งานวิจัยใหม่เผย หากไดโนเสาร์ไม่สูญพันธุ์ มนุษย์ก็จะไม่มีองุ่นกินในปัจจุบัน
หากไดโนเสาร์ไม่สูญพันธุ์ มนุษย์คงไม่มีองุ่นกินในทุกวันนี้ นักวิทยาศาสตร์ค้นพบ ‘เมล็ดโบราณ’ ที่วิวัฒนาการขึ้นหลังจากสัตว์เลื้อยคลานโบราณหายไป แล้วแพร่กระจายไปทั่วโลก
องุ่น ผลไม้ที่ให้ความหวานสดชื่นและมีอยู่ในประวัติศาสตร์ของมนุษย์มาอย่างยาวนาน แม้แต่ในพระคัมภีร์เองก็พูดถึงไวน์อุง่น แต่ใครจะไปคิดว่าเมื่อประมาณ 66 ล้านปีก่อนที่ดาวเคราะห์น้อยได้พุ่งชนโลก และเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ จะเป็นจุดเริ่มต้นเรื่องราวของผลไม้สุดอร่อยนี้
เมื่อนักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบฟอสซิลเมล็ดองุ่นในโคลอมเบีย ปานามา และเปรู ซึ่งมีอายุตั้งแต่ 19-60 ล้านปีก่อน พร้อมกับได้เผยแพร่ไว้ในวารสาร Nature Plants โดยระบุว่า นี่เป็นหนึ่งในเมล็ดที่เก่าแก่ที่สุดของพืชตระกูลองุ่น และมันเป็นเพราะการหายไปของไดโนเสาร์
“องุ่นเหล่านี้เป็นองุ่นที่เก่าแก่ที่สุดที่เคยพบในส่วนนี้ของโลก และพวกมันมีอายุน้อยกว่าองุ่นที่เก่าแก่ที่สุดที่เคยพบในส่วนอื่นของโลกราว 2-3 ล้านปี” Fabiany Herrera ผู้เขียนงานวิจัยหลัก กล่าว “การค้นพบนี้มีความสำคัญ เพราะมันแสดงให้เห็นว่าหลังจากการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์ องุ่นก็ได้เริ่มแพร่กระจายไปทั่วโลกจริง ๆ”
เช่นเดียวกับเนื้อเยื่ออ่อนของสัตว์ เนื้อผลไม้จริง ๆ ไม่ถูกเก็บรักษาไว้ได้ในกระบวนกลายเป็นฟอสซิล แต่เป็นเมล็ดพืชต่างหากที่สามารถกลายเป็นหินได้ สิ่งนี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์สร้างไทม์ไลน์ต่าง ๆ ที่พืชเกิดขึ้นมาในประวัติศาสตร์โลก เช่นเดียวกันกับเมล็ดชิ้นนี้
การมีอยู่ของมันแสดงให้เห็นว่าในตอนที่เกิดการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ “ป่าได้รีเซ็ตตัวเองในลักษณะที่เปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของพืชไปเลย” Herrera บอก
Herrera ระบุว่าอาจารย์ที่ปรึกษาของเขาได้ค้นพบฟอสซิลองุ่นในอินเดีย ซึ่งเป็นเมล็ดองุ่นที่เก่าแก่ที่สุด ทำให้เขาเกิดความสงสัยว่าจะมีฟอสซิลองุ่นในส่วนอื่น ๆ ของโลกหรือไม่ เขาและ Mónica Carvalho เพื่อนร่วมงานของเขาจึงออกค้นหาภาคสนาม
“แต่มันก็เหมือนกับการมองหาเข็มในกองหญ้า” Herrera กล่าว เขาค้นหาวัตถุโบราณนี้มาตั้งแต่สมัยเรียนปริญญาตรี แต่แล้วเมื่อปี 2022 ภายในเทือกเขาแอนดีสของโคลอมเบีย Carvalho ได้พบฟอสซิลชิ้นหนึ่งและมันคือฟอสซิลเมล็ดองุ่นที่มีอายุ 60 ล้านปีติดอยู่ในหิน มันกลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาทันทีเนื่องจากเป็นเมล็ดแรกที่พบในอเมริกาใต้
“เพื่อค้นหาเมล็ดพันธุ์เล็ก ๆ เช่นนี้ ผมยกหินทุกก้อนที่มีอยู่ในทุ่ง” Herrera กล่าว “ถือเป็นส่วนที่สนุกในงานของผมในฐานะนักพฤกษศาสตร์บรรพชีวินวิทยา”
พวกเขาตั้งชื่อสายพันธุ์องุ่นใหม่ที่เพิ่งค้นพบนี้ว่า Lithouva susmanii ด้วยการสนับสนุนที่เกิดขึ้นหลังจากการค้นพบนี้ Herrera ได้มีทีมงานที่ใหญ่ขึ้นทำให้พวกเขาค้นหาได้มากขึ้นทั่วอเมริกาใต้และอเมริกากลาง ซึ่งต่อมาได้พบมากถึง 9 สายพันธุ์ ทำให้เกิดความสงสัยขึ้นมาว่า ทำไมจู่ ๆ องุ่นจึงโผล่ขึ้นมาอย่างแพร่หลายไปทั่ว มันต้องมีปัจจัยอะไรบางอย่างที่กระตุ้นปรากฏการณ์นี้
ทีมงานตั้งสมมติฐาน -เป็นไปได้หรือไม่ที่การสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์ทำให้องุ่นแพร่กระจายไปทั่วโลก?-
“เป็นที่รู้กันดีว่าสัตว์ขนาดใหญ่เช่น ไดโนเสาร์ สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศโดยรอบ เราคิดว่าหากมีไดโนเสาร์ขนาดใหญ่เดินเตร่อยู่ในป่า พวกมันก็น่าจะโค่นต้นไม้ลง และทำให้ป่าเปิดกว้างกว่าที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้” Carvalho ตั้งข้อสังเกต
แต่เมื่อไดโนเสาร์หายไปจากโลก ป่าเขตร้อนก็กลายเป็นที่รกร้างไร้สัตว์ใหญ่กลายเป็นป่าหนาทึบที่ไม่มีใครมาเดินเพ่นพ่านอีกต่อไป ป่าทึบนี้ทำให้พืชต้องแย่งชิงแสงสว่างกัน ซึ่งหมายความว่าพืชประเภทเถาวัลย์จะมีความได้เปรียบ และองุ่นก็ปรากฏขึ้นมามากขึ้นตามหลักฐานทางฟอสซิล
ขณะเดียวกันนกและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กที่กินผลไม้ เริ่มเข้ามาแทนที่ไดโนเสาร์ พวกมันได้กลายเป็นตัวกระจายเมล็ดชั้นดีให้กับระบบนิเวศ องุ่นก็แพร่หลายขึ้นมาทันใด
“ในบันทึกฟอสซิล เราเริ่มเห็นพืชที่ใช้เถาวัลย์เช่น องุ่น ปีนขึ้นไปบนต้นไม้มากขึ้นในช่วงเวลานี้” Herrera บอก
การศึกษาเมล็ดโบราณเหล่านี้ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจมากยิ่งขึ้นเกี่ยวกับการกระจายพันธุ์ขององุ่น ที่มีความขึ้นลงตามช่วงเวลาในประวัติศาสตร์ดลก ฟอสซิลหลายชิ้นมีความเกี่ยวข้องกับองุ่นสมัยปัจจุบัน และบางชนิดก็เป็นญาติห่าง ๆ เลยด้วยซ้ำ
ในตอนนี้ผู้เชี่ยวชาญต้องการสืบหาตัวอย่างพืชชนิดอื่น ๆ เช่น ดอกทานตะวัน กล้วยไม้ หรือสับปะรด ว่าพวกมันได้รับผลกระทบแบบเดียวกับที่องุ่นเป็นในช่วงการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์หรือไม่
“บันทึกฟอสซิลบอกเราว่าองุ่นเป็นสิ่งที่ฟื้นตัวได้ดีมาก” Herrera กล่าว “พวกมันเป็นกลุ่มที่ต้องทนทุกข์ทรมานจากการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ในภูมิภาคอเมริกากลางและอเมริกาใต้ แต่พวกมันก็สามารถปรับตัวและอยู่รอดในส่วนอื่น ๆ ของโลกได้”
ที่มา
https://www.nature.com/articles/s41477-024-01717-9
https://www.popsci.com/science/dinosaurs-grapes/
https://edition.cnn.com/…/fossil-grape-seeds…/index.html
Photo: heimseiten_WebdesignKoeln/Pixabay