ตลท. ชี้ SET ESG Ratings ยกระดับความยั่งยืนบริษัทไทย ดึงดูดนักลงทุนทั่วโลก
นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) พร้อมด้วยนางชวินดา หาญรัตนกูลนายกสมาคม บริษัทจัดการลงทุน (AIMC) เปิดเผยในงานแถลงสรุปภาพรวมภาวะตลาดหลักทรัพย์ฯ เดือนพฤศจิกายน 2567 ว่ากองทุน Thai ESG จัดตั้งขึ้นในช่วงปลายปี 2566 ที่ผ่านมา เพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการลงทุน สำหรับผู้ต้องการลงทุนระยะยาวในกิจการที่เน้นความยั่งยืนและได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ทั้งนี้ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ครม. ได้ปรับเงื่อนไขกองทุน Thai ESG ให้น่าสนใจมากขึ้นโดยซื้อวงเงินได้เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ไม่เกิน 300,000 บาท อีกทั้งลดระยะเวลาลงทุนเหลือเพียง 5 ปี
โดยสินทรัพย์ที่สามารถลงทุนได้ เป็นหุ้นที่มุ่งเน้นผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม/ESG หรือมีการเปิดเผยข้อมูลการปล่อยคาร์บอน หรือมีอันดับการกำกับดูแลกิจการ (IOD CG rating) และเปิดเผยข้อมูลการกำกับดูแลกิจการตามข้อกำหนดของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
ขณะเดียวกันตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดโอกาสให้บริษัทที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมการประเมิน SET ESG Ratings และ FTSE Russell ESG Scoresยกระดับความยั่งยืนสร้างความน่าเชื่อถือ และจะช่วยให้บริษัทมีกรอบการดำเนินงาน ESG ตามมาตรฐานสากล
สำหรับ SET ESG Ratings มีเกณฑ์คะแนนจากแบบประเมินซึ่งต้องมีคะแนนในแต่ละมิติ E S G มากกว่าหรือเท่ากับ 50% E (Environment), S (Social) และ G (Governance) โดยประเมินและคำนวณน้ำหนักตาม Material Issues ของ 8 กลุ่มอุตสากรรมรวมถึงต้องมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ตลอดกระบวนการ เช่น ไม่ถูกหน่วยงานทางการตัดสินความผิดด้าน ESG ไม่ถูกขึ้นเครื่องหมาย CB, CS, CC, CF รวมถึง มีผล CGR ไม่น้อยกว่า 3 ดาวและมีกำไรอย่างน้อย 3 ใน 5 ปีย้อนหลัง
ทั้งนี้ การประเมิน SET ESG Ratings มุ่งเน้นการวัดผลการดำเนินงานด้าน ESG อย่างไรก็ตามยังมีการประเมินประเภทอื่นๆ ทั้งในระดับ Global และ Local ซึ่งผู้ประเมินแต่ละรายอาจมี Methodology ที่แตกต่างกัน
นอกจากนี้ ผู้ลงทุนสามารถใช้ SET ESG Ratings ในการค้นหาบริษัทที่ทำเรื่อง ESG ได้โดดเด่น และสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการสกรีนหุ้นเบื้องต้นควบคู่กับการพิจารณาปัจจัยอื่น ๆ เพื่อการตัดสินใจลงทุน
อีกทั้งยังมี FTSE Russell ESG Scores คือ ผลคะแนนจากการประเมินการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) ของบริษัท ซึ่งจะอยู่ในรูปแบบของคะแนน (ตัวเลข) ตั้งแต่ 0.0-5.0โดยคะแนน 0.0หมายถึงไม่มีข้อมูลให้ประเมิน และคะแนน 5.0หมายถึงเป็น Best practices โดยจะเตรียมความพร้อมบริษัทจดทะเบียนและเริ่มโครงการประเมินนำร่องในปี 2567-2568 ก่อนการประเมินและประกาศผลคะแนน ESG สู่สาธารณะตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป
“บริษัทจดทะเบียนทั้งหมดในตลาดหลักทรัพย์กว่า800 บริษัท มีการทำ ESG ประมาณ 200 บริษัท ซึ่งน้อยเกินกว่าสัดส่วนที่มีอยู่จึงต้องการให้ยกระดับความเข้มข้นในการประเมินSET ESG Ratingsตามมาตรฐานสากล เพื่อเพิ่มความน่าสนใจให้บริษัทจดทะเบียนไทยในสายตาผู้ลงทุนทั้งในและต่างประเทศ” นายศรพล กล่าวทิ้งท้าย