โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

รู้จัก Credit Rating ช่วยให้ลงทุนตราสารหนี้ง่ายขึ้น

Wealthy Thai

อัพเดต 18 ม.ค. เวลา 03.35 น. • เผยแพร่ 23 ม.ค. 2568 เวลา 02.35 น.

ในทุกๆ การลงทุนนักลงทุนต้องศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดและมีการตัดสินใจอย่างรอบคอบ ซึ่งทุกอย่างจะง่ายยิ่งขึ้นหากมีเครื่องมือที่สามารถคัดกรองการลงทุนในเบื้องต้นได้ เช่นเดียวกับการลงทุนในตราสารหนี้ที่มี “Credit Rating” เข้ามาเป็นตัวบ่งชี้เบื้องต้นถึงความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ออกหุ้นกู้ โดยอันดับเครดิตยิ่งสูง ความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ยิ่งต่ำลงไปด้วย
โดยวันนี้ Wealthy Thai จะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับ Credit Rating ตัวช่วยสำคัญที่จะทำให้การลงทุนในตราสารหนี้เป็นเรื่องง่ายขึ้น

ทำความรู้จัก Credit Rating

อันดับความน่าเชื่อถือ หรือ Credit Rating เป็นการประเมินความน่าเชื่อถือของผู้ออกตราสารหนี้ โดย “สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating Agencies)” ที่ได้รับการรับรองจากสำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ทั้งนี้ ตราสารหนี้ที่อันดับเครดิตยิ่งสูง ความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ยิ่งต่ำ

การแบ่งความเสี่ยงตามอันดับเครดิต

ข้อมูลจาก สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย ระบุว่าอันดับความน่าเชื่อถือแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ Investment Grade หรือ กลุ่มน่าลงทุน (AAA ถึง BBB-) และ Speculative Grade หรือ กลุ่มเก็งกำไร (BB+ ลงไปจนถึง D) โดยบริษัทจัดอันดับเครดิตจะวิเคราะห์จากผลการดำเนินงานและความเสี่ยงต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อบริษัท ซึ่งนักลงทุนจะต้องติดตามการเปลี่ยนแปลงอันดับเครดิตตลอดระยะเวลาการลงทุน

การจัดอันดับเครดิต ระดับสากล และ ระดับประเทศ

การจัดอันดับเครดิตจะแบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือ ระดับสากล (Global Scale Rating) และระดับประเทศ (National Scale Rating) โดยอันดับเครดิตระดับสากล (Global Scale Rating) เป็นการประเมินความสามารถในการชำระหนี้โดยเปรียบเทียบกับหุ้นกู้หรือผู้ออกในประเทศต่างๆ ทั่วโลก จึงเป็นการประเมินที่อยู่บนเกณฑ์เดียวกันทั่วโลก ตัวอย่างบริษัทจัดอันดับเครดิตระดับสากลที่เป็นที่รู้จักทั่วไป ได้แก่ Moody’s, Standard & Poor’s และ Fitch Ratings
ในขณะที่อันดับเครดิตระดับประเทศ (National Scale Rating) เป็นการประเมินความสามารถในการชำระหนี้โดยเปรียบเทียบกับหุ้นกู้หรือผู้ออกภายในประเทศนั้นๆ เกณฑ์ที่ใช้อ้างอิงจึงอาจต่างกัน ทั้งนี้ บริษัทจัดอันดับเครดิตในประเทศไทยมี 2 แห่ง ได้แก่ บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด และ บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด

พันธบัตรรัฐบาลจัดเป็นตราสารหนี้ที่ไม่มีความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit risk free)

อันดับความน่าเชื่อถือเป็นลักษณะที่สำคัญของตราสารหนี้ภาคเอกชน ซึ่งแตกต่างจากพันธบัตรรัฐบาล (Government Bond) ที่ถือเป็นตราสารหนี้ที่ปราศจากความเสี่ยงด้านเครดิต เนื่องจากรัฐบาลมีความน่าเชื่อถือมากที่สุดในประเทศ จากการที่รัฐบาลมีอำนาจในการเก็บภาษีเพื่อมาใช้คืนหนี้ ดังนั้นพันธบัตรรัฐบาลจึงถือเป็นตราสารหนี้ที่ไม่มีความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit risk free) อย่างไรก็ดี หากรัฐบาลต้องการออกตราสารไปขายต่างประเทศก็จะมีการจัดอันดับเครดิตเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการเลือกตราสารหนี้ที่มีการจัดอันดับเครดิตในระดับสูงจะมีความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ที่ต่ำ แต่เนื่องจากการจัดอันดับเครดิตสามารถเปลี่ยนแปลงได้จากปัจจัยหลายด้าน อาทิ ผลการดำเนินงานของบริษัท, แนวโน้มเศรษฐกิจภายในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจกระทบต่อความสามารถในการดำเนินกิจการของบริษัท ส่งผลให้อันดับเครดิตอาจถูกลดระดับลงได้
ดังนั้น ผู้ลงทุนควรเลือกลงทุนในหุ้นกู้ที่มีระดับความเสี่ยงที่สอดคล้องกับความสามารถในการยอมรับความเสี่ยงของตน พร้อมทั้งติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างใกล้ชิด หากมีการเปลี่ยนแปลงใดเกิดขึ้น จะได้ปรับแผนการลงทุน เพื่อเตรียมรับมือความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...