โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รายงานพิเศษ : ‘เฝ้าระวัง’ เข้ม..กฎหมาย ป้องเด็กไทยจากบุหรี่ไฟฟ้า

แนวหน้า

เผยแพร่ 07 ส.ค. 2567 เวลา 17.00 น.

ปิดฉากเวทีประชุมวิชาการบุหรี่กับสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 22 ประกาศปฏิญญา “ปกป้องเด็กไทยจากบุหรี่ไฟฟ้า” เสียงเอกฉันท์ คงกฎหมาย “ห้ามนำเข้า-ขายบุหรี่ไฟฟ้า” ยกระดับบังคับใช้ก.ม. เข้มงวด เฝ้าระวังกลยุทธ์การค้าบุหรี่ไฟฟ้า WHO พร้อมหนุนทุกประเทศพัฒนานโยบายควบคุม สสส. เร่งเดินหน้าสานพลัง สร้างความตระหนักรู้ ชี้ บ้านต้องปลอดบุหรี่ทุกชนิด ห่วงเด็กเลียนแบบ หากเด็กเริ่มสูบบุหรี่ไฟฟ้า จะมีแนวโน้มสูบบุหรี่มวนเพิ่มขึ้น 5 เท่า สูบทั้งบุหรี่มวนและบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่ม 7 เท่า

โดยเมื่อเร็วๆ นี้ ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคีเครือข่ายควบคุมยาสูบ จัดแถลงข่าว “สานพลังปกป้องเด็กไทยจากบุหรี่ไฟฟ้า” ในการประชุมวิชาการบุหรี่กับสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 22

ดร.จักดิช เคอร์ ผู้เชี่ยวชาญระดับภูมิภาคด้านการควบคุมยาสูบ (Dr.Jagdish Kaur, Regional Advisor (Tobacco-Free Initiative) องค์การอนามัยโลกประจำภูมิภาคเอเชียใต้และตะวันออก กล่าวว่า บุหรี่ไฟฟ้ามีนิโคตินที่มีฤทธิ์เสพติดรุนแรงและอันตรายต่อสุขภาพ ไอบุหรี่ไฟฟ้าไม่ปลอดภัยและมีสารเคมีอันตราย ซึ่งอุตสาหกรรมบุหรี่ไฟฟ้ามุ่งเป้าทำการตลาดกับคนรุ่นใหม่ พัฒนาบุหรี่ไฟฟ้าให้มีรสชาติมากกว่า 1,000 กลิ่น เพื่อดึงดูดเด็กและเยาวชน ทุกประเทศควรดำเนินการอย่างเข้มงวดในการลดการใช้บุหรี่ไฟฟ้า โดยการบังคับใช้กฎหมาย/ระเบียบต่างๆ และพัฒนานโยบายที่เหมาะสม ดังนั้น WHO จึงสนับสนุนประเทศไทยคงกฎหมายห้ามนำเข้าและห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อปกป้องเด็กและเยาวชนจากบุหรี่ไฟฟ้า

ศ.พญ.สมศรี เผ่าสวัสดิ์ ประธานสมาพันธ์เครือข่ายแห่งชาติเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่ กล่าวว่า ขณะนี้การตลาดบุหรี่ไฟฟ้ามุ่งเป้าที่เด็กและเยาวชน ภาคีเครือข่ายควบคุมยาสูบทั้งหมดจึงเร่งขยายเครือข่ายครูและผู้ปกครองทั่วประเทศ เพื่อช่วยสร้างความรู้ และดูแลลูกหลานของเรา อีกทั้งฝ่ายปกครองและฝ่ายสาธารณสุขพร้อมช่วยกันตัดเส้นทางการกระจายบุหรี่ไฟฟ้าในจังหวัดต่างๆ ภาคีเครือข่ายควบคุมยาสูบทุกเครือข่ายมีแผนขับเคลื่อนในพื้นที่ของตนเพื่อปกป้องเด็กไทยจากบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งในฐานะผู้แทนจากภาคีเครือข่ายควบคุมยาสูบทั่วประเทศ ขอประกาศปฏิญญา สานพลังปกป้องเด็กไทยจากบุหรี่ไฟฟ้า ว่า 1. ขอเรียกร้องให้รัฐสภา“คงกฎหมายห้ามนำเข้าและห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้า”เพื่อคุ้มครองสุขภาพเด็ก และให้ความสำคัญกับอนาคตของชาติ มากกว่าผลกำไรและภาษี 2. ขอให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบังคับใช้กฎหมาย ยกระดับการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพ จริงจัง เคร่งครัด และไม่เรียกรับผลประโยชน์ 3. จะเฝ้าระวัง เปิดโปงกลยุทธ์การตลาดของผู้ค้าบุหรี่ไฟฟ้าที่ทำการตลาดล่าเหยื่อมุ่งเป้าเยาวชน และกลยุทธ์การแทรกแซงนโยบายของเครือข่ายบุหรี่ไฟฟ้าผ่านองค์กร บุคคล สื่อ ให้สังคมรับรู้ 4.จะร่วมมือกันส่งเสริมให้การไม่สูบบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้า เป็นค่านิยมดูแลสุขภาพตนเองและผู้อื่น ทั้งนี้ ขอเชิญชวนประชาชนทุกคนได้มาร่วมกันปกป้องเด็กและเยาวชนให้ห่างไกลบุหรี่ไฟฟ้า พบเห็นการกระทำความผิดเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า โทร. 1166 สายด่วนสคบ. และ 1599 สายด่วนตำรวจ

ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าเด็กและเยาวชน เป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญของธุรกิจยาสูบ สสส. จึงต้องเร่งสานพลังทุกภาคส่วน เสริมสร้างให้เด็กและเยาวชนมีชุดความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับพิษภัยของบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า คู่ขนานไปกับการบังคับใช้กฎหมาย ตาม พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 และการรณรงค์บ้านปลอดบุหรี่ทุกชนิด เพราะการสูบบุหรี่ของคนในครอบครัวมีผลต่อเด็กอาจเลียนแบบพฤติกรรม ส่งผลให้กลายเป็นนักสูบหน้าใหม่ได้จากข้อมูลการสำรวจนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ทั่วประเทศ 6,045 คน ตีพิมพ์ในวารสาร Tobacco control ปี 2567 ระบุว่า เยาวชนที่ไม่เคยสูบบุหรี่มาก่อน หากเริ่มสูบบุหรี่ไฟฟ้าจะมีแนวโน้มสูบบุหรี่มวนเพิ่มขึ้น 5 เท่า และมีแนวโน้มสูบบุหรี่ไฟฟ้าและบุหรี่มวนเพิ่มขึ้นถึง 7 เท่า ดังนั้นบุหรี่ไฟฟ้าถือว่าเป็นประตูสู่การสูบบุหรี่มวนและเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่มีผลกระทบต่อสุขภาพของเด็กและเยาวชนโดยตรง ทั้งนี้การขับเคลื่อนงานควบคุมยาสูบต้องอาศัยความรู้ทางวิชาการ ควบคู่กับการขับเคลื่อนภาคประชาสังคมและภาคนโยบาย สะท้อนถึงความเข้มแข็งของทุกภาคส่วนร่วมขับเคลื่อนการควบคุมยาสูบของไทยอย่างยั่งยืน

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า จากรายงานของกรมการปกครอง มีการจับกุมผู้ขายบุหรี่ไฟฟ้าให้แก่วัยรุ่นสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่ามีกลุ่มวัยรุ่นสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด สถานการณ์นี้ไม่สามารถมองเป็นเรื่องเล็กได้ เพราะเกิดผลกระทบต่อการเรียนการสอนและพัฒนาการที่ดีของเยาวชน ส่งผลให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ ต้องมีนโยบายในการปราบปรามปัญหานี้อย่างเร่งด่วน เพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อสุขภาพและอนาคตของเยาวชนไทย โดยมีแนวทางการป้องกันและควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าในสถานศึกษา ดังนี้ 1. เน้นย้ำสถานศึกษาในสังกัด ให้ป้องกัน ควบคุม และแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าในสถานศึกษา 2. ประสานสถานีตำรวจ ฝ่ายปกครอง หรือหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ วางแผนร่วมออกตรวจบริเวณหน้าประตูโรงเรียน รวมทั้งในและนอกสถานศึกษาทุกวัน และให้สถานศึกษาต้องเป็นที่ปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า 3. ให้สถานศึกษาบูรณาการให้องค์ความรู้ รู้เท่าทันพิษภัยของบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า 4. ให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา รวบรวมรายงานผลการดำเนินงานของสถานศึกษา

นพ.สุเทพ เพชรมาก เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ได้แต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนานโยบายสาธารณะประเด็นการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายเกี่ยวกับการควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพจากบุหรี่ไฟฟ้า และแสวงหาความร่วมมือจากหน่วยงานองค์กรภาคีเครือข่าย ได้จัดรับฟังความคิดเห็นและจัดเวทีสมัชชาสุขภาพ โดยมีการรับรอง “มติสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็น การปกป้องเด็กและเยาวชนจากบุหรี่ไฟฟ้า” เมื่อวันที่ 13 พ.ค. 2567 ดังนี้ 1. สร้างความตระหนักรู้ถึงภยันตรายและการเสพติดของบุหรี่ไฟฟ้าให้ถูกต้องและทันเหตุการณ์ 2. เฝ้าระวังและกำหนดมาตรการทางกฎหมาย หรือมาตรการ เพื่อกำกับการนำเสนอเนื้อหาสาระและการผลิตสื่อภาพยนตร์หรือสื่อวีดิทัศน์ 3. เพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับการบังคับใช้กฎหมาย 4. สร้างการมีส่วนร่วมของหน่วยงานภาครัฐ ภาคสังคม และภาควิชาการ กับกลไกในระดับชุมชนให้เข้ามามีส่วนร่วมการป้องกันและควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า 5. เป็นแบบอย่างที่ดีไม่สูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า รวมถึงปกป้องไม่ให้เด็กและเยาวชนสูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า 6. คงนโยบายห้ามนำเข้า ห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้า และป้องกันการแทรกแซงนโยบายด้านสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมยาสูบ ทั้งนี้ อยู่ระหว่างเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณา เห็นชอบเพื่อประกาศใช้เป็นนโยบายประเทศ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมทางสังคมที่เอื้อต่อการมีสุขภาพที่ดีของเด็กและเยาวชนไทย ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศในอนาคต

SCOOP@NAEWNA.COM

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...