โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Street Art ในกระแส Gentrification : ระหว่างการต่อต้านและสมยอม (จบ)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 02 มิ.ย. 2568 เวลา 07.52 น. • เผยแพร่ 22 พ.ค. 2568 เวลา 02.00 น.

พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ

Street Art ในกระแส Gentrification

: ระหว่างการต่อต้านและสมยอม (จบ)

หากพูดเฉพาะในแง่การแสดงออกซึ่งตัวตนในพื้นที่สาธารณะผ่านการเขียนหรือพ่นข้อความต่างๆ ลงบนผนังอาคาร สังคมไทยมีการทำสิ่งนี้มาอย่างยาวนาน ทั้งที่ปรากฏตามผนังห้องน้ำ ไปจนถึงผนังอาคารสาธารณะด้วยข้อความหลากหลายแบบ ทั้งประกาศอาณาเขต ตัวตนของกลุ่ม สถาบันการศึกษา ไปจนถึงการระบายอารมณ์ต่างๆ

เมื่อได้รับอิทธิพลจากตะวันตกมากขึ้นผ่านสื่อภาพยนตร์และวัฒนธรรมฮิปฮอปจากอเมริกา รูปแบบการเขียนและพ่นผนังในสังคมไทยก็เปลี่ยนแปลงไปตามสมัยนิยม ปรากฏการเขียน tag, bombing และ throw-up มากขึ้นในช่วงราวทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา

ภายหลังเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่จากวิกฤตต้มยำกุ้ง Graffiti และ Street Art ดูเสมือนว่าจะเติบโตขึ้นมาก อันเนื่องมาจากอาคารหลายหลังถูกทิ้งร้าง ซึ่งตึกร้างเหล่านี้ได้กลายมาเป็นผืนผ้าใบชั้นดีแก่คนที่ทำงาน Graffiti และ Street Art

แต่กระนั้น ในช่วงดังกล่าว งานเหล่านี้ไม่ได้ถูกมองในเชิงบวก (ไม่ต่างจากที่เคยเกิดขึ้นในโลกตะวันตก) ยังถูกมองว่าเป็นสิ่งสกปรก ผิดกฎหมาย และทำลายทรัพย์สินสาธารณะ

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในช่วงกลางทศวรรษ 2000 เมื่องาน Street Art เริ่มผันตัวเองเข้ามาอยู่ในพื้นที่หอศิลป์ โดยงานที่สำคัญคือ การรวมตัวของคนทำงาน Street Art 16 คน มาจัดแสดงงาน ณ หอศิลป์กรุงเทพมหานคร (BACC) ในชื่องานว่า FOR Wall Painting พ.ศ.2554 ซึ่งได้รับกระแสตอบรับดีมากจากสังคม

อาจถือได้ว่างานนี้ส่งผลอย่างสำคัญในการเปลี่ยนภาพลักษณ์ของงานประเภทนี้ในสายตาคนไทย งานเริ่มถูกยอมรับมากขึ้นในฐานะที่เป็นศิลปะแขนงหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม “การเดินเข้าสู่หอศิลป์” และ “กลายเป็นศิลปะ” ก็มีทั้งข้อดีและข้อด้อย

ในด้านหนึ่งคือได้รับการยอมรับในวงกว้าง สถานะทางสังคมรวมถึงเศรษฐกิจดีขึ้น

แต่สิ่งที่เกิดตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ การลดทอนลงหรือจนกระทั่งสูญหายไปเลยของสิ่งที่เรียกว่าเป็น “จิตวิญญาณของการขบถ” การเป็นปากเสียงแห่งการต่อต้าน ความโมโห ไปจนถึงความอยุติธรรมในรูปแบบต่างๆ

ประเด็นนี้ยิ่งซับซ้อนมากขึ้น เมื่องาน Street Art เริ่มถูกดึงเข้ามาเกี่ยวข้องกับประเด็นเรื่องเมือง ในฐานะเครื่องมือที่สำคัญอย่างหนึ่งของการฟื้นฟูเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งย่านเก่าที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์

BUKRUK (บุกรุก) เทศกาลศิลปะ Street Art นานาชาติที่จัดขึ้นในกรุงเทพฯ 2 ครั้งในปี พ.ศ.2556 และ พ.ศ.2559 บนกำแพงตึกในพื้นที่กรุงเทพฯ คือจุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้งของ Street Art ในไทย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดครั้งที่ 2 ซึ่งมีการกำหนดพื้นที่วาดเป็นย่านเก่า เช่น บางรัก ทรงวาด สี่พระยา และตลาดน้อย โดยมีการอธิบายว่าพื้นที่เหล่านี้เป็นย่านประวัติศาสตร์ที่ถูกมองข้าม และการทำงานจะมีลักษณะการร่วมปรึกษากับชุมชนในพื้นที่ โดยมีเป้าหมายคือการสร้างความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของย่านผ่านงานศิลปะและความคิดสร้างสรรค์

ผมเชื่อว่าทุกคนที่เกี่ยวข้องกับงานนี้มีเจตนาดีอย่างไม่ต้องสังสัยนะครับ และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็ดูจะประสบความสำเร็จอย่างมาก มีคนเข้าไปเยี่ยมชมงานและชมย่านเก่ามากมาย

ซึ่งอานิสงส์จากงานครั้งนั้นยังส่งผลมาจนถึงปัจจุบันที่ทำให้ บางรัก และตลาดน้อย ทรงวาด เศรษฐกิจเจริญเติบโต กลายเป็นย่านฮิป พื้นที่ชิก ที่ต้องเข้าไปเที่ยวและถ่ายภาพเก็บไว้สักครั้งในชีวิต

แต่เหรียญไม่เคยมีด้านเดียว และ ดาบย่อมมีสองคม ย่านเก่าเหล่านี้ในเวลาต่อมาได้เกิดการเปลี่ยนสภาพอย่างรวดเร็ว เกิดร้านคาเฟ่ ร้านอาหาร เกิดการย้ายเข้าไปทำธุรกิจในพื้นที่จากคนภายนอกมากขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ และแน่นอน ราคาที่ดินสูงขึ้น ฯลฯ

ความเปลี่ยนแปลงนี้มิได้ให้ประโยชน์อย่างทั่วถึงแก่คนทุกคนที่เคยอาศัยอยู่ในย่าน แต่กลายเป็นการเอื้อกับนายทุนจากภายนอกและคนในย่านที่โชคดีบางกลุ่มที่สามารถโอบรับการเปลี่ยนแปลงนี้ได้อย่างทันสถานการณ์ ส่วนคนเดิมที่เคยอาศัยอยู่ในย่านหลายคนกลับเริ่มรู้สึกว่า พวกเขาแปลกแยกกับพื้นที่ ซึ่งทั้งหมดนี้คืออาการของ Gentrification

(ดูตัวอย่างเพิ่มใน https://thematter.co/social/talat-noi-gentrification/236273)

นับตั้งแต่งาน BUKRUK เป็นต้นมา Street Art (โดยที่ศิลปินอาจไม่รู้ตัวเลยก็ได้) ได้ถูกใช้อย่างแพร่หลายในฐานะเครื่องมือหนึ่งของการรื้อฟื้นย่านเมืองเก่าของไทย แต่อีกนัยหนึ่งคือการเป็นเครื่องมือของรัฐและนายทุนเพื่อสร้าง Gentrification ให้เกิดขึ้น

แน่นอน คงไม่ใช่แค่อิทธิพลจากงาน BUKRUK อย่างเดียว แนวคิดแบบนี้น่าจะเริ่มขึ้นจากหลายๆ แหล่งที่มา โดยเฉพาะกระแสแบบเดียวกันที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นย่านเก่าในยุโรป อเมริกา และที่โดดเด่นที่สุดคือ ย่าน George Town เมืองปีนัง ที่มีการใช้งานงาน Street Art เพื่อการฟื้นฟูเมืองอย่างจริงจัง (และเกิด Gentrification อย่างหนักหน่วงไม่แพ้กัน) จนกลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของแนวทางนี้

สิ่งที่ย้อนแย้งที่สุดคือ การใช้ Street Art ในไทยมักถูกพูดถึงในฐานะเครื่องมือที่ปลุกให้ชุมชนในพื้นที่หรือคนทั่วไปมองเห็นเอกลักษณ์อันโดดเด่นของย่านที่อาจถูกละเลยหรือหลงลืมไปให้ฟื้นคืนกลับมาเป็นที่ตระหนักรับรู้อีกครั้ง

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริง ผมคิดว่าไม่น่าใช่

ขอให้ทุกท่านลองทำตามผมนะครับ ลองกดหาภาพใน Google โดยใช้คำค้นว่า “Street Art ย่านเก่า” แล้วลองไล่ดูแต่ละภาพ โดยไม่อ่านใต้ภาพนะครับว่าเป็นภาพจากเมืองไหน ผมเชื่อว่าทุกคนจะไม่สามารถแยกภาพส่วนใหญ่ออกได้เลยว่า Street Art แต่ละภาพถูกเขียนขึ้นที่ไหน ระหว่าง เมืองเก่าสงขลา, ท่าศาลา, สิงค์โปร์, ภูเก็ต, ราชบุรี, ปีนัง, ตะกั่วป่า, นครราชสีมา ฯลฯ

ยกเว้นว่าภาพนั้นจะเป็นระดับ icon ที่โด่งดังมาก หรือมีการเขียนภาพอาคารโบราณสถานที่สำคัญของเมืองนั้นๆ ใส่ลงไปด้วย

ทุกย่านล้วนดูเหมือนกันไปหมด ศิลปินที่ถูกเชิญมาวาดในหลายเมืองก็เป็นคนซ้ำเดิมเวียนกันไปมาและวาดภาพที่เป็นลายเซ็นของตนเองจนเราแยกไม่ออกว่าเป็นเมืองไหน ศิลปินหน้าใหม่ก็ต้องวาดภาพไปตามกระแสนิยมที่ถูกจริตการถ่ายภาพของนักท่องเที่ยวจนภาพดูไม่แตกต่างกัน

ไปเที่ยวย่านเก่าสงขลาก็ได้ภาพถ่ายมาไม่ต่างจากย่านเก่าภูเก็ต ปีนัง หรือสิงคโปร์ เอกลักษณ์ที่ถูกยกชูว่าจะเกิดขึ้นกลับกลายเป็นเพียงการผลิตซ้ำประสบการณ์เดิมโดยไม่รู้ว่าตนเองกำลังเดินเล่นอยู่ในเมืองไหนกันแน่

แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาเลยสำหรับรัฐและทุน เพราะเอกลักษณ์ของย่านเป็นเพียงคำโปรยโรยหน้าที่ไม่เคยมีใครสนใจมันจริงจังอยู่แล้ว เป้าหมายที่แท้จริงอยู่ที่การดึงนักท่องเที่ยวให้เข้ามาในพื้นที่ หัวใจหลักคือการฟื้นเศรษฐกิจ มิใช่ฟื้นจิตวิญญาณ

Street Art ในย่านเก่า เอาเข้าจริงจึงไม่ใช่เครื่องมือส่งเสริมเอกลักษณ์ย่านเก่าให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

แต่คือการเปลี่ยนย่านเก่าให้กลายเป็น Instagrammable place ที่เหมือนกันไปหมด ไม่ต่างจากการออกแบบ caf? ในโลกปัจจุบันที่มีสูตรสำเร็จที่จะทำให้กลายเป็น Instagrammable caf? ที่หน้าตาแทบไม่ต่างกันเลยทั่วโลก แต่คนชอบไปถ่ายรูป (ดูประเด็นนี้เพิ่มในหนังสือ Filterworld : How Algorithms Flattened Culture โดย Kyle Chayka)

สำหรับผม คงไม่เกินไปนักที่จะสรุปว่า Street Art ในสังคมไทย โดยเฉพาะในย่านเมืองเก่า มีค่าแค่เพียงเครื่องมือของรัฐและทุนในการเร่งปฏิกิริยา Gentrification ให้เกิดขึ้นในพื้นที่เท่านั้น

เพื่อความเป็นธรรม ควรกล่าวไว้ก่อนว่า หลังการรัฐประหาร 2557 มีการปรากฏขึ้นของงาน Street Art พอสมควรที่มีเนื้อหาต่อต้านการรัฐประหาร รวมถึงการต่อต้านการไล่รื้อชุมชนที่เกิดขึ้นมากภายใต้รัฐบาลทหาร (ดูเพิ่มใน Panlee, P. (2021). Visualising the right to protest: Graffiti and eviction under Thailand’s military regime. City, 25(3-4), 497-509.) ตัวอย่างเช่น ภาพ I was here ณ สวนเฉลิมหล้า เป็นตัวอย่างหนึ่งที่น่าชื่นชม

อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับโลกตะวันตก ดูเสมือนว่า Street Art แนวนี้ของไทยยังไม่ปรากฏให้เห็นมากนัก

Street Art ไม่จำเป็นต้องสวมวิญญาณขบถอยู่ตลอดเวลา แต่อย่างน้อยก็ไม่ควรถูกลดทอนให้เหลือเพียงแค่ภาพสวยบนผนังที่มีไว้ให้คนผ่านมากดชัตเตอร์เพื่อแชร์ลงโซเชียลแล้วจากไป

การสร้างสมดุลระหว่าง “การต่อต้าน” กับ “การสมยอม” คือโจทย์สำคัญที่ศิลปินไม่อาจเพิกเฉย หากยังเชื่อในพลังของพื้นที่สาธารณะ เสียงของคนตัวเล็ก และสิทธิในการตั้งคำถามต่ออนาคตของเมือง

บางทีภารกิจของ Street Art อาจไม่ใช่แค่การแต่งแต้มสีสันให้กำแพงดูมีชีวิต แต่คือการปกป้องไม่ให้ใครลบชีวิตของใครออกจากเมืองต่างหาก

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : Street Art ในกระแส Gentrification : ระหว่างการต่อต้านและสมยอม (จบ)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...