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรียน ป.ตรี เศรษฐศาสตร์ญี่ปุ่นยากไหม? เปิดใจ ‘ใบฝ้าย’ ดีกรีเด็กทุนรัฐบาลญี่ปุ่นในรั้ว『 Hitotsubashi University 』

Dek-D.com

อัพเดต 03 เม.ย. 2567 เวลา 03.13 น. • เผยแพร่ 03 เม.ย. 2567 เวลา 02.00 น. • DEK-D.com
“พี่ใบฝ้าย – พิชญาภา พิสุทธาดามงคล” นักเรียนทุนรัฐบาล ป.ตรี คณะเศรษฐศาสตร์ 『 Hitotsubashi University 』

สวัสดีค่ะชาว Dek-D ถ้าพูดถึงการไปเรียนต่อแดนอาทิตย์อุทัย ทุนที่คนส่วนใหญ่นึกถึงเป็นอันดับแรกก็คือ“ทุนรัฐบาลญี่ปุ่น”หรือ “ทุนมง” (Monbukagakusho: MEXT) มีตั้งแต่ระดับปริญญาตรี, วิจัย, วิทยาลัยเทคโนโลยี และวิทยาลัยอบรมวิชาชีพ ครอบคลุมค่าเรียน 100% ค่าตั๋วเครื่องบิน และค่าครองชีพให้มาบริหารเองก้อนใหญ่ที่สำคัญคือเครือข่ายนักเรียนทุนมงอบอุ่นมาก และการได้ทุนยังช่วยการันตีถึงความสามารถที่ไม่ธรรมดาอีกด้วย

แม้การแข่งขันจะสูง มีกระบวนการคัดเลือกอย่างเข้มข้น หลายคนก็รู้สึกถึงความคุ้มค่าที่จะเตรียมตัวเพื่อสมัครทุนนี้ให้ได้ วันนี้เรามีรีวิวน่าสนใจจาก“พี่ใบฝ้าย – พิชญาภา พิสุทธาดามงคล”บัณฑิตใหม่ที่เพิ่งเรียนจบสดๆ ร้อนๆ จากคณะเศรษฐศาสตร์『 Hitotsubashi University 』โดยพี่ใบฝ้ายให้เกียรติตอบรับคำเชิญจาก Dek-D มาแชร์ประสบการณ์สำหรับรุ่นน้อง และยังพร้อมสแตนด์บายให้คำปรึกษาน้องๆ ที่สนใจแบบ 1:1 ภายในงาน Dek-D’s Study Abroad Fair รอบเมษายน 2024 ด้วยนะคะ เช็กตารางรุ่นพี่และไฮไลต์ทั้งหมดได้เลย!

. . . . . . . . . .

โอฮาโยโกไซมัส!

ชวนทักทายผู้อ่านกันก่อนค่า

สวัสดีค่ะทุกคน พี่ชื่อ“ใบฝ้าย – พิชญาภา พิสุทธาดามงคล”เรียนจบ ม.ปลาย แผนวิทย์-คณิต-ญี่ปุ่น จากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาค่า

หลังจากติดทุนรัฐบาลญี่ปุ่น ใบฝ้ายไปเริ่มเรียนปรับภาษา 1 ปีที่ Tokyo University of Foreign Studies - 東京外国語大学 และสมัครเรียน ป.ตรี คณะเศรษฐศาสตร์ Hitotsubashi University 一橋大学 ปัจจุบันเรียนใกล้จบปี 4 แล้วค่ะ

เหตุผลที่สมัครทุนรัฐบาลญี่ปุ่น

เริ่มจากที่คุณแม่ทำงานบริษัทยาของประเทศญี่ปุ่น ต้องบินไปสำนักงานใหญ่ที่ญี่ปุ่นบ่อยมากๆ ตั้งแต่เด็กใบฝ้ายเลยมีโอกาสติดไปด้วย 3-4 ครั้ง แถมคุณตาคุณยายก็เป็นนักเรียนทุนมงทั้งคู่ เหมือนกับเราได้ยินประเทศนี้บ่อยจนรู้สึกผูกพันไปเลย

แล้วใบฝ้ายก็ตัดสินใจสมัครทุนมง ได้ยินมาเยอะเหมือนกันว่ายาก แต่ถ้าติดขึ้นมาคือคุ้มเพราะได้ลองใช้ชีวิตในต่างประเทศ ไม่ต้องจ่ายค่าเทอมเอง มีเงินค่าครองชีพให้รายเดือน* แล้วถ้าเกิดเรามีประวัติว่าเคยได้ทุนเต็มจำนวนตอน ป.ตรี จะเป็นแต้มต่อมากๆ สำหรับคนที่อยากสมัครทุนนี้ต่อในระดับ ป.โทค่ะ

*อ้างอิงจากระเบียบการรับสมัครของ ป.ตรี ปี 2024 ทุนมงจะให้เงินเดือน 117,000 เยน หรือประมาณ 30,420 บาทต่อเดือน ถ้ามีค่าใช้จ่ายเกินจากนี้เราต้องโปะเพิ่มเอง สำหรับใบฝ้ายเองจะพยายามทำให้พอ พยายามประหยัดด้วยวิธีต่างๆ เช่น ทำอาหารเอง ถ้าไม่ไกลเกินก็เดินแทนการนั่งรถ เพราะอากาศดีและได้ออกกำลังกายไปในตัวด้วยค่ะ

เปิดโพรไฟล์และวิธีเตรียมตัวเพื่อพิชิตทุนมงครั้งนี้

  • จบสายวิทย์-คณิต-ญี่ปุ่น รร.เตรียมอุดมศึกษา GPA ≈ 3.8
  • คะแนนวัดระดับภาษาญี่ปุ่น N2

ทุนมงจะมีให้เลือกสอบสายวิทย์ (Natural Science กับสายศิลป์ (Social Science & Humanities) วิชาที่สอบจะต่างกันค่ะเราจะต้องรู้คร่าวๆ ก่อนว่าอยากเรียนต่อคณะไหนเพื่อให้สมัครตรงสาย เช่น ใบฝ้ายอยากเข้า ป.ตรี คณะเศรษฐศาสตร์ เลยเลือกสอบของสายศิลป์ ตอนนั้นจะบังคับสอบแค่ 2 วิชาคือคณิตกับอังกฤษ ส่วนภาษาญี่ปุ่นจะสอบหรือไม่สอบหรือไม่สอบก็ได้ แต่หลังจากปี 2021 เป็นต้นมามีบังคับให้สอบภาษาญี่ปุ่นเพิ่ม และต้องยื่นคะแนนภาษาญี่ปุ่นด้วย (สังเกตว่าระยะหลังมีคนที่ได้ทุนจากหลากหลายโรงเรียนมากขึ้น)

ส่วนการเตรียมตัว ใบฝ้ายเองตั้งใจจะสอบหมอ ช่วงปิดเทอมขึ้น ม.6 ก็เลยเรียนพิเศษกับฝึกทำโจทย์วิชาเลขมาเยอะมาก เลยเหมือนเราได้เตรียมสอบไปในตัวแล้วค่ะ แต่มี 1 เดือนที่ฝึกทำข้อสอบเก่าทุนมงค่ะ เดือนนั้นจริงจังสุดๆ ลบแอปโซเชียลหมด แล้วโหลด BBC มาอ่านข่าวภาษาอังกฤษทุกวัน เวลาเจอศัพท์ยากๆ ก็จดออกมาท่อง // ส่วนตัวคิดว่าศัพท์ในข้อสอบทุนมงยากพอสมควรสำหรับเด็ก ม.6

รีวิวช่วงปรับภาษา (ปี 0) จนถึงสมัครมหาวิทยาลัย

ก่อนขึ้น ป.ตรี เด็กทุนมงจากทุกประเทศจะต้องเรียนปรับภาษาก่อน 1 ปี สายวิทย์แบ่งไปเรียนที่โอซาก้า (Osaka) ส่วนสายศิลป์จะได้เรียนที่ Tokyo University of Foreign Studies - 東京外国語大学 ทั้งหมด

ช่วงปรับภาษาจะเรียกกันว่า “ปี 0”เครียดตรงที่เรายังไม่รู้อนาคต เพราะยังไม่มีสถานะติดมหาวิทยาลัยไหน แต่ก็เป็นช่วงชีวิตที่สนุกและท้าทายสุดๆ เหมือนกัน เพราะจากอยู่ไทยมาตลอด ต้องเปลี่ยนมาใช้ชีวิตคนเดียวในหอที่ต่างประเทศ เปิดหูเปิดตากับสภาพแวดล้อมใหม่ๆ และปาร์ตี้กับเพื่อนบ่อยมาก อาจมีกดดันเวลาเห็นเพื่อนบางคนเขาอ่านหนังสือเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยกันหนักค่ะ

ต้องบอกก่อนว่าตอนนี้วิชาเปลี่ยนไปเยอะ ตอนใบฝ้ายเรียนจะมีวิชาเฉพาะ คือ Economics, Politics, International Relations และ History กับวิชาอีกกลุ่มคือภาษาญี่ปุ่น แยกเป็นวิชาฟัง-พูด-อ่าน-เขียน-ไวยากรณ์ส่วนตัวใบฝ้ายพอพูดกับฟังได้อยู่แล้ว แต่ต้องฝึกอ่านกับเขียนอีกเยอะ เพราะอ่านจับใจความไม่ค่อยได้ วิธีของเราคือฝึกอ่านบ่อยๆ ออกเสียงให้ตัวเองได้ยิน พอจบปี 0 ก็รู้สึกทำได้มากขึ้น

พอถึงช่วงใกล้จบเราต้องสมัครมหาวิทยาลัย ใบฝ้ายได้เข้าเรียนคณะเศรษฐศาสตร์ที่ Hitotsubashi University เรียกสั้นๆ ว่าฮิโต ถึงตอนนี้จะเปิดสอนเพียง 5 คณะแต่สายสังคมและเศรษฐศาสตร์ของดังมากกเป็นอันดับต้นๆ ของญี่ปุ่น อาจารย์เก่งๆ เยอะ หลายคนจบจาก Ivy League พูดภาษาอังกฤษได้ นักการเมืองกับนักเศรษฐศาสตร์หลายคนจบจากฮิโตค่ะ

*มีสถิติน่าสนใจด้วยว่าในบรรดามหาวิทยาลัยของญี่ปุ่น บัณฑิตช่วงอายุ 20-30 ปีที่จบจากฮิโต เงินเดือนเฉลี่ยสูงสุดเป็นอันดับ 2 ของประเทศ แต่ว่าตั้งแต่อายุ 40 เป็นต้นไปเป็นอันดับ 1 ค่ะ (อ้างอิงจากต้นทางแหล่งข่าวภาษาญี่ปุ่นเว็บไซต์ https://career.nikkei.com/knowhow/income/002328)

ความรู้สึกหลังจบปี 0 มาเจอปี 1

หลักๆ คือเจอศัพท์ภาษาญี่ปุ่นใหม่ๆ อีกเพียบ และวิธีพูดอาจารย์จะฟังยากกว่าตอนเรียนปรับภาษา เขาจะถือว่าคนในคลาสคล่องภาษาญี่ปุ่นกันแล้วบางคนจะพูดเสียงเบาเหมือนอยู่ในลำคอ ขนาดห้องเรียนใหญ่ขึ้น ถ้าเกิดโชคไม่ดีอาจเจอสภาพแวดล้อมเป็นอุปสรรค เช่นที่พีคสุดคือตอนปี 2 ใบฝ้ายเคยลงตัวยากวิชานึง พยายามเรียนได้ 3 คลาส แต่สุดท้ายต้องถอนเพราะเจอเสียงห้องข้างๆ เจาะผนัง! ตอนนั้นคือหลุดแบบหลุดไปเลยค่ะ

รีวิวภาพรวม 4 ปีในคณะเศรษฐศาสตร์

  • Economics ≠ Businessบางคนเข้าใจว่าเรียนเศรษฐศาสตร์แล้วจะเข้าใจธุรกิจ รู้ว่าขายอะไรถึงปัง ฯลฯ แต่จริงๆ เราไม่ได้มาเรียนกลยุทธ์ทางการตลาดเลย แกนหลักของเศรษฐศาสตร์คือการบริหารทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทุกอย่างมี Trade Off (การแลกเปลี่ยนหรือการตัดสินใจเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง) เช่น ทำงานมากขึ้น มีรายได้เพิ่ม ชอปปิงได้มากขึ้น แต่เวลาเราลดลง และความสุขเราก็ลดลงตามไปด้วย ดังนั้นใน 1 เดือนเราควรทำงานกี่ชั่วโมงถึงจะพอดี

  • เรียนเน้นเข้าใจคอนเซ็ปต์แล้วเอามาประยุกต์ น่าจะเหมือนกับหลายสาขาเลยค่ะ แต่จะยากตรงที่ประเทศญี่ปุ่นมีคำศัพท์เทคนิค (Technical Term) เป็นภาษาของเขาเองไม่ใช้คำทับศัพท์ภาษาอังกฤษที่เราคุ้นเคยกว่า เช่นคำว่า “เศรษฐศาสตร์จุลภาค” ภาษาอังกฤษคือMicroeconomicsส่วนภาษาญี่ปุ่นคือ ミクロ経済学 อ่านว่าMikuro keizaigaku

  • คลาสเรียนจะมี 2 แบบคือ Lecture ฟังอาจารย์บรรยาย และสำหรับคลาสประเภท Seminar ห้องละไม่เกิน 20 คน (เท่าที่เจอมาในคลาสมี 5-6 คนเอง)เช่น นักเรียนจะได้ Textbook ไปศึกษาและวิเคราะห์มาล่วงหน้าเพื่อมาอธิบายในคลาส ส่วนอาจารย์จะช่วยเสริมหรือถามต่อ ทำให้ยิ่งได้เก็บรายละเอียด เป็นวิชาที่เครียดแต่รู้สึกสนุกมากกว่าค่ะ

  • ใน 4 ปีนี้มีวิชาบังคับแค่ไม่กี่ตัว(มหาวิทยาลัยลงให้อัตโนมัติ) ส่วนใหญ่เป็นวิชาพื้นฐานต่างๆ เช่น Intro. to Economics, Statistics, Economic History และเลือกลง 2 วิชาจาก Basic Macroeconomics, Basic Microeconomics และ Basic Econometrics

  • จริงๆ แล้วเราสามารถลงวิชาตามความสนใจได้ตั้งแต่ปี 1 เลยค่ะ เพียงแต่ปี 2 จะเป็นปีที่เรากำลังเรียนวิชาพื้นฐานอยู่หรือลงจนครบแล้ว ทำให้เริ่มลงวิชาที่แอดวานซ์ขึ้นได้ (หลักสูตรจะกำหนดแค่ประมาณว่าต้องลงหมวดขั้นต่ำจำนวนหน่วยกิต หรือต้องลงวิชามาก่อนถึงลงเรียนวิชา__ได้) ความท้าทายคือจะต้องพยายามหาว่าตัวเองชอบกสาขาไหนใคนคณะ พื่อที่จะไปเข้า Main Seminar ตอนปี 3 ต่อไป

  • สำหรับ Main Seminar จะได้เรียนกับเพื่อนกลุ่มเดิมไปเลย 2 ปี แล้วอาจารย์ประจำวิชาก็จะเป็นที่ปรึกษาธีสิสให้กับเรา ตอนนั้นมีโอกาสลองเรียนไปเยอะเลยค่ะ

ตัวอย่างวิชาเรียน

Econometrics

ใบฝ้ายเริ่มสนใจและอยากทำงานเกี่ยวกับ Data Science เพราะเจอวิชานี้เลยค่ะถ้าแปล Econometrics เป็นไทยวิชานี้คือ“เศรษฐมิติ” เรียนการใช้สถิติและโมเดลทางคณิตศาสตร์มาอธิบายปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจ เช่น ถ้าเงินเฟ้อ % เท่านี้ GDP จะเพิ่มเท่าไหร่ เป็นต้น

จริงๆ วิชานี้มีระดับเบื้องต้น (Basic) กับระดับกลาง (Intermediate) แต่รุ่นพี่แนะนำให้ลงขั้นกลางก่อนเพราะสอนเป็นภาษาอังกฤษ ปรากฏว่าเจอเซอร์ไพรซ์เปลี่ยนอาจารย์ตอนรุ่นใบฝ้ายพอดี เรียนยากมากกกก ผ่านมาได้เพราะมีคนช่วยสอนอีกที แล้วก็ตัดสินใจเลือกเข้า Semi นี้ พอนึกย้อนกลับไป รู้สึกดีใจที่ตอนนั้นพยายามจนสุดๆ จนได้เจอทางที่ใช่

Development Economics

เรียนว่าเราจะพัฒนาเศรษฐกิจยังไงโดยเฉพาะในประเทศยากจน วิชานี้ไม่ได้เรียนเชิงเศรษฐศาสตร์จ๋าๆ แบบพวก Macroeconomics หรือ Microeconomics แต่จะเน้นไปที่การอธิบายปรากฎการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจเช่น ความเท่าเทียมทางเพศ สุขภาพ หรือการศึกษา ตัวอย่างเปเปอร์ที่อ่านในคลาสเค้าศึกษาว่าในปี 1920 มีความเหลื่อมล้ำทางเพศในกาารจ้างนักวงดนตรีออเคสตร้าหรือไม่ หรือ การสร้างโรงเรียนเพิ่มจะทำให้มีคนเรียนหนังสือเพิ่มมากขึ้นแค่ไหน เป็นต้น

Economic Statistics

วิชา “สถิติเศรษฐศาสตร์” เรียนเกี่ยวกับพวกดัชนีทางเศรษฐกิจต่างๆ ว่าแต่ละตัวคืออะไร คำนวณยังไง อะไรแบบนี้ ตัวอย่างชื่อดัชนี เช่น "ภาระเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า"เอาจริงต่อให้มาเป็นภาษาไทยยังไม่รู้เลยค่ะว่าคืออะไร (และคิดว่าหลายคนก็น่าจะไม่รู้) 555555 แล้วยังต้องมาเรียนเป็นภาษาญี่ปุ่นอีก

Rock Music

ใบฝ้ายชอบดนตรีและอยู่วงโยธวาทิตมาตั้งแต่เด็กๆ แต่ตอนแรกไม่ได้ชอบเพลงร็อคเลยแต่อยากแชร์มากว่าวิชานี้น่าสนใจค่ะ เราจะได้เรียนเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของเพลงแนวร็อคซึ่งมีต้นกำเนิดจากสหอาณาจักร (United Kingdom) มีการศึกษาว่าช่วงยุค 1960s สภาพสังคมเป็นยังไงบ้าง ทำให้เห็นวิวัฒนาการของเพลงร็อคที่สามารถสะท้อนสภาพสังคมของ UK ยุคนั้นได้ ส่วนการบ้านวิชานี้คือให้ฟังเพลงและเขียนรายงานส่ง สอนโดยอาจารย์ชาวแคนาเดียนที่ชอบดนตรีมากๆ และเคยเป็นพังค์ (Punk) มาก่อนด้วย! พอจบคลาสกลายเป็นคนฟังแต่เพลงร็อคเลยค่ะ 5555

สิ่งที่เกิดขึ้นในหัว เมื่อเด็กเศรษฐศาสตร์เล่นโซเชียล?

ถ้าอ่านข่าวหรือโพสต์อะไร เราจะวิเคราะห์อัตโนมัติว่าสมมติเกิดเหตุการณ์ A แล้วเกิด B ตาม ถ้ามีคนบอกว่า A ทำให้เกิด B แน่ๆ เราจะตั้งคำถามก่อนเลยว่ามันสัมพันธ์กันจริงๆ หรือว่าเกิดจากตัวแปรอื่นกันแน่ // หนึ่งในข้อความที่มักถูกหยิบมาพูดถึงในตำราบ่อยๆ คือ

กราฟยอดผู้เสียชีวิตจากปลาฉลาม (A) และยอดขายไอศกรีม (B) พุ่งสูงขึ้นในช่วงเดือน May-July

ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นภาพว่า “แนวโน้ม” (Trends) ที่เราเห็นว่ามันเกิดคู่กัน อาจมีตัวแปรอื่นอยู่เบื้องหลัง เราจะเห็นว่า A กับ B ไม่ได้เกี่ยวกันเลย แต่เพราะเกิดขึ้นในช่วงหน้าร้อน คนว่ายน้ำเยอะ อัตราผู้เสียชีวิตจากฉลามก็เลยเยอะขึ้น และในขณะเดียวกัน หน้าร้อนก็ทำให้คนซื้อไอศกรีมกันมากขึ้นด้วย

คำถามปิดท้าย สังคมญี่ปุ่นเรียนหนักมากจริงไหม?

จากประสบการณ์ส่วนตัว ใบฝ้ายรู้สึกว่าคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่มีชุดความคิดว่า เรียนจบต้องทำงานไปตลอดชีวิต ดังนั้นช่วงมหาวิทยาลัยคือโอกาสสุดท้ายที่จะได้เที่ยวและทำสิ่งที่อยากทำ

เพื่อนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ทำงานพิเศษกับเที่ยวเต็มที่มาก แล้วมาอ่านหนังสือตอนใกล้ๆ สอบเอากันทั้งนั้นค่ะ ถ้าถามว่าเรียนหนักมั้ย ถ้าเกิดพยายามเก็บเกี่ยวทุกอย่างจากคลาสอย่างใบฝ้าย ก็อาจรู้สึกว่าเหนื่อยหน่อยเพราะเนื้อหายาก แล้ววิชาที่ใบฝ้ายลงก็มีแต่ใช้คณิตหนัก ๆ

อีกอันที่เป็นตัวแปรสำคัญคือวิชาที่เลือกลง ในภาษาญี่ปุ่นจะมีคำว่า"Rakutan" แปลว่าวิชาที่ได้หน่วยกิตง่าย หมายถึงพวกวิชาที่เรียนชิล อาจารย์ตัดเกรดง่าย ไม่ต้องเข้าเรียนทุกคาบ ประมาณนี้ค่ะ เพื่อนญี่ปุ่นหลายคนก็เลือกลงแต่วิชาแบบนี้กัน

โบรชัวร์มหาวิทยาลัย

. . . . . . . . . .

You’re Invited!

เตรียมปรึกษา 1:1 กับพี่ใบฝ้ายตัวจริง
พบกันไบเทคบางนา 27-28 เม.ย. 2024 นี้

รอบนี้พิเศษมากก!! Dek-D’s Study Abroad Fairได้รับเกียรติจากรุ่นพี่นักเรียนทุนและจบนอกจากประเทศยอดนิยมตอบรับคำเชิญมาประจำบูธใหญ่ของพวกเรา เพื่อให้น้องๆ และผู้ปกครองในงานสามารถ Walk-in ปรึกษาได้ตัวต่อตัว ไม่ว่าจะเป็นรุ่นพี่ทุน Erasmus+ (ยุโรปและอเมริกา), Fulbright (อเมริกา), Chevening (สหราชอาณาจักร), DAAD (เยอรมนี), Franco-Thai (ฝรั่งเศส), ทุนรัฐบาลอิตาลี, จีน, เกาหลี, ญี่ปุ่น, ไต้หวัน, ทุนรัฐบาลไทย (ก.พ./UiS) รวมถึงรุ่นพี่จากมหาวิทยาลัยในสกอตแลนด์และออสเตรเลียโดย “ใบฝ้าย” จะสแตนด์บายที่บูธปรึกษากับน้องๆ แบบ 1:1 ในวันอาทิตย์ที่ 28 เมษายน 2024 นะคะ แล้วเจอกันนน!

เข้าสู่เว็บไซต์งานแฟร์ต่อนอก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...