โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเรียกพระนาม "พระเจ้าแผ่นดิน" จากคำวินิจฉัยของกรมพระยาดำรงราชานุภาพ

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 29 ต.ค. 2564 เวลา 04.50 น. • เผยแพร่ 29 ต.ค. 2564 เวลา 04.49 น.
พระบรมรูปพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ประดิษฐานภายในปราสาทพระเทพบิดร วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

พระนามพระมหากษัตริย์ไทย นอกจากจะมีความไพเราะและวิตรแล้ว ยังแฝงไปด้วยคติทางศาสนาทั้งพราหมณ์ ฮินดู พุทธ เป็นต้น รวมถึงสะท้อนให้เห็นความสามารถด้านอักษรศาสตร์ของคนในแต่ละยุคสมัยอีกด้วย สมเด็จฯ กรมพระยาดำฯ ทรงมีพระวินิจฉัยสรุปการเรียกพระนามพระมหากษัตริย์ในอดีตแบ่งออกเป็น 5 รูปแบบคือ

1. พระนามตามจารึกพระสุพรรณบัฏ
2. พระนามพิเศษเพิ่มพระเกียรติยศ
3. พระนามที่เรียกเมื่อดำรงพระชนม์
4. พระนามที่ปากตลาดเรียกเมื่อล่วงรัชกาลไปแล้ว
5. พระนามที่เรียกในราชการเมื่อล่วงรัชกาลไปแล้ว

หนึ่ง พระนามตามจารึกพระสุพรรณบัฏ กรมพระยาดำรงฯ ทรงอธิบายว่าเป็นประเพณีมาแต่โบราณ กระทำเมื่อมีพระราชพิธีบรมราชาภิเษก “มักเปนพระนามมีสร้อยยืดยาวมาก”

ลักษณะเรียกพระนามอีกประการหนึ่งที่กรมพระยาดำรงฯ ทรงตั้งข้อสังเกตว่า มีการใช้คำเรียกคล้ายกัน ในครั้งกรุงศรีอยุธยาก็มักจะปรากฏคำว่า“สมเด็จพระรามาธิบดี” เสียเป็นส่วนมาก ในสมัยต่อ ๆ มาก็ปรากฏทั้ง “สมเด็จพระศรีสรรเพ็ชญ์” บ้าง “สมเด็จพระเอกาทศรถ” บ้าง ยกตัวอย่างศุภอักษรเจ้าประเทศราชถึงสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ก็ใช้ว่า “ขอให้นำความขึ้นกราบบังคมทูลแด่พระบาทสมเด็จพระเอกาทศรถอิศวรบรมนาถบพิตร” ส่วนคำกราบบังคมทูลในสมัยรัชกาลที่ 1-3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ก็ปรากฏว่าใช้ “สมเด็จพระบรมราชาธิราชรามาธิบดี”

สอง พระนามพิเศษเพิ่มเกียรติยศนั้น จะเป็นพระนามที่ปรากฏเมื่อมีเหตุการณ์อันพิเศษ ทรงอธิบายว่าพระมหากษัตริย์ที่มีพระนามพิเศษพระองค์แรกคือ พระมหาธรรมราชาลิไทยด้วยเหตุที่ทรงสละราชสมบัติลาผนวชครั้งหนึ่ง พระมหาสวามี พระสังฆราช ซึ่งมาแต่ลังกาได้ถวายพระนามว่า “พระเจ้าศรีตรีภพธรณีชิตสุริยโชติมหาธรรมิกราชาธิราช”

อีกกรณีหนึ่งคือ ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ก็มีการเรียกพระนาม “พระเจ้าช้างเผือก” แด่สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ อันมีเหตุจากการพบช้างเผือกแห่งพระบุญาบารมีมากถึง 7 ช้าง และยังทรงวิเคราะห์ว่าพระนามพระมหากษัตริย์อีกหลายพระองค์ก็เป็นพระนามพิเศษเพิ่มพระเกียรติยศ ทั้ง สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เนื่องจากพระมหาสวามี พระสังฆราช ถวายพระนาม, สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม ถวายพระนามเนื่องในเหตุพบรอยพระพุทธบาท, สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ถวายพระนามเมื่อมีการสร้างวิหารสมเด็จเป็นปราสาทปิดทอง ยกหลักฐานจากจดหมายเหตุวัน วลิต โดยกรมพระยาดำรงฯ ทรงไม่เห็นด้วยกับพงศาวดารคำให้การชาวกรุงเก่าที่ว่าถวายพระนามนี้เนื่องจากขุดพบปราสาททองในจอมปลวก

ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ก็มีการถวายพระนามพิเศษ “ปิยมหาราชาธิราช” แด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาศที่ทรงเป็นพระมหากษัตริย์แห่งสยามประเทศที่มีพระชนมายุยืนยาวมากที่สุด

สาม พระนามที่เรียกเมื่อดำรงพระชนม์อยู่นั้น กรมพระยาดำรงฯ ระบุว่า คนทั่วไปจะเรียกพระมหากษัตริย์ว่า “ขุนหลวง” “พระเปนเจ้า” “พระเจ้าอยู่หัว” หรืออาจเรียกชื่อพระมหากษัตริย์ตามเมืองที่ปกครอง เช่น “พระเจ้าอู่ทอง” “พระเจ้ากรุงศรีอยุธยา” “พระเจ้าหงสาวดี” “พระเจ้าอังวะ” หรืออาจเรียกตามพระนามเดิมของพระมหากษัตริย์เช่น“พระร่วง” “พระยาอู่” “พระเจ้ามังลอง” เป็นต้น กรมพระยาดำรงฯ อธิบายว่า พระนามที่เรียกตามชื่อเมืองที่ปกครองและเรียกตามพระนามเดิมนี้ ล้วนแต่เป็นคำเรียกจากคนต่างเมือง

สี่ พระนามที่“ราษฎรก็เรียกเอาตามที่สำเหนียกกัน” อันเห็นได้ชัดเจนมากที่สุดในสมัยราชวงศ์บ้านพลูหลวง คือ เรียก “ขุนหลวงเสือ” ก็เพราะพระเจ้าแผ่นดินนั้นร้ายกาจ เรียก“ขุนหลวงท้ายสระ” ก็เพราะเสด็จฯ พระที่นั่งข้างท้ายสระ เรียก “ขุนหลวงทรงปลา” เพราะพระเจ้าแผ่นดินโปรดตกปลา รวมถึง“ขุนหลวงบรมโกษฐ์” “ขุนหลวงหาวัด” “ขุนหลวงพระที่นั่งสุริยามรินทร์” “ขุนหลวงตาก” กรมพระยาดำรงฯ ระบุว่า พระนามเหล่านี้ล้วนแต่เป็นการเรียกพระนามพระเจ้าแผ่นดินตาม “ปากตลาด” ทั้งสิ้น

ห้า พระนามที่เรียกเมื่อล่วงรัชกาลไปแล้วนั้นปรากฏชัดในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เหตุเกิดจากเข้าสู่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อมีผู้เรียกรัชกาลก่อนหน้าว่า “แผ่นดินต้น” หมายถึงในสมัยรัชกาลที่ 1 และ “แผ่นดินกลาง” หมายถึงในสมัยรัชกาลที่ 2 เรื่องนี้ทำให้รัชกาลที่ 3 “…ไม่พอพระราชหฤทัย รับสั่งว่าถ้ารัชกาลที่ 1 เป็นแผ่นดินต้น รัชกาลที่ 2 เป็นแผ่นดินกลาง รัชกาลที่ 3 ก็จะกลายเปนแผ่นดินสุดท้าย เปนอัปมงคล…” ดังนั้นจึงมีพระราชโองการประกาศให้เรียกพระนามรัชกาลที่ 1 และ 2 ตามพระนามพระพุทธรูปที่โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเป็นพระบรมราชูทิศ จึงเรียกพระนามพระมหากษัตริย์ทั้งสองพระองค์ตามลำดับว่า “พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก” และ“พระพุทธเลิศหล้านภาลัย”

กระทั่งในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 มีพระราชดำริเห็นว่าควรจะกำหนดเรื่องพระนามพระมหากษัตริย์ให้เป็นที่ยุติเสียแต่ทีแรก อันจะได้ไม่ต้องเกิดปัญหาในภายหลัง จึงถวายพระนามรัชกาลที่ 3 ว่า“พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว” และให้เรียกพระนามพระองค์ว่า “พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” และนับแต่นั้นมาจึงกลายเป็นทำเนียมสืบต่อมาอย่างเป็นแบบแผน

กรมพระยาดำรงฯ ทรงสรุปในตอนท้ายว่า“ข้อวินิจฉัยในเรื่องลักษณะพระนามต่าง ๆ ของพระเจ้าแผ่นดินในชั้นกรุงเก่าดังกล่าวมานี้ ว่าตามความเห็นของข้าพเจ้าเอง จะผิดชอบอย่างไรแล้วแต่ท่านผู้ศึกษาโบราณคดีจะตัดสินเทอญ”

 

อ้างอิง :

ดำรงราชานุภาพ, พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระ. (2468). อธิบายพระนามพระเจ้าแผ่นดินครั้งกรุงศรีอยุธยาเปนราชธานี. พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ คุณหญิงทองย้อย เสรีณรงค์ฤทธิ์. ม.ป.ท. : โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร.

เผยแพร่ออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 21 สิงหาคม 2562

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...