โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

โชว์บัญชี 'เงินเดือน-เงินวิทยฐานะ-ค่าตอบแทนพิเศษ'ครู 'พอ-ไม่พอ' ใช้หนี้ธ.ออมสิน??

MATICHON ONLINE

อัพเดต 22 ก.ค. 2561 เวลา 16.00 น. • เผยแพร่ 22 ก.ค. 2561 เวลา 05.55 น.

กรณีกลุ่มครูมหาสารคาม ประกาศปฏิญญามหาสารคาม เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2561  โดยเรียกร้อง 1.ขอให้รัฐบาลและธนาคารออมสินพักหนี้โครงการสวัสดิการเงินกู้การฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) ทุกโครงการ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2561 เป็นต้นไป และ 2. ลูกหนี้ ช.พ.ค. จำนวน 4.5 แสนคน จะยุติการชำระหนี้กับธนาคารออมสินตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2561 เป็นต้นไป

ต่อมาธนาคารออมสินมีหนังสือเวียนถึงกรรมการผู้จัดการ/หัวหน้าสำนักงานเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2561 เรื่องขอให้เร่งดำเนินการฟ้องคดีกับลูกหนี้สินเชื่อครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่ไม่เข้าร่วมมาตรการผ่อนปรนเงื่อนไขการชำระหนี้ โดยถ้าลูกหนี้คนไหน ผิดนัดชำระหนี้และได้ส่งจดหมายบอกกล่าวไปแล้ว ให้เร่งฟ้องคดีทันที โดยกำชับว่าให้ฟ้องภายในเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2561 ส่วนคนไหนที่ผิดนัด แต่ธนาคารยังไม่ส่งจดหมายเตือน ก็ให้รีบเตือนภายในเดือนกรกฎาคมนี้ และเร่งฟ้องร้องในเดือนสิงหาคม 2561

แม้ธนาคารออมสินจะออกตัวว่าหนังสือเร่งรัดฟ้องร้อง ไม่เกี่ยวกับปฏิญญามหาสารคาม ด้วยเป็นการทวงหนี้ปกติ แต่ทั้งนี้ด้วยไทม์ไลน์ที่ใกล้เคียงกัน จึงเลี่ยงความเข้าใจผิดได้ยาก

ทั้งนี้ เรื่องดังกล่าวเกิดการถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง ฝ่ายหนึ่งมองว่าครูมีเงินเดือนน้อย ไม่เพียงพอที่จะใช้จ่ายหนี้ ขณะที่อีกฝ่ายมองว่าเงินเดือนของครูไม่น้อย แต่ปัญหาคือขาดวินัยทางการเงิน

“มติชน” จึงได้หาข้อมูลพบว่าฐานเงินเดือนของครูและบุคลากรทางการศึกษา ตามพ.ร.บ.เงินเดือน เงินวิทยฐานะและเงินประจำตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลกรทางการศึกษา(ฉบับที่ 3) พ.ศ.2558 ซึ่งเป็นกฎหมายฉบับล่าสุด มีดังนี้

เงินเดือนขั้นต่ำ/ขั้นสูงของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ปัจจุบัน ดังนี้ ครูผู้ช่วย ขั้นต่ำ 15,050 บาท ขั้นสูง 24,750 บาท , ครูคศ.1  ขั้นต่ำ 15,440 บาท ขั้นสูง 34,310 บาท, ครูคศ.2  ขั้นต่ำ 16,190 บาท ขั้นสูง 41,620 บาท, ครูคศ.3  ขั้นต่ำ 19,860 บาท ขั้นสูง 58,390 บาท , ครูคศ.4  ขั้นต่ำ 24,400 บาท ขั้นสูง 69,040 บาท ,  และ ครูคศ.5 ขั้นต่ำ 29,980 บาท ขั้นสูง 76,800 บาท

(หมายเหตุ : โดยปกติเงินเดือนครูจะไต่ระดับไปเรื่อยๆ ตามลู่วิ่งของตัวเอง จนชนเพดานสูงสุดในแต่ละอันดับ เมื่อชนเพดานแล้วก็จะขยับไปกินเงินเดือนในลู่วิ่งต่อไปโดยอัตโนมัติ เช่น ครูผู้ช่วย กินเงินเดือนต่ำสุด 15,050 บาท ไปจนถึง 24,750 บาท เมื่อชนเพดานแล้ว ก็จะขยับไปกินเงินเดือนในระดับใกล้เคียงของเดิมในลู่วิ่งต่อไปคือคศ.1 โดยอัตโนมัติ เช่น เมื่อชนเพดานเงินเดือนสูงสุด 24,750 บาท ในลู่วิ่ง ครูผู้ช่วย ก็จะขยับไปกินเงินเดือนในลู่วิ่งครูคศ.1 ในเงินเดือน 25,240 บาท และจะวนลูปแบบนี้ไปจนถึงครูคศ.5  แต่สำหรับคนที่ต้องการให้เงินเดือนขยับสูงขึ้นเร็วกว่าระบบปกติ จะมีระบบฟาสแทร็กคือการทำวิทยฐานะเพื่อให้เลื่อนขั้นเงินเดือนเร็วขึ้น และวิทยฐานะดังกล่าว ก็ยังมีเงินวิทยฐานะด้วย โดยระบบวิทยฐานะ มีขึ้นก็เพื่อจูงใจให้ครูพัฒนาตัวเอง เพื่อนำความรู้ไปพัฒนานักเรียนต่อ แต่ทั้งนี้การทำวิทยฐานะในแต่ละระดับซึ่งไล่ตั้งแต่วิทยฐานะชำนาญการ(ชน.) ชำนาญการพิเศษ(ชนพ.) เชี่ยวชาญ(ชช.)และเชี่ยวชาญพิเศษ(ชชพ.) นั้นจะมีเงื่อนไขของแต่ละระดับอยู่ เช่น ครูผู้ช่วย จะยื่นขอทำวิทยฐานะชำนาญการได้ จะต้องรับราชการมาแล้วไม่ต่ำกว่า 2 ปี  ก็ขยับมาเป็นครูคศ.1 จึงจะมีสิทธิทำผลงานเพื่อยืื่นขอรับการพิจารณามีวิทยฐานะชำนาญการได้ เป็นต้น)

 

สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีวิทยฐานะ จะมีอัตราเงินวิทยฐานะ ดังนี้ วิทยฐานะชำนาญการ(ชน.)  3,500 บาท (เงินเดือนอยู่ในลู่วิ่ง คศ.1) , วิทยฐานะชำนาญพิเศษ(ชนพ.)  5,600 บาท (เงินเดือนอยู่ในลู่วิ่ง คศ.2), วิทยฐานะเชี่ยวชาญ(ชช.) 9,900 บาท (เงินเดือนอยู่ในลู่วิ่ง คศ.3) , วิทยฐานะเชี่ยวชาญพิเศษ(ชชพ.) 13,000 บาท(เงินเดือนอยู่ในลู่วิ่ง คศ.4) , 15,600 บาท (เงินเดือนอยู่ในลู่วิ่ง คศ.5) (อัตราเงินเดือนแต่ละอันดับ ดูตารางเงินเดือนขั้นต่ำขั้นสูงด้านบนประกอบ)

(หมายเหตุ ตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา ได้แก่ รองผู้อำนวยการโรงเรียนและผู้อำนวยการโรงเรียน ส่วนตำแหน่งผู้บริหารการศึกษา ได้แก่ รองผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ และ ผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ)

 

ทั้งนี้ ไม่เพียงแค่เงินเดือนและเงินวิทยฐานะเท่านั้น ครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีวิทยฐานะตั้งแต่ชำนาญการพิเศษขึ้นไป ยังจะได้รับเงินค่าตอบแทนพิเศษโดยอัตโนมัติอีกด้วย ซึ่งเงินค่าตอบแทนพิเศษดังกล่าว จะมีอัตราเท่ากับเงินค่าวิทยฐานะ ทั้งนี้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี(ครม.)สมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีซึ่งยังคงมีผลมาถึงปัจจุบัน ซึ่งมีอัตราดังนี้ ค่าตอบแทนพิเศษสำหรับวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ 5,600 บาท, ค่าตอบแทนพิเศษสำหรับเชี่ยวชาญ 9,900 บาท และค่าตอบแทนสำหรับวิทยฐานะเชี่ยวชาญพิเศษ 13,000/15,600 บาท (ยกเว้นวิทยฐานะชำนาญการ ที่ไม่ได้รับค่าตอบแทนพิเศษ) และเงินตอบแทนพิเศษดังกล่าว มีเฉพาะข้าราชการครูเท่านั้น ข้าราชการอื่นไม่มี แม้แต่อาจารย์มหาวิทยาลัยก็ไม่มี

(ฉะนั้นวิทยฐานะ+ค่าตอบแทนพิเศษ มีดังนี้ วิทยฐานะชำนาญพิเศษ(ชนพ.) 5,600+5,600 =11,200 บาท ,  วิทยฐานะเชี่ยวชาญ(ชช.)  9,900+9,900 = 19,800 บาท, วิทยฐานะเชี่ยวชาญพิเศษ(ชชพ.) คศ.4 13,000+13,000=26,000 บาท, (คศ.5) 15,600+15,600 = 31,200 บาท)

ด้านนายอดิศร เนาวนนท์ คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏ(มรภ.)นครราชสีมา ให้สัมภาษณ์ว่า ส่วนใหญ่ครูเกษียณอายุราชการด้วยเงินเดือนอยู่ที่ 50,000 บาท แต่ที่บ่นกันว่าเงินไม่เพียงพอที่จะใช้หนี้ ก็เนื่องจากเงินวิทยฐานะและเงินค่าตอบแทนพิเศษไม่ได้ถูกนำมาคิดคำนวณในเงินบำเหน็จบำนาญ ตัวอย่างเช่น สมัยยังเป็นครูประจำการ รับเงินเดือนอยู่ที่ 50,000 บาทและครูส่วนใหญ่มีวิทยฐานะอยู่ที่ชำนาญการพิเศษ ซึ่งจะได้เงินวิทยฐานะ 5,600 บาท บวกอีก 5,600 บาท(ค่าตอบแทนพิเศษ) รวมเป็น 11,200+50,000 บาท แต่เมื่อเกษียณอายุราชการ เงินวิทยฐานะและค่าตอบแทนพิเศษดังกล่าวไม่ได้รับ และไม่ได้ถูกนำมาคิดคำนวณเป็นเงินบำเหน็จบำนาญด้วย ยิ่งกว่านั้น เงินเดือนยังโดนหักไปอีก 30-40% ตามอายุราชการ เพราะครูส่วนใหญ่รับราชการอยู่ที่ 30 ปี ฉะนั้นเงินเดือน 50,000 บาท ก็จะถูกหักไปประมาณ 30-40% เหลือรับบำเหน็จบำนาญจริงอยู่ที่ 30,000-40,000 บาท

นายอดิศร กล่าวต่อว่า สำหรับครูประจำการนั้น เงินเดือนเหลือเฟือแน่นอน ไม่มีปัญหาในการชำระหนี้ เพราะก่อนเกษียณ ส่วนใหญ่เงินเดือน 50,000 บาทเมื่อรวมกับเงินวิทยฐานะชำนาญการพิเศษและค่าตอบแทนพิเศษ 5,600+5,600 บาท จึงใช้จ่ายได้สบาย อย่างไรก็ตามครูส่วนหนึ่งที่กู้โครงการการฌาปนกิจช่วยเหลือเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา(ช.พ.ค.) นั้น เพราะเข้าใจว่าเป็นเงินค่าทำศพ คือปกติสมาชิกช.พ.ค.จะต้องจ่ายค่าทำศพให้เพื่อนครูที่เสียชีวิต ศพละ 1 บาท ซึ่งแต่ละเดือน มีครูเสียชีวิตประมาณ 600-700 คน หรือจ่ายเงินช.พ.ค.ราวๆ เดือนละ 600-700 บาท โดยเงินค่าทำศพที่ทายาทจะได้รับดังกล่าวนั้น ครูก็เข้าใจว่าเป็นการกู้เงินค่าทำศพดังกล่าวมาใช้ โดยไม่ต้องการให้ทายาท ต้องการกู้มาใช้เอง แต่ไม่รู้เลยว่าแท้จริงแล้วเป็นเงินในอนาคตแถมดอกเบี้ยสูงมาก และบริษัททิพยประกันภัยก็บังคับให้ทำประกันชีวิตตลอดสัญญาโดยหักทันทีที่กู้ อย่างโครงการ ช.พ.ค.รุ่นแรกๆ ดอกเบี้ย MLR – 0.5% รุ่นหลังๆ MLR -0.85% หลังจากนั้นก็เป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัวซึ่งสูงมาก แต่ที่ครูต้องกู้ช.พ.ค. เพราะไม่มีช่องทางการอื่น ไม่มีทางเลือก เนื่องจากการกู้ธนาคาร ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ครูกู้ไม่ได้ เพราะไม่มีหลักทรัพย์

“ก่อนที่จะขอโอนไปเป็นอาจารย์ ผมเคยเป็นครูประถม เคยเป็นครูใหญ่  ผมเคยกู้ ช.พ.ค.ไปซื้อที่นา ทิพยประกันภัยบังคับทำประกันชีวิตตลอดสัญญา หักไปทันทีที่กู้ 6 หมื่นบาท แถมดอกเบี้ยสูงมาก กู้ไปปีกว่าๆ เจอดอกเบี้ยแพง เลยเข็ด รีบไปกู้ที่อื่นมาปิดบัญชี ปิดบัญชีแล้วได้เงินประกันคืนมาแค่หมื่นเดียว” นายอดิศร กล่าวและว่า ครูส่วนใหญ่กู้มาทำธุรกิจหรือไม่ก็ทำการเกษตร แต่เนื่องจากเกิดความผิดพลาดเพราะทำธุรกิจไม่เป็น เลยเกิดปัญหา แต่ถามว่าครูที่กู้มาใช้จ่ายไม่เหมาะสม มีไหม อย่างพวกเล่นพนัน ก็มี แต่เป็นส่วนน้อยมาก

ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้าเป็นครูประจำการ ไม่น่ามีปัญหาเรื่องไม่มีเงินชำระหนี้ใช่หรือไม่ นายอดิศร กล่าวว่า ไม่มีปัญหาแน่นอน เพราะก่อนเกษียณ ครูส่วนใหญ่เงินเดือนอยู่ที่ 50,000 บาท เมื่อรวมกับเงินวิทยฐานะ+เงินค่าตอบแทนที่ได้เท่ากับเงินวิทยฐานะอยู่ที่ 5,600+5,600 บาท ก็เท่ากับ 50,000+5,600+5,600 =61,200 บาท ก็ใช้จ่ายได้เหลือเฟือ

เมื่อถามต่อว่า ยิ่งครูที่มีวิทยฐานะเชี่ยวชาญและเชี่ยวชาญพิเศษ ก็ยิ่งมีรายได้สูงขึ้นใช่หรือไม่ อย่างเชี่ยวชาญ 9,900 +9,900 บาท เป็นต้น นายอดิศร กล่าวว่า ตามหลักการเป็นอย่างนั้น คือ วิทยฐานะชำนาญการพิเศษ ได้ 5,600+5,600 บาท เชี่ยวชาญ 9,900+9,900 บาท และ เชี่ยวชาญพิเศษ 13,000+13,000 บาท หรือ 15,600 +15,600 บาท ยกเว้นวิทยฐานะชำนาญการที่จะไม่ได้บวกในส่วนของค่าตอบแทนพิเศษ แต่ทั้งนี้ในความเป็นจริง ครูส่วนใหญ่ของประเทศ จะมีวิทยฐานะอยู่ที่ “ชำนาญการพิเศษ” เป็นส่วนใหญ่ คนที่ได้วิทยฐานะเชี่ยวชาญ มีน้อยมาก ยิ่งเชี่ยวชาญพิเศษ ทั่วประเทศมีไม่กี่ราย ซึ่งส่วนใหญ่เกษียณไปแล้ว ส่วนที่ถามว่าทำไมวิทยฐานะชำนาญการ ถึงไม่ได้รับค่าตอบแทนพิเศษ 3,500 บาทนั้น เรื่องนี้ตนตอบไม่ได้ อย่างคนที่เคยเป็นครูที่ได้รับวิทยฐานะชำนาญการ 3,500 บาท เมื่อโอนมาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย เงิน 3,500 บาท ก็ไม่ได้ด้วย(สมัยนั้นที่ยังรับโอน) เรื่องค่าตอบแทนพิเศษเท่ากับเงินวิทยฐานะนี้มีมาตั้งแต่สมัยนายทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกฯ ยังไม่มีการยกเลิกมาจนถึงทุกวันนี้ เหมือนอ้อยเข้าปากช้าง ที่เมื่อมีมติมาแล้ว ไม่มีรัฐบาลชุดไหนกล้าที่จะยกเลิก และค่าตอบแทนพิเศษดังกล่าวมีเฉพาะข้าราชการครูด้วย ข้าราชการอื่นไม่มี แม้แต่อาจารย์มหาวิทยาลัย ก็ไม่มีบวกค่าตอบแทนพิเศษให้

อย่างไรก็ตามเมื่อสอบถามไปทางสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.) ได้คำตอบว่า ครูที่มีวิทยฐานะ ชนพ. ชช. และชชพ. จะได้เงินตอบแทนพิเศษจริง และมีครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ได้วิทยฐานะ “เชี่ยวชาญพิเศษ” ทั่วประเทศตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันแค่ 6 คน ดังนี้ 1.นายนคร ตังคะพิภพ ผอ.โรงเรียนเบญจมเทพอุทิศ จ.เพชรบุรี 2.นางศรีลักษณ์ ผลวัฒนะ ครู โรงเรียนเบญจมราชาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขาวิทยาศาสตร์ (เคมี) 3.นางสาวพลพิมล ชาญชัยเชาวน์วิวัฒน์ ครู โรงเรียนบางมด สีสุกหวาดจวนอุปถัมภ์ สาขาวิทยาศาสตร์ (เคมี) 4.นายสมเดช ศรีแสง ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์ เขต 1 5.นางสาวรัตนา สถิตานนท์ ครู โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย (สาขาภาษาไทย) และ 6.นางกิตติกร คัมภีรปรีชา ศึกษานิเทศก์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 1 โดยปัจจุบันทั้งหมดได้เกษียณอายุราชการไปแล้ว

สำหรับกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันว่าวิทยฐานะ ไม่ได้ได้กันง่ายๆ นั้น จากข้อมูลสำนักงาน ก.ค.ศ. พบว่า ปัจจุบันมีข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีวิทยฐานะ ที่ยังประจำการอยู่โดยยังไม่เกษียณ มีดังนี้ วิทยฐานะเชี่ยวชาญพิเศษ(ชชพ.) ปัจจุบันไม่มี, เชี่ยวชาญ (ชช.) รับ 9,900+9,900 บาท จำนวน 545 คน ชำนาญพิเศษ(ชนพ.) รับ 5,600+5,600 บาท จำนวน 142,521 คน และชำนาญการ(ชน.) รับ 3,500 บาท จำนวน 147,911 คน ทั้งนี้จากครูและบุคลากรทางการศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)ที่ยังประจำการอยู่ทั้งหมด 692,560 คน

แต่อย่างไรก็ตามดังที่กล่าว หลังเกษียณอายุราชการ เงินวิทยฐานะและเงินตอบแทนพิเศษดังกล่าว จะไม่ได้นำมารวมกับเงินเดือนเพื่อคิดเป็นเงินบำเหน็จบำนาญ แต่จะคิดจากเงินเดือนเพียงอย่างเดียวซึ่งส่วนใหญ่อายุราชการอยู่ที่ 30 ปีฉะนั้นเงินบำนาญจึงเหลือโดยเฉลี่ยอยู่คนละ 30,000-40,000 บาท/เดือน จากก่อนเกษียณรับอยู่ที่ 50,000 บาทซึ่งกระทรวงศึกษาธิการ พยายามออกมาชี้แจงว่ากลุ่มคนที่ประกาศปฏิญญามหาสารคาม คือกลุ่มครูเกษียณอายุราชการ ส่วนครูประจำการ ยังคงมีวินัยในการจ่ายหนี้

ทั้งนี้ โครงการ ช.พ.ค.มีครูสมัครเป็นสมาชิกช.พ.ค. อยู่ 947,164 ราย ช.พ.ส.มีสมาชิกอีก 386,603 ราย ในจำนวนดังกล่าว มีข้าราชการครูที่เป็นลูกหนี้ธนาคารออมสินอยู่ประมาณ 4 แสนกว่าราย มูลหนี้รวมกว่า 4 แสนล้านบาท เฉลี่ยเป็นหนี้รายละ 1 ล้านบาท ใน 7 โครงการ มีผู้กู้โครงการ ช.พ.ค.1-7 จำนวน 484,435 บัญชี เป็นเงิน 418,937.94 ล้านบาท

โดยข้อมูลผู้กู้เงินโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค.1-7 รวบรวมโดยธนาคารออมสิน และ สกสค. อัพเดตเมื่อวันที่ 30 เมษยน 2561 มีดังนี้ โครงการ ช.พ.ค.1 วงเงิน 2 แสนบาท จำนวน 10,519 บัญชี เป็นเงิน 2,030.89 ล้านบาท, โครงการ ช.พ.ค.2 -โครงการ ช.พ.ค.3 วงเงิน 2 แสนบาท จำนวน 23,404 บัญชี เป็นเงิน 2,623.49 ล้านบาท, โครงการ ช.พ.ค.4 วงเงิน 2 แสนบาท จำนวน 4,803 บัญชี เป็นเงิน 624.04 ล้านบาท, โครงการ ช.พ.ค.5 วงเงิน 6 แสนบาท จำนวน 45,573 บัญชี เป็นเงิน 20,113.65 ล้านบาท, โครงการ ช.พ.ค.6 วงเงิน 1.2 ล้านบาท จำนวน 175,780 บัญชี เป็นเงิน 146,943.87 ล้านบาท, และโครงการ ช.พ.ค.7 วงเงิน 3 ล้านบาท จำนวน 223,499 บัญชี เป็นเงิน 238,586.99 ล้านบาท รวม 483,578 บัญชี เป็นเงิน 410,923 ล้านบาท

สำหรับอัตราดอกเบี้ยของโครงการ ช.พ.ค. 1-7 มีดังนี้

โครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค.2 และโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค.3 อัตราดอกเบี้ย MLR หรือร้อยละ 6.50 ต่อปี

โครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค.4 อัตราดอกเบี้ย MLR หรือร้อยละ 6.50 ต่อปี

โครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค.5 อัตราดอกเบี้ย MLR หรือร้อยละ 6.50 ต่อปี

โครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค.6 อัตราดอกเบี้ย MLR-0.5 หรือร้อยละ 6.00 ต่อปี

โครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค.7 อัตราดอกเบี้ย MLR-0.85 หรือร้อยละ 5.65 ต่อปี

โครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค.7 (ตั้งแต่ 1 เมษายน 2558) อัตราดอกเบี้ย MRR-0.85 หรือร้อยละ 6.15 ต่อปี

และโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ส.อัตราดอกเบี้ย MLR หรือร้อยละ 6.50 ต่อปี

(ส่วนโครงการเงินกู้ ช.พ.ค. 1 ทำกับธนาคารกรุงไทย)

 

อย่างไรก็ตามเมื่อ 7 พ.ค. 61 สกสค.ได้ทำบันทึกข้อตกลงหรือเอ็มโอยูใหม่กับธนาคารออมสินเพื่อผ่อนปรนเงื่อนไขชำระหนี้ โดยจากเดิม เงินค่าบริหารจัดการที่ธนาคารออมสินส่งคืนให้โครงการที่ 2-7 จำนวนร้อยละ 0.5 – 1 ผ่านกองทุนเงินสนับสนุนพิเศษและส่งเสริมความมั่นคงตามโครงการ ช.พ.ค.-ช.พ.ส. ซึ่งปีหนึ่งๆ คิดเป็น 2 พันกว่าล้านบาท/ปีนั้น ก็เปลี่ยนเป็นให้ธนาคารนำไปลดดอกเบี้ยให้แก่ครูที่มีวินัยการชำระหนี้ที่ดี แทน ทั้งนี้ หากใครยืนยันชำระหนี้เท่าเดิม ดอกเบี้ยที่ธนาคารคืนให้จะถูกนำไปลดเงินต้น ทำให้สามารถชำระหนี้หมดเร็วขึ้น ส่วนรายใดต้องการลดงวดเงินผ่อนจากอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง สามารถติดต่อมายังธนาคารออมสิน ขอปรับปรุงงวดผ่อนชำระตามอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงได้

เรียกว่าเป็นมาตรการผ่อนปรนเงื่อนไขการชำระหนี้ซึ่งมีผลใช้บังคับไปแล้วเมื่อเดือนมิ.ย. 61 ที่ผ่านมา โดยอัตราการปรับลดดอกเบี้ยใหม่ มีดังนี้

โครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค.2 และโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค.3 อัตราดอกเบี้ยเดิม MLR หรือร้อยละ 6.50 ต่อปี อัตราดอกเบี้ยใหม่ MLR-0.5 หรือร้อยละ 6.00 ต่อปี เท่ากับดอกเบี้ยลดลงร้อยละ 0.5 ต่อปี,

โครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค.4 อัตราดอกเบี้ยเดิม MLR หรือร้อยละ 6.50 ต่อปี อัตราดอกเบี้ยใหม่ MLR-0.75 หรือร้อยละ 5.75 ต่อปี เท่ากับดอกเบี้ยลดลงร้อยละ 0.75 ต่อปี,

โครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค.5 อัตราดอกเบี้ยเดิม MLR หรือร้อยละ 6.50 ต่อปี อัตราดอกเบี้ยใหม่ MLR-1.00 หรือร้อยละ 5.50 ต่อปี เท่ากับดอกเบี้ยลดลงร้อยละ 1.00 ต่อปี,

โครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค.6 อัตราดอกเบี้ยเดิม MLR-0.5 หรือร้อยละ 6.00 ต่อปี อัตราดอกเบี้ยใหม่ MLR-1.25 หรือร้อยละ 5.25 ต่อปี เท่ากับดอกเบี้ยลดลงร้อยละ 0.75 ต่อปี,

โครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค.7 อัตราดอกเบี้ยเดิม MLR-0.85 หรือร้อยละ 5.65 ต่อปี อัตราดอกเบี้ยใหม่ MLR-1.35 หรือร้อยละ 5.15 ต่อปี เท่ากับดอกเบี้ยลดลงร้อยละ 0.50 ต่อปี,

โครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค.7 (ตั้งแต่ 1 เมษายน 2558) อัตราดอกเบี้ยเดิม MRR-0.85 หรือร้อยละ 6.15 ต่อปี อัตราดอกเบี้ยใหม่ MRR-1.35 หรือร้อยละ 5.65 ต่อปี เท่ากับดอกเบี้ยลดลงร้อยละ 0.50 ต่อปี,

โครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ส.อัตราดอกเบี้ยเดิม MLR หรือร้อยละ 6.50 ต่อปี อัตราดอกเบี้ยใหม่ MLR-0.75 หรือร้อยละ 5.75 ต่อปี เท่ากับดอกเบี้ยลดลงร้อยละ 0.75 ต่อปี

ส่วนโครงการ ช.พ.ค.1 ทำร่วมกับธนาคารกรุงไทย จึงไม่ได้รับการลดดอกเบี้ย

ทั้งนี้เป็นที่มาที่ทำให้ธนาคารออมสินร่อนหนังสือเร่งรัดชำระหนี้ เนื่องจากมองว่าธนาคารเองก็มีมาตรการผ่อนปรนเงื่อนไขชำระหนี้แล้ว แต่ถ้ายังไม่เข้าโครงการอีกแล้วยังจะชักดาบ ก็จะให้ฝ่ายคดีเร่งรัดฟ้องร้องทันที

อย่างไรก็ตามกลุ่มครูที่ออกมาเคลื่อนไหว มองว่าเงื่อนไขโครงการเงินกู้ ช.พ.ค. ไม่เป็นธรรม ด้วยเหตุว่าธนาคารออมสินจับมือกับบริษัทแห่งหนึ่ง บังคับให้ทำประกันชีวิต โดยบังคับให้เริ่มทำประกันชีวิตตลอดสัญญา ตั้งแต่โครงการเงินกู้ ช.พ.ค.ที่มีเงินกู้เกินกว่า 6 แสนบาทขึ้นไป ส่งผลให้โครงการเงินกู้ช.พ.ค. ตั้งแต่โครงการที่ 5 -7 (วงเงินกู้ 6 แสนบาท, 1.2 ล้านบาท และ 3 ล้านบาท) จะต้องทำประกันชีวิตตลอดสัญญา 9 ปีกล่าวคือโดนหักเงินกู้ทันทีที่เริ่มกู้ และเมื่อครบ 9 ปีแล้วยังผ่อนหนี้ไม่หมด ก็จะต้องมาทำสัญญาประกันชีวิตใหม่โดยคิดจากเงินต้นที่เหลืออยู่ ซึ่งการทำประกันชีวิตดังกล่าว กลุ่มครูมองว่าไม่เป็นธรรมและไม่มีความจำเป็นต้องทำประกันชีวิต และมองว่ามีใครได้รับผลประโยชน์หรือไม่จากการที่ครูทำประกันชีวิตดังกล่าว นอกจากนี้มองว่าดอกเบี้ยที่ลดให้ดังกล่าว ยังแพงไป

ขณะที่ธนาคารและบริษัทชี้แจงว่าเรื่องประกัน ไม่ได้บังคับ แต่ขึ้นอยู่กับความสมัครใจ ที่ให้ทำประกันชีวิตก็เพื่อลดความเสี่ยงจากหนี้เสีย ด้วยเหตุว่ารายที่ทำประกันชีวิต จะใช้คนค้ำประกันน้อยกว่ารายที่ไม่ทำประกันชีวิต เช่น กรณีวงเงินกู้เกินกว่า 2,400,000 บาท แต่ไม่เกิน 3,000,000 บาท กรณีผู้กู้ ทำประกัน จะใช้ผู้ค้ำประกันแค่ 3 คน แต่ถ้าผู้กู้ไม่ทำประกัน จะใช้ผู้ค้ำประกัน 10 คน เป็นต้น ซึ่งเรื่องบุคคลค้ำประกันนั้น จะมีการกำหนดจำนวนผู้ค้ำประกันตามวงเงินกู้ และบอกด้วยว่าดอกเบี้ยที่ลดให้ดังกล่าว ถูกกว่าสินเชื่อบุคคลทั่วไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...