ปิดสวนทาง! ดัชนีหุ้นดาวโจนส์ปิดหลุด 38,000 จุด เอสแอนด์พี 500 ปิดสูงเป็นประวัติศาสตร์ใหม่
ตลาดหลักทรัพย์ นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา รายงานว่า เมื่อวันที่23 มกราคม2024 (ตามเวลาในสหรัฐ) ดัชนีหุ้นดาวโจนส์ปิดที่ระดับ37,905 จุด-96 จุด หรือ-0.25% ดัชนีหุ้นเอสแอนด์พี500 ปิดที่ระดับ4,864 จุด+14 จุด หรือ+0.29% และดัชนีหุ้นนาสแดค ปิดที่15,425 จุด+65 จุด หรือ+0.43% ส่งผลให้ดัชนีหุ้นดาวโจนส์ไม่สามารถยืนเหนือ38,000 จุดอย่างต่อเนื่องได้ หลังจากเมื่อวานนี้ปิดแตะ38,000 จุดเป็นครั้งแรกและเป็นครั้งประวัติศาสตร์ และเป็นสถิติปิดสูงสุดครั้งประวัติศาสตร์ใหม่เป็นครั้งที่3 ตั้งแต่ต้นปีนี้ เริ่มจาก2 ม.ค. ปิดที่37,715 จุด ต่อมา19 ม.ค. ปิดที่37,864 จุด ในขณะที่เมื่อวันศุกร์ผ่านไป ทำสถิติสูงสุดระหว่างวันเป็นประวัติศาสตร์ครั้งใหม่ที่ระดับ37,933.73 จุด และยังปิดสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ถึง2 วันติดต่อกัน
ดัชนีหุ้นเอสแอนด์พี500 ทำสถิติปิดสูงสุด และสูงสุดระหว่างวันเป็นประวัติศาสตร์เป็นวันที่3 ต่อเนื่อง หลังจากเมื่อวันที่3 มกราคม2023 ปิดสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ที่ระดับ4,796.56 จุด นอกจากนี้ ดัชนีหุ้นดังกล่าวเคยร่วงดำดิ่งหนักถึง-25% ในเดือนตุลาคมปี2022 ส่วนดัชนีหุ้นนาสแดคยังห่างจากสถิติปิดสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ที่ระดับ16,057 จุด เมื่อวันที่22 พฤศจิกายน2022 และสูงสุดระหว่างวันเป็นประวัติศาสตร์ที่ระดับ16,121 จุด
สาเหตุจากแรงส่งทางจิตวิทยาในการภาวะตลาดหุ้นกระทิงของดัชนีหุ้นเอสแอนด์พี500 ตั้งแต่เมื่อวันศุกร์ผ่านมา ยังคงมีผลให้นักลงทุนมั่นใจในภาวะการลงทุนหุ้นสหรัฐอย่างต่อเนื่อง ด้านผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา หรือเฟด นายคริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ กล่าวว่า การผ่อนคลายหรือลดดอกเบี้ยระยะสั้นของเฟดอาจจะเกิดขึ้นช้ากว่าที่หลายคนประเมินไว้ การลดดอกเบี้ยระยะสั้นต้องเป็นไปด้วยความระมัดระวังอย่างมากถึงแม้ว่าสัญญาณเงินเฟ้อในสหรัฐอเมริกาจะทยอยลดลงเข้าสู่เป้าหมายก็ตาม ด้านค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นทันที และสูงสุดในรอบ1 เดือน นอกจากนี้ ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกาอายุ10 ปีพลิกลดลงในช่วงแคบๆรวมถึงค่าเงินดอลลาร์สหรัฐร่วงอ่อนค่าเข่นกัน
นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มไมโครชิปมีราคาพุ่งทะยานอย่างคึกคักโดยเฉพาะเอ็นวิเดีย ท่ามกลางมุมมองธุรกิจไมโครชิปได้รับการเปิดเผยว่าจะขยายตัวอย่างสูงเป็นผลจากการเติบโตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ของ3 บริษัทเทคโนโนลยียักษ์ใหญ่ของโลก
ทั้งนึ้ ตัวชี้วัดอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่เรียกว่าเฟดวอช์ท พบว่ามีโอกาสอยู่ที่43.5% จากเดิมที่80% ที่เฟดจะลดดอกเบี้ยดังกล่าวครั้งแรก0.25% ในเดือนมีนาคมปี2024