โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 2566 ตรวจสอบคุณสมบัติ-วิธีลงทะเบียน-วิธีรับเงิน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 16 ส.ค. 2566 เวลา 12.08 น. • เผยแพร่ 16 ส.ค. 2566 เวลา 12.06 น.
ภาพ : เอเอฟพี (แฟ้มภาพ)

เปิดหลักเกณฑ์“เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 2566” ของกระทรวงมหาดไทย ที่มีการปรับปรุงล่าสุด คุณสมบัติผู้รับเบี้ยผู้สูงอายุฉบับใหม่ ใครมีสิทธิบ้าง ต้องใช้หลักฐานอะไร ปัจจุบันได้รับเงินเดือนละเท่าไหร่ พร้อมเปิดวิธีลงทะเบียน ปฏิทินการจ่ายเงิน-รับเงิน เงินจะเข้าบัญชีวันไหนบ้าง ขณะที่ตัวเลขผู้สูงอายุล่าสุดที่อายุเกิน 60 ปีขึ้นไปมีเกินกว่า 12 ล้านคนแล้ว

หลักเกณฑ์ใหม่การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 2566 กำลังเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจค่อนข้างมาก กรณีที่ กระทรวงมหาดไทย ปรับหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2566 โดยให้มีผลบังคับใช้ ตั้งแต่ 12 สิงหาคม 2566 ส่งผลทำให้หลายคนกังวลกับหลักเกณฑ์ดังกล่าวว่าจะส่งผลต่อ “ผู้สูงอายุ” อย่างไรบ้าง

แม้พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะออกมาบอกว่า “เป็นความเข้าใจผิด” และต้องรอให้คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ ซึ่งมีกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) ซึ่งเป็นฝ่ายเลขานุการ เป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์ออกมาอีกครั้ง

แต่กรณีดังกล่าวปฏิเสธไม่ได้ว่า ได้สร้างความวิตกให้กับครอบครัวผู้สูงอายุที่ใกล้จะครบ 60 ปี หรือจะครบ 60 ปีในปีนี้ อย่างกว้างขวาง และทำให้เกิดความสับสนปนความวิตกว่า พวกเขายังจะได้รับเงิน “เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ” ได้หรือไม่

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มว่า กรณีที่เป็นปัญหาสำหรับ ระเบียบการจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุฉบับใหม่ พ.ศ. 2566 ที่กระทรวงมหาดไทย เพิ่งประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2566 ที่ผ่านมา คือประเด็นคุณสมบัติของผู้ที่จะได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุในข้อ (4) ที่ระบุว่า “จะต้องเป็นผู้ไม่มีรายได้หรือมีรายได้ไม่เพียงพอแก่การยังชีพ” ตามที่คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ ตามกฎหมายว่าด้วยผู้สูงอายุกำหนด และอาจทำให้เกิดปัญหาการตีความคุณสมบัติผู้ที่จะได้รับเบี้ยยังชีพที่จะตามมา “การมีรายได้ไม่เพียงพอแก่การยังชีพ” จะกำหนดอย่างไร จากเดิมที่จะได้รับเงินนี้กันทุกราย

อัพเดตตัวเลขผู้สูงอายุปี 2566

ปี 2566 สังคมไทยได้สู่การเป็นสังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์แบบ เห็นได้ประชากรที่มีอายุเกิน 60 ปี จำนวนมากเกือบ 20% ของประชากรทั้งหมด

ข้อมูลของ กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ระบุว่า ณ สิ้นปี 2565 (31 ธ.ค.65) ประชากรชาวไทยที่มีอายุเกิน 60 ปี มีจำนวน 12,698,362 คน หรือคิดเป็น 19.21% ของประชากรทั้งหมด 66,090,475 คน ในจำนวนผู้สูงอายุกว่า 12 ล้านคนนี้ เป็นชาย 5.6 ล้านคน และหญิง 7.07 ล้านคน โดยกลุ่มที่มากที่สุด หรือประมาณครึ่งหนึ่ง คือกลุ่มที่มีอายุ 60-69 ปี

“เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ” คืออะไร

“เบี้ยผู้สูงอายุ” หรือ “เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ” หรือบางทียังเรียกติดปากกันว่า “เบี้ยคนชรา” เป็นสวัสดิการขั้นพื้นฐานที่ทางภาครัฐจัดสรรให้แก่ “ผู้สูงอายุ” ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป เพื่อช่วยเหลือและแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายการดำรงชีวิตในแต่ละเดือน เนื่องจากรายได้จากอาชีพผู้สูงอายุที่ทำอยู่ในแต่ละเดือนอาจไม่เพียงพอต่อการใช้จ่าย โดยแต่ละปีจะมีการเปิดให้ผู้ที่มีคุณสมบัติรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุรายใหม่มาลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิ หมายความว่า การรับเงินเบี้ยผู้สูงอายุจากภาครัฐ จะต้องละทะเบียนก่อน

สำหรับสาระสำคัญของ “หลักเกณฑ์ฉบับบล่าสุดได้มีการเพิ่มเติมในหมวด 1 คุณสมบัติของผู้มีสิทธิจะได้รับเงินเบี้ยยังชีพ ข้อ 6(4) ซึ่งระบุว่า “เป็นผู้ไม่มีรายได้ หรือมีรายได้ไม่เพียงพอแก่การยังชีพ ตามที่คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ ตามกฎหมายว่าด้วยผู้สูงอายุกำหนด”

เมื่อ ระเบียบของกระทรวงมหาดไทยล่าสุด มีผลบังคับใช้จากเดิมที่ผู้สูงอายุทุกคนจะได้รับสวัสดิการดังกล่าวจะเหลือเพียงผู้สูงอายุที่เข้าหลักเกณฑ์ข้างต้นเท่านั้น แล้ว จะมีใครบ้าง ที่มีสิทธิได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และมีขั้นตอนการขอรับสิทธิอย่างไร ต้องใช้หลักฐานอะไรบ้าง

ใครบ้างมีสิทธิได้รับเงิน “เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 2566”

1.มีสัญชาติไทย
2.มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
3.มีอายุ 60 ปี บริบูรณ์ขึ้นไป ซึ่งได้ยืนยันสิทธิขอรับเงิน เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
เป็นผู้ไม่มีรายได้หรือมีรายได้ไม่เพียงพอแก่การยังชีพ ตามที่คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ ตามกฎหมายว่าด้วยผู้สูงอายุกำหนด

การสิ้นสุดการรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 2566

1.ตาย
2.ขาดคุณสมบัติตามที่ระบุไว้ข้างต้น
3.แจ้งสละสิทธิการขอรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเป็นหนังสือต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ตนมีสิทธิได้รับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ
4.กรณีสิทธิได้รับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุดังกล่าวสิ้นสุดลงตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้บริหารท้องถิ่นหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนสั่งระงับการจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุสำหรับบุคคลดังกล่าว

หากผู้สูงอายุที่ไม่มีสิทธิได้รับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ แต่ได้รับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุด้วยความสุจริตให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนรายงานผู้บริหารท้องถิ่นทราบ เพื่อระงับการจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุต่อไป โดยยกเว้นการเรียกเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุคืน

รวมทั้งมีบทเฉพาะกาล ข้อ 17 ระบุว่าบรรดาผู้สูงอายุที่ได้ขึ้นทะเบียนและรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อยู่ก่อนวันที่ระเบียบนี้ใช้บังคับ ให้ยังมีสิทธิรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นต่อไป

การดำเนินการใดที่ดำเนินอยู่ก่อนวันที่ระเบียบนี้ใช้บังคับ ซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของระเบียบฉบับนี้ ให้ถือว่าการดำเนินการนั้น เป็นการดำเนินการโดยชอบด้วยระเบียบนี้แล้ว ดูประกาศฉบับเต็ม

ลงทะเบียนรับสิทธิเบี้ยผู้สูงอายุต้องทำอย่างไร

ผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 59 ปีบริบูรณ์สามารถไปลงทะเบียนรับเบี้ยยังชีพล่วงหน้าได้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.ของปีนั้น และเมื่ออายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ในปีถัดไป ก็จะได้รับเบี้ยผู้สูงอายุตั้งแต่เดือนตุลาคมในปีนั้น ๆ โดยสามารถไปลงทะเบียนรับเบี้ยยังชีพด้วยตัวเอง ได้ตั้งแต่วันที่ 1-30 พ.ย.ของทุกปี แต่ถ้าหากลงทะเบียนช้า หรือรอลงทะเบียนเมื่อครบ 60 ปีบริบูรณ์ ก็จะได้รับเงินในปีถัดไป

ทั้งนี้ผู้สูงอายุสามารถลงทะเบียนล่วงหน้าได้ตั้งแต่เดือนตุลาคมของทุกปี เป็นต้นไป โดยจะต้องเป็นผู้ที่เกิดก่อนวันที่ 2 กันยายน-1ตุลาคมของปีนั้น ๆ จึงจะลงทะเบียนล่วงหน้าได้ โดยเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินเบี้ยยังชีพถัดจากเดือนที่มีอายุครบ 60 ปี นั่นก็คือ เดือนตุลาคมปีนั้น ซึ่งก็คืออายุครบ 60 ปีเต็มในเดือนตุลาคม 2565 นั่นเอง

อายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ แต่ยังไม่เคยลงทะเบียน ต้องทำอย่างไร

สามารถลงทะเบียนได้ตั้งแต่เดือน มกราคม-กันยายน 2566 จะมีสิทธิได้รับเงินเบี้ยผู้สูงอายุ 2566 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมเป็นต้นไป (ปีงบประมาณ 2567)

หลักฐานการลงทะเบียน

การเตรียมหลักฐานเพื่อลงทะเบียนขอรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุจะต้องเตรียมเอกสาร ประกอบด้วย

1.กรณีลงทะเบียนด้วยตนเอง

1.สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน จำนวน 1 ชุด
2.สำเนาทะเบียนบ้าน จำนวน 1 ชุด
3.สำเนาสมุดบัญชีเงินฝาก (ออมทรัพย์) จำนวน 1 ชุด

2.กรณีผู้สูงอายุไม่สามารถไปลงทะเบียนได้ด้วยตัวเอง ต้องเตรียมเอกสารเพิ่ม คือ

1.หนังสือมอบอำนาจ (ยื่นแบบฟอร์มให้ติดต่อเจ้าหน้าที่โดยตรง)
2.สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้รับมอบอำนาจ จำนวน 1 ชุด
3.สำเนาทะเบียนบ้านของผู้รับมอบอำนาจ จำนวน 1 ชุด

สถานที่ในการขึ้นทะเบียน

  • จุดบริการ ใน กทม. สำนักงานเขต 50 เขต
  • กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)
  • อบต.(องค์การบริหารส่วนตำบล) หรือ เทศบาลที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน

ทั้งนี้ การรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุนั้น ผู้สูงอายุสามารถดำเนินการได้ด้วยตัวเอง หรือมอบอำนาจให้ผู้อื่นไปดำเนินการแทน

จำนวนเงินเเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุได้กันเท่าไร

สำหรับการรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 2566 ภาครัฐจะโอนเงินให้ทุกวันที่ 10 ของทุกเดือน หากเดือนใดวันที่ 10 ตรงกับวันหยุดราชการจะจ่ายให้ในวันทำการก่อนวันหยุดนั้น และเป็นการจ่ายรายเดือนแบบขั้นบันได ดังนี้

1.ผู้สูงอายุ อายุ 60-69 ปี ได้รับเงิน 600 บาท
2.ผู้สูงอายุ อายุ 70-79 ปี ได้รับเงิน 700 บาท
3.ผู้สูงอายุ อายุ 80-89 ปี ได้รับเงิน 800 บาท
4.ผู้สูงอายุ อายุ 90 ปีขึ้นไป ได้รับเงิน 1,000 บาท

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...