ลูกชาย "เมฆ วินัย" ทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับพ่อ ประกวดร้องเพลงหาเงิน ลั่นไม่อยากเห็นแม่ลำบาก
ลูกชาย “เมฆ วินัย” ทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับพ่อ ประกวดร้องเพลงหาเงิน ลั่นไม่อยากเห็นแม่ลำบาก
สำหรับการจากไปของ “นายหัฒศนัย ไกรบุตร” หรือ “เมฆ-วินัย ไกรบุตร” พระเอกชื่อดัง ที่เสียชีวิตจากภาวะความดันตก ติดเชื้อในกระแสเลือด ล่าสุดครอบครัวก็รวมตัวมาทำบุญครบรอบ 1 ปี การจากไปของ ล่าสุดแม่เอ๋ อรชัญญาช์ ควงลูกๆ น้องมาร์ค-น้องแมม-น้องเมิร์ช ได้ออกมาถึงลูกที่ ประกวดร้องเพลงหาเงินเลี้ยงครอบครัว ผ่านทางรายการ คุยแซ่บshow ช่องOne31
เพลงที่ร้องคือเพลงอะไร? มาร์ค : อยากหยุดเวลาครับ มีความหมายคือคิดถึงคนที่จากไปแล้ว ซึ่งก็คือคุณพ่อครับ
เอ๋ : เป็นเพลงประกอบนางนาก พี่เมฆเคยเล่นเป็นพี่มาก เขาได้ฟังแล้วมันก็รู้สึกเชื่อมโยงกัน เขารู้สึกว่าเพลงนี้มันเพราะตอนแรก พอเล่าให้ฟังว่าเพลงมีเนื้อหาแบบนี้นะ เขาก็เอามาตีความหมาย จากที่เขาตีความหมายเพลง ก็เลยมาเป็นเพลง
เสียงเพราะขนาดนั้น เข้าประกวดร้องเพลงด้วย? : ใช่ครับ ลองไปประกวดรายการ Golden Song ก็ผ่านรอบแรกครับ
จุดเริ่มต้น ทำไมเข้าประกวดการแข่งขันนี้? : ตอนนั้นเรียนร้องเพลงเฉยๆ ครู แม่ อาม่า เขาอยากให้ลองไปประกวด
เอ๋ : Golden Song เป็นรายการเพลงไทย ที่เป็นลูกกรุง ใช้ภาษาไทยได้ชัดเจน ก็อยากให้เขาได้ลอง ถ้าเป็นนักร้องก็อยากให้ร้องเพลงไทยให้ดีให้ชัด นี่เป็นที่มาเข้าประกวด
วันประกวดตื่นเต้นมั้ย? มาร์ค : ตื่นเต้นมากเลยครับ วิธีแก้ความตื่นเต้นก็คิดถึงคุณพ่อ คิดถึงคนที่เราจะร้องเพลงให้
มีท่อนไหนที่ประทับใจและสะเทือนใจกับเพลงที่ร้อง? มาร์ค : เพราะเธอหรือเปล่า อะไรแบบนี้
เอ๋ : เพลงนี้เป็นเพลงรักของชายหญิง มารคเขาเป็นเด็ก เขาก็ไม่สามารถเข้าใจได้ เขาก็ร้องไปลอยๆ เราก็เลยบอกว่าการร้องเพลงให้คนฟังต้องสื่อให้ได้ มีใครที่มารคนึกถึง โหยหา อยากให้อยู่กับเรามั้ย เขาบอกว่าเขาคิดถึงป๊า เราก็บอกว่างั้นก็ร้อง และให้คิดถึงป๊า นั่นแหละค่ะเป็นที่มาที่ร้องจากฟีลลิ่ง
ตอนมาร์คร้องจบ กรรมการชมไม่หยุดเลย ชมยังไงบ้าง? มาร์ค : เขาชมเรื่องอารมณ์ที่สื่อออกมา ชมว่าตั้งแต่ประโยคแรก เขารู้เลยว่าเราร้องให้ใคร
มาร์คชอบร้องเพลงเพราะคุณพ่อ? เอ๋ : เขาสอนการแสดงก่อนค่ะ ตอนนั้นมารค 4 ขวบ สอนการแสดงที่เป็นอะไรที่กดดัน เขาก็เลยกลัวการแสดง แต่สิ่งที่เขามีความสุขคือเขาได้เรียนร้องเพลงเรียนอะไรหลายๆ อย่าง แล้วหาตัวเองเจอว่าเขาชอบร้องเพลง เวลาเขาคิดถึงพ่อก็จะร้องเพลงค่ะ
พ่อชอบร้องเพลงอะไร? มาร์ค : มีอยู่ 2 เพลงครับ เพราะเธอหรือเปล่า กับอยากหยุดเวลา เพิ่งฟังตอนเสียแล้วครับ เอ๋ : ก่อนหน้านี้พ่อเขาชอบร้องเพลงใต้ ก็ให้เขาฝึกร้องเพลงใต้ แต่เขาอยู่กรุงเทพฯ มาตั้งแต่เด็ก มันก็ไม่มีสำเนียงเท่าไหร่ ก็ต้องฝึก ทีนี้ซัมเมอร์ก็ส่งไปกระบี่เพื่อเรียนรู้สำเนียง เผื่อวันนึงร้องเพลงใต้ได้ แล้วก็เพลงของพี่ไท ธนาวุฒิ น้ำตาลาไทร มาแล้วแก้วตา จะได้ยินบ่อยมาก พี่เมฆเขาชอบร้อง
เห็นพี่เก่งขนาดนี้ ความสามารถเยอะขนาดนี้ น้องรู้สึกยังไง? แมม : ดีใจค่ะ หนูก็อยากเป็นทั้งนักร้องและนักแสดงค่ะ เอ๋ : เขาร้องได้ แต่ร้องไม่ตรงคีย์ ด้วยความเขาเป็นเด็กร่าเริงมากๆ มีช่วงจังหวะนึงในชีวิตทำให้เขาซึม และเปลี่ยนพฤติกรรม กว่าจะเอาเขากลับมาได้ต้องย้ายโรงเรียน จนเขากลับมาร่าเริงได้อีกครั้งนึง มันต้องฝึกหลายๆ อย่างใหม่ค่ะ ตอนนี้ร่าเริงแล้ว
พี่เอ๋แข็งแรง ดูแลลูกทั้งสามคน มีวิธีการยังไง จัดการกับความเครียดความรู้สึกที่เข้ามายังไง? เอ๋ : ก็ตั้งเป้าที่ลูกเป็นหลักเลยค่ะ เวลาเราท้อ ไม่ไหว ก็มองลูกก่อน ว่าเรามีอีก 3 คนนะที่เราต้องดูแลเขาให้เติบโต
พลังความเป็นแม่ ไม่ว่าเหนื่อยขนาดไหน เห็นเลือดเนื้อเชื้อไขเราก็ยอมทำได้ทุกอย่าง พี่เอ๋ยอมอด ไม่ซื้อข้าวของ และสอนลูกเรื่องค่าใช้จ่าย? เอ๋ : ด้วยความที่เขาสามคนเรียนโรงเรียนเกวลี อินเตอร์เนชั่นแนล สคูล เรียนโรงเรียนอินเตอร์ไม่ได้หมายความว่าต้องเรียนแพง หรือสังคมต้องดีเลิศ ไม่ใช่นะคะ เพียงแต่ว่าโรงเรียนเป็นโรงเรียนนานาชาติเล็กๆ ค่าเทอมไม่ได้แรงมาก เหมือนโรงเรียนนานาชาติที่เราได้ยินกันที่บอกว่าเป็นล้าน ไม่ถึง ค่าเทอมแม่พอรับไหว แต่แม่ก็จัดการค่าใช้จ่ายของตัวเอง เช่น ค่าใช้จ่ายช้อปปิ้งที่ต้องซื้อของ เป็นผู้หญิงเนอะก็ต้องแต่งตัว ซื้อของ ก็ตัดตรงนั้นออกหมดเลย ชุดวนเวียนใช้อยู่เดิมๆ เพราะคิดว่ามันเป็นของนอกกาย ไม่จำเป็นต้องแต่งไปโชว์ใคร ไม่ต้องเยอะ เอาแค่สามารถใส่ได้ไม่ต้องอายใคร แต่ไม่ใช้ฟุ่มเฟือย อาหารก็ให้ลูกทานข้าวแกงได้ ทานอะไรพื้นๆ ทานทุกอย่างให้เหมือนทั่วไปทาน สมมติเราใช้ชีวิตปกติ ก็มีแพลนไปเที่ยวต่างประเทศ อยากไปโน่นไปนี่ แม่ก็คุยกับลูกเลยว่าถ้าเรียนที่นี่ ต่างประเทศไม่ได้ไป นอกจากได้ออฟเฟอร์จากอากู๋ คือพี่น้องแม่ พี่น้องพี่เมฆที่อยู่ที่กระบี่ อันนั้นเขาซัปพอร์ตได้ ไม่มีที่แม่จะออกให้แล้วไป ถ้าจะเรียนก็ต้องแลกกัน ส่วนค่าใช้จ่ายของแม่ แม่ก็งดทุกอย่างเลย ที่เป็นของฟุ่มเฟือย แม่ไม่มีเครื่องประดับ ไม่ใช้อะไรเลย แต่แม่ทุ่มกับการศึกษาเขาทั้งหมด
การลงทุนที่ดีที่สุดคือลงทุนเพื่อการศึกษาของลูก แต่หนึ่งอย่างที่จุกอกแม่มาก คือวันนึงพี่เอ๋รู้ว่าลูกสาวโดนบูลลี่? เอ๋ : เป็นเหตุการณ์ก่อนพี่เมฆเสีย โรงเรียนเก่า มีช่วงนึง น้องแมมเคยเป็นคนร่าเริง ยิ้มง่าย ตอบโต้เร็ว เขาไวมาก วันนึงคุณยาย แม่ของพี่ก็บอกว่าหลานเปลี่ยนไป หลานซึม เราไม่เคยได้สังเกต เพราะเราไปทุ่มเทให้พี่เมฆหมด เราก็เห็นว่าเออ มันใช่ มันจริง อาก็บอกว่าหลานเปลี่ยนไปนะ แม่เลยตัดสินใจไปเฝ้าในโรงเรียน 7 วัน ไปนั่งดูเลย เฝ้าเช้ายันเย็น ช่วง 7 วันนั้นก็บอกอาเขาว่าให้ช่วยดูพี่เมฆหน่อย แม่อยากรู้ว่าทำไม เกิดอะไรขึ้น 7 วันนี้เราเห็นเลยว่าลูกเราต้องกินข้าวคนเดียว ถูกกันออกจากกลุ่ม
แม่ทำยังไง? เอ๋ : ถามเขา เขาไม่บอก จนเราต้องงัดว่าเกิดอะไรขึ้น คุยไปคุยมาเราเลยรู้ว่าเพื่อนเขาว่าเขาโง่ เขาช้ากว่าเพื่อน เพราะเขาเป็นเด็กสายกิจกรรม เราก็คิดว่าเฮ้ย ป.2 มีอะไรแบบนี้ด้วยเหรอวะ แม่ก็กลับมาเล่าให้พ่อเขาฟัง สิ่งแรกที่พ่อเขาทำ คือลุกจากเตียง ทั้งที่ตอนนั้นยังมีน้ำเหลืองมีอะไรอยู่ ลุกเลยแล้วดูว่าเส้นนี้มีโรงเรียนอะไรบ้าง แม่ผู้ปกครองเพื่อนน้องมาร์ค เขาย้ายลูกไปก่อน เขาดีเอ็มมาบอกว่าอยู่ที่เกวลี อินเตอร์เนชั่นแนล สคูลนะ พอรู้ว่าเป็นโรงเรียนอินเตอร์ แม่ก็กลัวค่าใช้จ่าย ก็คุยกับพ่อเขาว่าเราจะไหวเหรอ ทีนี้พอไปถึงโรงเรียน ได้คุยกับผู้บริหารคนไทยก่อน ทัศนคติโรงเรียนนี้มีทัศนคติที่ดีมาก เปิดกว้างมาก และเข้าใจเด็กมาก บอกว่าลองมาเรียนก่อนก็ได้แม่ ว่ายังไง สามเดือนที่น้องแมมย้ายจากโรงเรียนเก่าไปเกวลี น้องแมมเปลี่ยนไปเลย อะไรที่ไม่เคยได้ เขาได้ เขาไม่เคยได้ภาษาไทยที่ชัดเจนเขาได้ ภาษาอังกฤษเขาดีขึ้น แล้วเขาตื่นแล้วรู้สึกว่าอยากไปโรงเรียน เขามีความสุข แม่เลยคุยกับพ่อว่าตัดสินใจย้ายลูกทั้งหมดมาเรียนที่นี่ แล้วยอมเหนื่อย
ล่าสุดทำบุญครบรอบ 1 ปีพี่เมฆ? เอ๋ : ทำเรียบร้อยแล้วค่ะ ทำที่บ้าน น้องๆ เขาก็ทราบ แม่ก็บอกเขาตลอดว่านี่ทำบุญครบปีป่ะป๊านะ
ตอนนี้เหลือเท่าไหร่? เอ๋ : ประมาณ 3 ล้านค่ะ สองแบงก์นะคะ แต่บุคคลตอนนี้หมดแล้วค่ะ พอได้เงินก้อนมาทุกครั้งก็รีบโปะเลย ได้มาแสน สองแสนก็เคลียร์ๆ จนหมด เพราะบอกเสมอว่าเราเป็นหนี้ คนเขาให้พ่อเมฆ ไม่ว่าให้ด้วยอะไรก็ตาม เขาให้ด้วยความเมตตา ฉะนั้นเราจะไม่ทรยศความเมตตาต่อเขา เป็นการสอนลูกไปในตัวว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่เรามีความรับผิดชอบตรงนี้ เราเป็นหนี้โดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ดี สุดท้ายแล้วเราก็ต้องใช้เขาก่อน เพราะเขาอาจมีความจำเป็นใดๆ ก็ได้