โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

โรคกระเพาะอาหาร โรคที่เกิดก็เพราะอาหาร การกินยา และแผลในกระเพาะฯ

The Momentum

อัพเดต 25 พ.ค. 2561 เวลา 04.39 น. • เผยแพร่ 25 พ.ค. 2561 เวลา 04.00 น. • ชนาธิป ไชยเหล็ก

In focus

  • โดยปกติแล้วชื่อโรคที่มีชื่อของอวัยวะควรจะมีคำกริยาต่อท้าย เช่น โรคคอหอยอักเสบ โรคปอดติดเชื้อ เพื่อบอกว่าเกิดอะไรขึ้นกับอวัยวะนั้นๆ ในขณะที่ “โรคกระเพาะอาหาร…” ไม่มีคำกริยาต่อท้าย
  • 7 ใน 10 คนที่มีอาการ เกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด แต่เชื่อว่าเกิดจากหลายกลไก สาเหตุที่ไม่มีสาเหตุนี้เอง ที่ทำให้ “โรคกระเพาะอาหาร” ยังไม่มีคำกริยาต่อท้ายมาจนถึงทุกวันนี้
  • สาเหตุของโรคที่สามารถแก้ไขได้ คือปรับเปลี่ยนพฤติกรรม “ก็เพราะอาหาร”เช่น กินข้าวไม่ตรงเวลา กินอาหารรสจัด ของหมักดอง น้ำอัดลม กินแล้วนอนเลย ฯลฯ และพฤติกรรมอื่นๆ เช่นสวมกางเกงรัดแน่นเกินไป หรือเลิกกินยาบางชนิด

อาการจุกเสียดแสบร้อนท้องบริเวณลิ้นปี่ปลุกคนไข้ตื่นขึ้นมาโรงพยาบาลกลางดึก พร้อมกับปลุกผม-หมอเวรลุกขึ้นมาตรวจคนไข้ด้วยเช่นกัน

*“ปวดตรงนี้ๆ” *

คนไข้ใช้ฝ่ามือลูบบริเวณท้องด้านบนเหนือสะดือขึ้นมา พร้อมกับเล่าอาการปวดให้ฟังว่าเสียดท้องเป็นๆ หายๆ มาหนึ่งเดือนแล้ว มักเป็นหลังจากกินอาหาร คืนนี้มีอาการแสบร้อนร่วมด้วย

ความจริงลักษณะและตำแหน่งของอาการปวดเช่นนี้ค่อนข้างเฉพาะเจาะจงกับโรคที่คนทั่วไปรู้จักในชื่อ “โรคกระเพาะอาหาร” ในคนอายุน้อยหรือวัยทำงานที่มีอาการเช่นนี้มักไม่ใช่โรคร้ายแรงหรืออันตรายถึงแก่ชีวิต แต่อาการปวดแน่นมากจนทนนอนต่อไปไม่ไหว บางครั้งอาการเป็นมากถึงขนาด “แน่นเหมือนลมตีขึ้นจนหายใจเข้าไม่ได้” เลยก็มี ถึงอย่างไรคนไข้ก็จะมา “ห้องฉุกเฉิน” ให้หมอรักษาให้ได้

โดยปกติแล้วชื่อโรคที่มีชื่อของอวัยวะควรจะมีคำกริยาต่อท้าย เช่น โรคคอหอยอักเสบ โรคปอดติดเชื้อ เพื่อบอกว่าเกิดอะไรขึ้นกับอวัยวะนั้นๆ ในขณะที่ “โรคกระเพาะอาหาร…” ไม่มีคำกริยาต่อท้าย แต่ก็เป็นที่เข้าใจกันทั่วไปว่าคือโรคอะไร ในขณะที่ภาษาหมอด้วยกันคือโรค “ดิสเพปเซีย (Dyspepsia)”ซึ่งมีรากศัพท์จากภาษากรีก dys- (ไม่) และ pepsis (การย่อยอาหาร) ราชบัณฑิตยสถานจึงบัญญัติศัพท์เป็นภาษาไทยแทนว่า “อาหารไม่ย่อย” หรืออีกคำหนึ่งว่า “ธาตุพิการ”

ส่วนผมถนัดใช้คำว่า “โรคกระเพาะอาหาร” ตามความเข้าใจของคนทั่วไปมากกว่า

สาเหตุส่วนใหญ่ของโรคกระเพาะอาหารมี 2 สาเหตุหลัก คือ

  • แผลในกระเพาะอาหาร ประมาณ 2 ใน 10 คน อาจเกิดจากการกินยาแก้ปวดชนิดแรงเช่น ไดฟีลีน (ไดโคลฟีแนค), บรูเฟน (ไอบูโพรเฟน), เพียแคม (ไพร็อกซิแคม) ขณะท้องว่างหรือติดต่อกันเป็นเวลานานทำให้กลไกการป้องกันเยื่อบุผิวกระเพาะอาหารเสียไป หรือ “กัดกระเพาะฯ” นั่นเอง หรืออาจเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียเอชไพโลไร (H. pylori) ซึ่งสามารถทนความเป็นกรดของน้ำย่อย และสร้างสารมาทำลายเยื่อบุผิวกระเพาะอาหารจนเกิดแผล คนไทยเกือบครึ่งหนึ่งมีเชื้อนี้อยู่แต่ไม่แสดงอาการ เนื่องจากติดต่อผ่านการกินอาหารจากพ่อแม่สู่ลูกตั้งแต่วัยเด็กและระหว่างเด็กเล็กด้วยกัน นักวิทยาศาสตร์ที่ค้นพบว่าเชื้อนี้เป็นสาเหตุของโรคแผลในกระเพาะอาหารได้รับรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ในปี 2548
  • ไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดมากถึง 7 ใน 10 คนที่มีอาการ แต่เชื่อว่าเกิดจากหลายกลไก เช่น การเคลื่อนไหวของกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้นที่ผิดปกติ การรับรู้สิ่งกระตุ้นไวกว่าปกติ การหลั่งกรดในปริมาณมาก ความผิดปกติของฮอร์โมนในทางเดินอาหาร ความเครียด อาหารที่กิน และวิถีชีวิต ผมจึงสันนิษฐานว่าด้วยเหตุผลที่ฉันไม่มีเหตุผล… (#เพลงมา) เอ้ย! สาเหตุที่ไม่มีสาเหตุนี้เอง ที่ทำให้ “โรคกระเพาะอาหาร” ยังไม่มีคำกริยาต่อท้ายมาจนถึงทุกวันนี้

หลังจากตรวจร่างกายยืนยันว่าเป็นโรคกระเพาะอาหาร ไม่มีภาวะแทรกซ้อนหรือเป็นโรคอื่นที่อาจมีอาการคล้ายกันได้ เช่น โรคกระเพาะอาหารทะลุ โรคถุงน้ำดีอักเสบ โรคหัวใจขาดเลือด (หมออาจตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจเพิ่มเติมสำหรับคนไข้ที่อายุมากหรือมีโรคประจำตัวเรื้อรัง เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจได้) ผมก็จะซักถามถึงสาเหตุที่สามารถแก้ไขได้ตามที่ทำตัวเอียงไว้ใน 2 ย่อหน้าข้างบน และแนะนำให้คนไข้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม “ก็เพราะอาหาร”ก่อนเป็นอย่างแรก ได้แก่

  • “กินข้าวตรงเวลาไหม”
  • “กินอาหารรสจัด ของหมักดอง น้ำอัดลมมั้ย”
  • “กินกาแฟรึเปล่า”
  • “กินอิ่มจนเกินไป หรือกินเสร็จแล้วนอนเลยใช่มั้ย”
  • “กินเหล้า เบียร์ หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์หรือไม่”
  • “สูบบุหรี่อยู่หรือเปล่า”

หากมีข้อใดข้อหนึ่งก็ขอให้หลีกเลี่ยงหรือถ้างดได้ก็ยิ่งดี นอกจากนี้หากมีน้ำหนักเกินก็ควรออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนัก และไม่ควรใส่กางเกง กระโปรง หรือคาดเข็มขัดที่รัดแน่นท้องจนเกินไป รวมถึง…

  • “ช่วงนี้มีอาการปวด แล้วซื้อยาแก้ปวดหรือยาชุดกินเองอยู่ไหม”

หากกำลังกินอยู่ก็ต้องหยุดยา และเปลี่ยนไปกินยาแก้ปวดพาราเซตามอลแทนเนื่องจากเป็นยาแก้ปวดที่ปลอดภัยที่สุด แต่ถ้าหากปวดมากก็อาจขอยาแก้ปวดในกลุ่มเดียวกับมอร์ฟีนซึ่งไม่กัดกระเพาะฯ จากหมอกลับบ้านไปด้วย

*“แล้วหมอมียาฉีดให้มั้ย” *

คนไข้ชิงตัดบทเพราะเห็นผมพูดเสียยืดยาว

“ครับ คืนนี้หมอฉีดยาให้” ผมไม่ปล่อยให้คนไข้กลับบ้านไปมือเปล่าแน่นอน

ยาที่หมอมักฉีดเข้าเส้นเลือดเพื่อรักษาโรคที่ห้องฉุกเฉิน และจ่ายกลับให้ไปกินต่อที่บ้านจะประกอบด้วย 4-5 กลุ่มยา ได้แก่

  • ยาลดการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร ซึ่งแบ่งเป็นอีก 2 กลุ่มย่อยตามกลไกการออกฤทธิ์ คือ กลุ่มที่ยับยั้งการขับโปรตอนซึ่งเป็นองค์ประกอบของกรดโดยตรง (proton pump inhibitor) เช่น โอเมพราโซล (Omeprazole) ซึ่งเป็นยาที่ใช้บ่อยมากในห้องฉุกเฉินตัวหนึ่ง มีทั้งชนิดฉีดและชนิดกิน โดยที่ชนิดฉีดสามารถฉีดซ้ำได้ทุก 12 ชั่วโมงหากอาการยังไม่ดีขึ้น แต่ถ้าหากอาการดีขึ้นแล้วหมอก็จะจ่ายชนิดแคปซูลกลับไปให้กินต่อวันละ 1 ครั้ง ก่อนอาหารเช้า ในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งยับยั้งตัวรับของสารฮิสตามีนชนิดที่ 2 (H2 receptor antagonist) เช่น แรนิทิดีน (Ranitidine) ช่วยลดการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารโดยอ้อม ทำให้ได้ผลน้อยกว่ากลุ่มแรก มีทั้งชนิดฉีดและชนิดกิน หมอบางท่านใช้เป็นยาเสริมเพิ่มเติมจากกลุ่มแรก หรืออย่างโรงพยาบาลชุมชนที่ผมทำงานอยู่กำหนดให้ใช้เป็นยาฉีดตัวแรก เนื่องจากมีราคาถูกกว่าประมาณ 4 เท่า ส่วนยาที่พัฒนาจากสมุนไพรอย่างขมิ้นชันบรรจุในแคปซูลก็มีสาร curcumin ที่ออกฤทธิ์ที่ตำแหน่งเดียวกันนี้
  • ยาเพิ่มการเคลื่อนไหวของทางเดินอาหาร (prokinetic drug)  เช่น เมโทโคลพราไมด์ (Metoclopramide) เป็นยาฉีด มักฉีดร่วมกันกับยาลดกรด ช่วยลดอาการแน่นท้องเมื่อมารักษาที่ห้องฉุกเฉินได้ สามารถฉีดซ้ำได้ทุก 8 ชั่วโมง หากอาการดีขึ้นแล้วหมอก็จะจ่ายยาดอมเพอริโดน (Domeridone) กลับไปกินต่อครั้งละ 1 เม็ด วันละ 3 ครั้งก่อนอาหาร แต่เนื่องจากฉลากยามักจะระบุว่าเป็น “ยาแก้คลื่นไส้อาเจียน” ทำให้คนไข้มักเข้าใจผิดว่าถ้าไม่มีอาการดังกล่าวก็ไม่จำเป็นต้องกิน ทั้งที่หมอจ่ายยากลุ่มนี้เพื่อช่วยให้กระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้นทำงานได้ดีขึ้น
  • ยาแก้ท้องอืด เช่น ไซเมตทิโคน (Simethicone) หรือชื่อการค้าที่รู้จักกันดีคือแอร์เอ็กซ์ (Air-X) ช่วยลดการเกิดโฟมจากการทำปฏิกิริยากันระหว่างอาหารและน้ำย่อย เมื่อเคี้ยวครั้งละ 1 เม็ดแล้วกลืนหลังมื้ออาหาร วันละ 3 เวลา จะทำให้ของเหลวและแก๊สในโฟมแยกตัวกัน และลดแรงตึงผิวของฟองแก๊สเล็กๆ ให้ระบายออกมาทางหลอดอาหารได้ง่ายขึ้น อาการจุกเสียดท้องจึงลดลง สรรพคุณนี้น่าจะเทียบได้กับยาธาตุน้ำขาว-ยาสามัญประจำบ้านที่มีส่วนประกอบช่วยขับลมเช่นกัน
  • ยาลดกรดในกระเพาะอาหาร (ไม่ได้ลด “การหลั่ง” เหมือนยากลุ่มแรก) ออกฤทธิ์สะเทินกรดในกระเพาะอาหารโดยตรง ช่วยลดอาการแสบร้อนได้ เช่น อลัมมิล (Alum milk) กินครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะหลังอาหาร 3 มื้อ โดยสรรพคุณน่าจะเทียบได้กับยาธาตุน้ำแดง-ยาสามัญประจำบ้านที่รู้จักกันดีอีกตัวซึ่งมีโซเดียมไบคาร์บอเนต (Sodium Bicarbonate) ที่มีคุณสมบัติเป็นด่าง และสมุนไพรอื่นๆ ประกอบอยู่ด้วย

“หมอจะให้กลับบ้านแล้วนะครับ”

ผมถามคนไข้ที่ผล็อยหลับไปแล้วหลังจากฉีดยาไปได้สักพักใหญ่ๆ แสดงว่าอาการจุกเสียด แสบร้อนบริเวณลิ้นปี่น่าจะดีขึ้นแล้ว แต่หลังจากนี้คนไข้จะต้องกินยา 2 กลุ่มแรกเป็นหลัก ต่อเนื่อง 4-8 สัปดาห์ตามแนวทางเวชปฏิบัติของสมาคมแพทย์ระบบทางเดินอาหารแห่งประเทศไทย เพื่อรักษาอาการให้หายขาด แต่เท่าที่สังเกต หมอส่วนใหญ่จะจ่ายยาให้เพียง 1 สัปดาห์แล้วนัดมาดูอาการซ้ำก่อน หากอาการดีขึ้นแต่ยังไม่หายขาดถึงค่อยจ่ายยาให้กินต่อจนครบ

ทว่าถ้าหากอาการปวดท้องแย่ลงให้รีบมาพบหมอก่อนนัด หรือถ้ากินยาต่อจนครบ 1-2 เดือนแล้วยังไม่ดีขึ้นก็จำเป็นต้องส่งต่อหมอเฉพาะทางโรคทางเดินอาหาร เพื่อตรวจเพิ่มเติมด้วยการส่องกล้องเข้าไปดูว่าในกระเพาะอาหารว่ามีแผลติดเชื้อเอชไพโลไร หรือสาเหตุอื่นอีกหรือไม่

และที่สำคัญคือ “ถ้าไม่ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตตามที่แนะนำไป ไม่ว่าจะมาฉีดยาที่โรงพยาบาลบ่อยๆ หรือเปลี่ยนยาแรงแค่ไหน ก็จะไม่หายขาดแน่นอน” ผมย้ำกับคนไข้ก่อนจะแยกย้ายกันไปพักผ่อนในคืนนั้น

 

แหล่งข้อมูล:

Fact Box

สาเหตุอื่นของโรคกระเพาะอาหารที่คนไข้หลายคนมักกังวลคือโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร สามารถพบได้ 2 ใน 1,000 คนที่มีอาการ และมักจะมีประวัติที่ชวนให้หมอสงสัย ได้แก่

  • เริ่มมีอาการครั้งแรกอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป

  • อาเจียนหรือถ่ายอุจจาระเป็นเลือด

  • ซีด

  • อิ่มเร็วกว่าเดิม เช่น กินได้เพียงครึ่งหนึ่งจากที่เคยกินอิ่มก็กินต่อไม่ได้แล้ว

  • เบื่ออาหาร น้ำหนักลดลงโดยไม่ทราบสาเหต

  • อาเจียนตลอดเวลา หรืออาเจียนหลังรับประทานอาหารแต่ละมื้อ

  • มีญาติสายตรงเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร

หากมีประวัติข้อใดข้อหนึ่งข้างต้น หมอก็จะส่งต่อไปรับการส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนต้นตั้งแต่แรก ไม่ต้องรอรักษาด้วยยากินก่อน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...