โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ศูนย์นิติฯ มธ.สรุป 14 ข้อเท็จจริงฟ้องเรียกค่าสินไหมแทนเหยื่อ ‘แพรวา 9 ศพ’

TODAY

อัพเดต 19 ก.ค. 2562 เวลา 00.46 น. • เผยแพร่ 19 ก.ค. 2562 เวลา 00.29 น. • Workpoint News

เหตุการณ์รถเก๋งเฉี่ยวชนกับรถตู้โดยสารบนทางด่วนโทลล์เวย์เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 2553 หรือประมาณ 9 ปีก่อน อุบัติเหตุในครั้งนั้นทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 9 ศพ และมีผู้บาดเจ็บอีก 5 ราย ทำให้ชื่อ 'แพรวา 9 ศพ' กลายเป็นกระแสอีกครั้ง เมื่อญาติผู้เสียชีวิตออกมาเรียกร้องค่าชดเชยจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลังคดีอาญาถึงที่สุดในชั้นอุทธรณ์มีคำพิพากษาลงโทษจำคุกแพรวา 2 ปี ให้รอลงโทษเป็นเวลา 4 ปี และคดีแพ่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 21,626,925 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันทำละเมิด แต่เวลาล่วงเลยมานานแล้วผู้เสียหายทั้งหมดยังไม่ได้รับการเงินชดเชยแต่อย่างใด

ล่าสุดศูนย์นิติศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะทนายยื่นฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายได้สรุป 14 ข้อเท็จจริงในคดี 'แพรวา 9 ศพ' ดังนี้

1. เหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างไร
เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2553 นางสาวแพรวา หรืออรชร (จำเลย) ขับรถยนต์พุ่งเข้าชนท้ายรถตู้สาธารณะ บนทางยกระดับอุตราภิมุข ซึ่งบรรทุกผู้โดยสารจำนวน 14 คน โดยส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาและบุคลากรของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นเหตุให้รถตู้คันดังกล่าวชนขอบทางยกระดับอย่างแรงส่งผลให้ผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก

2. ผู้เสียหายมีกี่คนมีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 9 คน บาดเจ็บ 5 คน

3. ศูนย์นิติศาสตร์ เข้าไปช่วยเหลือผู้เสียหายได้อย่างไร
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้มีคำสั่งให้ศูนย์นิติศาสตร์เข้าช่วยเหลือผู้เสียหายในคดีดังกล่าว โดยศูนย์นิติศาสตร์ได้จัดทนายความดำเนินการยื่นฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหาย รวม 13 คดี และเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการในคดีอาญา

4. คดีที่ฟ้องมีกี่คดี โจทก์กี่คน จำเลยกี่คน
คดีที่ฟ้องมีทั้งคดีอาญาและคดีแพ่ง ดังนี้
คดีอาญา พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้อง จำเลย 1 คน คือนางสาวแพรวาฯ
คดีแพ่ง โจทก์ 28 คน (13 คดี) จำเลย 7 คน ได้แก่
- จำเลยที่ 1 นางสาวแพรวาฯ
- จำเลยที่ 2 บิดานางสาวแพรวาฯ
- จำเลยที่ 3 มารดานางสาวแพรวาฯ
- จำเลยที่ 4 ผู้ให้ยืมรถ
- จำเลยที่ 5 สามีของจำเลยที่ 6 ซึ่งเป็นผู้นำรถไปฝากไว้กับจำเลยที่ 4
- จำเลยที่ 6 เจ้าของรถ
- จำเลยที่ 7 บริษัทประกันภัยซึ่งจำเลยที่ 6 ทำประกันภัยรถยนต์ไว้

5. ในคดีอาญา ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดอย่างไร
คดีอาญาถึงที่สุดในชั้นอุทธรณ์ โดยศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 2 ปี ให้รอลงโทษเป็นเวลา 4 ปี กับให้ทำงานบริการสังคมดูแลผู้ป่วยจากอุบัติเหตุ และห้ามขับรถยนต์จนกว่าจะมีอายุครบ 25 ปีบริบูรณ์

6. ในคดีแพ่ง ผู้เสียหายฟ้องอะไรบ้าง
โจทก์ทั้ง 28 คนฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 ถึง 7 เป็นเงินจำนวน 113,077,510 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ต่อมา จำเลยที่ 7 บริษัทนวกิจประกันภัย จำกัด (มหาชน) ซึ่งจำเลยที่ 5 และที่ 6 ผู้ครอบครองรถยนต์และได้ทำประกันไว้กับจำเลยที่ 7 ได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เต็มจำนวนตามกรมธรรม์ประกันภัย โจทก์ทั้ง 28 คนจึงถอนฟ้องจำเลยที่ 5 ถึง 7 และศาลได้มีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

7. ศาลชั้นต้นตัดสินอย่างไร
ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้จำเลยที่ 1 ถึง 3 จึงต้องร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ทั้ง 28 คน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 26,061,137 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันทำละเมิด และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 4

8. ใครอุทธรณ์คำตัดสินศาลชั้นต้นบ้าง  โจทก์ที่ 5 และที่ 11 ยื่นอุทธรณ์ขอให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดด้วย และจำเลยที่ 1-3 ยื่นอุทธรณ์

9. ศาลอุทธรณ์ตัดสินอย่างไร  ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมรับผิดให้แก่โจทก์ทั้ง 13 คดี และให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ต่อโจทก์ที่ 5 และที่ 11 ด้วย รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 21,626,925 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันทำละเมิด

10. ใครยื่นฎีกา  ทั้งโจทก์และจำเลยยื่นฎีกา โดยโจทก์ขอให้ศาลมีคำพิพากษาตามศาลชั้นต้น ส่วนจำเลยขอให้ศาลปรับลดค่าเสียหายลง

11. ศาลฎีกาตัดสินอย่างไร
ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ในแต่ละคดี และให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ต่อโจทก์ที่ 5 และที่ 11 ด้วย ซึ่งรวมค่าสินไหมทดแทนทุกคดีเป็นเงินทั้งสิ้น 25,261,164 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันทำละเมิด

12. ตอนนี้คดีอยู่ขั้นตอนไหน
ปัจจุบันอยู่ระหว่างส่งคำบังคับให้แก่จำเลยทั้ง 4 เพื่อให้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำบังคับ หากไม่ชำระภายในระยะเวลาที่กำหนดจะเข้าสู่กระบวนการบังคับคดี กล่าวคือ สืบค้นทรัพย์สินของจำเลยเพื่อยึด หรืออายัดทรัพย์สินเพื่อนำออกมาขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาชดใช้แก่โจทก์ต่อไป

13. กรณีนี้ผ่านมาเกือบ 9 ปีแล้ว หากจำเลยทั้ง 4 ได้โอนทรัพย์สินของตนไปยังบุคคลอื่น แนวทางการบังคับคดีจะทำอย่างไร
หากในระหว่างเวลาดำเนินคดีทั้งคดีแพ่งและคดีอาญาจำเลยทั้ง 4 มีการจำหน่าย จ่าย โอนทรัพย์สินไปยังบุคคลอื่น โดยทุจริตโดยรู้อยู่แล้วว่าจะเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ หรือ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกบังคับคดี ย่อมมีความผิดอาญาฐานโกงเจ้าหนี้ ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และสามารถร้องขอต่อศาลให้เพิกถอนนิติกรรมนั้น ๆ ให้กลับมาเป็นชื่อของจำเลย เพื่อให้โจทก์สามารถบังคับคดีต่อไปได้

14.ขั้นตอนการบังคับคดีมีกำหนดระยะเวลาอย่างไร
โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องร้องขอต่อศาลให้มีการบังคับคดีภายใน 10 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา กล่าวคือ โจทก์จะต้องดำเนินการออกหมายบังคับคดีเพื่อยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลย และเมื่อหมายบังคับคดีถูกส่งไปยังกรมบังคับคดี โจทก์มีหน้าที่ต้องไปตั้งสำนวนต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อขอให้ทำการยึดหรืออายัดและขายทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา โดยเจ้าหนี้จะต้องแถลงรายการทรัพย์สินต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี ภายใน 10 ปี

ขอบคุณข้อมูลจาก ศูนย์นิติศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- ราชสกุล เทพหัสดินฯ วอน สังคมแยกแยะ ขอให้เเพรวา ออกมาขอโทษ
- โฆษกยุติธรรม ตอบแม่แพรวา รัฐจ่ายเงินชดเชยแทนจำเลยไม่ได้
- “แม่แพรวา” พูดครั้งแรก ขอโทษเหยื่อหาเงินกว่า 26 ล้าน ชดใช้ไม่ทัน
- ญาติเหยื่อทวงความเป็นธรรม แห่ติด #แพรวา9ศพ พุ่งอันดับ 1 เทรนทวิตเตอร์
- เปิดใจเหยื่อ คดีแพรวา 9 ศพ ผ่านมา 9 ปี ยังไร้การเยียวยา
- แม่ ดร.เป็ด เหยื่อรถตู้ตกทางด่วน 9 ศพ วอนคู่กรณีช่วยเหลือบ้าง
- ตระกูล “เทพหัสดิน ณ อยุธยา” เอาผิดคนพาดพิง ชี้กรณี “แพรวา” เรื่องส่วนตัว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...