เป็นไปได้ไหมที่จะปลดพนักงานออกจากบริษัทด้วยความปรานี
หลังจากหัวหน้าชมว่าทำงานดีมาตลอด 2 ปี จู่ ๆ วันหนึ่ง อังเดร ซานโตส ก็โดนไล่ออก
ฝ่ายบุคคลโทรมาแจ้งข่าวนี้โดยบอกว่ามีผลโดยทันที ไม่มีคำอธิบายใด ๆ และเขาก็ไม่สามารถติดต่อหัวหน้าได้
ในตอนนั้น อังเดรมีลูกชายวัย 5 ขวบกับภรรยาซึ่งไม่ได้ทำงาน พวกเขาอาศัยอยู่ที่นครรีโอเดจาเนโร ประเทศบราซิล
"ผมตัวสั่นไปหมด" อังเดร เล่าให้บีบีซีฟัง "ตอนโทรศัพท์ดัง คุณคิดว่ามันเป็นเรื่องอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่เรื่องนี้ ตอนนั้นผมถึงได้ตระหนักว่าไม่มีหรอกที่เขาพูดกันว่า "เราเป็นครอบครัวเดียวกัน" จริง ๆ แล้วคือต่างคนต่างทำเพื่อตัวเอง"
เมื่อมองย้อนกลับไป จริง ๆ แล้วชีวิตอังเดรเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น เขากลายมาเป็นอินฟลูเอนเซอร์ในสายอาชีพของตัวเอง แต่ก่อนจะมาถึงจุดนั้นเขาต้องเผชิญกับภาวะซึมเศร้าจากการโดนไล่ออก
ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า เป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกใจที่คนคนหนึ่งจะรู้สึกเช่นนี้หลังถูกไล่ออกอย่างไม่สนใจไยดี แต่เรื่องก็ไม่จำเป็นต้องลงเอยเช่นนั้น
ความเป็นมนุษย์
Getty Images
เจมมา เดล อาจารย์จากคณะธุรกิจและกฎหมาย มหาวิทยาลัยลิเวอร์พูล จอห์น มัวร์ บอกว่า เราไม่อาจรู้ได้เลยว่าการถูกปลดออกจากงานจะส่งผลร้ายแรงแค่ไหนต่อคนคนหนึ่ง
เธอบอกว่าหัวหน้า "ไม่ควรลืมว่า คนที่ได้รับฟังข่าวนี้เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีครอบครัว มีความรับผิดชอบ และความฝัน"
โจดี กลิคแมน นักเขียนและผู้ก่อตั้งบริษัทให้คำปรึกษา "Great on the Job" เห็นด้วยและเสริมว่าการไล่ออกควรทำด้วยการคำนึงถึงความเป็นมนุษย์ของคนคนนั้นด้วยในระดับหนึ่ง
ไล่ออกอย่างปรานี
ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าวิธีไล่คนออกจากงานด้วยความปรานีไม่มีสูตรตายตัว แต่มีองค์ประกอบหลักอยู่ 3 อย่างคือ ความโปร่งใส ความเห็นอกเห็นใจ และแรงสนับสนุน
กลิคแมนบอกว่าไม่ควรแจ้งข่าวนี้โดยที่พนักงานไม่ได้ทันตั้งตัว
หากต้องปลดพนักงานเพราะบริษัทประสบปัญหา หัวหน้าก็ควรบอกที่มาของปัญหาอย่างโปร่งใสตรงไปตรงมา
Getty Images
กลิคแมนบอกว่า วิธีการไล่ออกบอกอะไรหลาย ๆ อย่างเกี่ยวกับวัฒนธรรมการทำงานของบริษัท
กลิคแมน บอกว่า หัวหน้าต้องตระหนักด้วยว่าการถูกปลดออกจากงานเป็นเรื่องยากแค่ไหน และควรจะช่วยแนะนำว่าพนักงานคนนั้นจะผ่านช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ไปได้อย่างไร
เดล บอกว่า การช่วยเหลือพนักงานสามารถทำได้หลายอย่าง ตั้งแต่ช่วยดูเรซูเม่ หรือเอกสารประวัติการทำงาน ช่วยเขียนเอกสารอ้างอิงสำหรับสมัครงานใหม่ และให้คำปรึกษาแบบตัวต่อตัว
ย้อนไปเมื่อปลายปีแล้ว วิชาล การ์ก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Better.com บริษัทด้านสินเชื่อจำนอง ประกาศไล่พนักงานออกทีเดียว 900 คน ผ่านการประชุมทางซูม
นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งของหัวหน้าที่ไร้ความเห็นอกเห็นใจต่อพนักงาน ผู้วิจารณ์บนโลกออนไลน์บอกว่าเขา "เยือกเย็น" "แข็งกระด้าง" และ "แย่มาก"
กลิคแมนบอกว่าการไล่คนออกไม่ควรเป็นสิ่งที่พูดกันในที่สาธารณะ เธอบอกว่าการไล่คนออกทีเดียว 900 คนผ่านซูม "รู้สึกได้ว่าเป็นการไม่เห็นอกเห็นใจ ถึงขั้นโหดร้ายเลยด้วยซ้ำเมื่อลองคิดดูว่าเป็นช่วงก่อนวันหยุดคริสต์มาสด้วย"
Getty Images
- 5 คำแนะนำสำหรับการทำงานที่บ้าน
- คดีข่มขืนดัง จุดกระแสต่อต้านวัฒนธรรมบังคับดื่มเหล้ากับที่ทำงานจีน
- ทำงานเกิน 10 ชม.บ่อย ๆ เพิ่มความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง
- คุณกำลังหมดไฟอยู่หรือเปล่า
เมื่อเกิดกระแสข่าววิจารณ์ไปทั่วโลก บริษัทประกาศว่านายการ์กจะพักงานไปสักพัก หลังตัดสินใจผิดพลาดหลายอย่างเรื่องการบริหารจัดการคนในบริษัท
ต่อมาเขาออกมาขอโทษที่ไม่ได้ "แสดงถึงความรู้สึกขอบคุณและให้เกียรติคนที่ได้รับผลกระทบว่าเคยทำอะไรให้ Better มาบ้าง"
กลิคแมนบอกว่า วิธีการไล่ออกบอกอะไรหลาย ๆ อย่างเกี่ยวกับวัฒนธรรมการทำงานของบริษัทนั้น โดยในกรณีของบริษัท Better เธอบอกว่ามีลักษณะ "toxic" หรือบรรยากาศ "เป็นพิษ" ทำร้ายสุขภาพจิตใจของพนักงาน
นอกจากนี้ เดลบอกว่าการกระทำเช่นนี้จะส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของบริษัทด้วย เมื่อมีชื่อเสียงไม่ดีก็อาจจะหาพนักงานเก่ง ๆ เข้ามาร่วมงานได้ยากขึ้น และก็ทำให้คนที่ยังทำงานกับบริษัทต่อไปรู้สึกเกรงกลัวด้วย
กลิคแมนบอกว่า เมื่อพนักงานออกจากบริษัทไป พวกเขาเหล่านั้นจะกลายเป็นเหมือน "ทูต" ของบริษัทเก่า หากต้องเจอกับประสบการณ์ที่ไม่ดี พวกเขาก็จะกลายเป็น "ศัตรู" ของบริษัทเก่าไปโดยปริยาย
กลิคแมนบอกว่า บริษัททุกบริษัท "อยากจะเป็นที่รู้จักในฐานะองค์กรที่เชื่อมั่นในพนักงาน เป็นองค์กรที่ลงทุนในตัวพนักงาน และทำสิ่งที่ถูกต้อง"
ไล่ออกแล้วก็ขอให้กลับมาทำงาน
Andre Santos
ตอนที่โดนไล่ออก อังเดรมีลูกชายวัย 5 ขวบกับภรรยาซึ่งไม่ได้ทำงาน พวกเขาอาศัยอยู่ที่นครรีโอเดจาเนโร ประเทศบราซิล
แน่นอนว่านั่นไม่ใช่ประสบการณ์ที่อังเดรเจอ แต่เขาก็ยืนยันว่าไม่ได้รู้สึกขุ่นเคืองใจกับบริษัทเก่าแล้ว
เขาเล่าว่างงมากที่หลายสัปดาห์ต่อมา บริษัทโทรมาขอให้เขากลับมาทำงานในตำแหน่งเดิมอีกครั้ง
"พวกเขาบอกว่าเรื่องที่เกิดเป็นความผิดพลาด และอยากให้ผมกลับไป แน่นอนผมบอกว่าไม่ ขณะนั้นผมยังไปสมัครงานที่ต่าง ๆ อยู่ ยังไม่ได้รับการเสนอให้เข้าทำงาน แต่ผมก็อยากจะเสี่ยงมากกว่า"
อังเดรเล่าว่าถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้โดนไล่ออกตอนนั้นก็คงจะลาออกเองในอีกไม่นานเพราะเขาไม่ได้รู้สึกว่าได้รับการต้อนรับเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรและองค์กรก็ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกกระตือรือล้นที่จะทำงาน
ทุกวันนี้ อังเดรผันตัวมาเป็นผู้ฝึกสอนด้านการขาย โดยสร้างเครือข่ายบนเว็บไซต์หางาน LinkedIn เป็นส่วนใหญ่ จนสามารถเปิดตัวธุรกิจบนช่องทางออนไลน์ได้แล้ว
เขาได้รับสถานะเป็น Top Voice เว็บไซต์ มีผู้ติดตามกว่า 3 แสนคน โดยโพสต์ของเขามีคนเข้าถึงมากกว่า 100 ล้านครั้ง
"เวลาเรามีงาน มันรู้สึกเหมือนเรามีค่ามากกว่าเดิม คนอยากจะมาเป็นเพื่อนเรา แต่พอถูกไล่ออก เพื่อนบางคนก็หายไป ภาวะขึ้น ๆ ลง ๆ แบบนี้ไม่ดีต่อสุขภาพเรา"
"ผมตระหนักว่าผมต้องลงทุนสร้างเครือข่ายและแบรนด์ของตัวเองเพื่อให้แน่ใจว่ามันจะมีมูลค่าเยอะเสมอ ไม่ว่าผมจะมีงานหรือไม่มีงานก็ตาม"
……………
ข่าว BBCไทย ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ ข่าวสด เป็นความร่วมมือของสององค์กรข่าว