โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

งานวิจัยใหม่เผย หากไดโนเสาร์ไม่สูญพันธุ์ มนุษย์ก็จะไม่มีองุ่นกินในปัจจุบัน

Environman

เผยแพร่ 06 ก.ค. 2567 เวลา 01.00 น.

หากไดโนเสาร์ไม่สูญพันธุ์ มนุษย์คงไม่มีองุ่นกินในทุกวันนี้ นักวิทยาศาสตร์ค้นพบ ‘เมล็ดโบราณ’ ที่วิวัฒนาการขึ้นหลังจากสัตว์เลื้อยคลานโบราณหายไป แล้วแพร่กระจายไปทั่วโลก

องุ่น ผลไม้ที่ให้ความหวานสดชื่นและมีอยู่ในประวัติศาสตร์ของมนุษย์มาอย่างยาวนาน แม้แต่ในพระคัมภีร์เองก็พูดถึงไวน์อุง่น แต่ใครจะไปคิดว่าเมื่อประมาณ 66 ล้านปีก่อนที่ดาวเคราะห์น้อยได้พุ่งชนโลก และเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ จะเป็นจุดเริ่มต้นเรื่องราวของผลไม้สุดอร่อยนี้

เมื่อนักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบฟอสซิลเมล็ดองุ่นในโคลอมเบีย ปานามา และเปรู ซึ่งมีอายุตั้งแต่ 19-60 ล้านปีก่อน พร้อมกับได้เผยแพร่ไว้ในวารสาร Nature Plants โดยระบุว่า นี่เป็นหนึ่งในเมล็ดที่เก่าแก่ที่สุดของพืชตระกูลองุ่น และมันเป็นเพราะการหายไปของไดโนเสาร์

“องุ่นเหล่านี้เป็นองุ่นที่เก่าแก่ที่สุดที่เคยพบในส่วนนี้ของโลก และพวกมันมีอายุน้อยกว่าองุ่นที่เก่าแก่ที่สุดที่เคยพบในส่วนอื่นของโลกราว 2-3 ล้านปี” Fabiany Herrera ผู้เขียนงานวิจัยหลัก กล่าว “การค้นพบนี้มีความสำคัญ เพราะมันแสดงให้เห็นว่าหลังจากการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์ องุ่นก็ได้เริ่มแพร่กระจายไปทั่วโลกจริง ๆ”

เช่นเดียวกับเนื้อเยื่ออ่อนของสัตว์ เนื้อผลไม้จริง ๆ ไม่ถูกเก็บรักษาไว้ได้ในกระบวนกลายเป็นฟอสซิล แต่เป็นเมล็ดพืชต่างหากที่สามารถกลายเป็นหินได้ สิ่งนี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์สร้างไทม์ไลน์ต่าง ๆ ที่พืชเกิดขึ้นมาในประวัติศาสตร์โลก เช่นเดียวกันกับเมล็ดชิ้นนี้

การมีอยู่ของมันแสดงให้เห็นว่าในตอนที่เกิดการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ “ป่าได้รีเซ็ตตัวเองในลักษณะที่เปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของพืชไปเลย” Herrera บอก

#การค้นหาที่ยากลำบาก

Herrera ระบุว่าอาจารย์ที่ปรึกษาของเขาได้ค้นพบฟอสซิลองุ่นในอินเดีย ซึ่งเป็นเมล็ดองุ่นที่เก่าแก่ที่สุด ทำให้เขาเกิดความสงสัยว่าจะมีฟอสซิลองุ่นในส่วนอื่น ๆ ของโลกหรือไม่ เขาและ Mónica Carvalho เพื่อนร่วมงานของเขาจึงออกค้นหาภาคสนาม

“แต่มันก็เหมือนกับการมองหาเข็มในกองหญ้า” Herrera กล่าว เขาค้นหาวัตถุโบราณนี้มาตั้งแต่สมัยเรียนปริญญาตรี แต่แล้วเมื่อปี 2022 ภายในเทือกเขาแอนดีสของโคลอมเบีย Carvalho ได้พบฟอสซิลชิ้นหนึ่งและมันคือฟอสซิลเมล็ดองุ่นที่มีอายุ 60 ล้านปีติดอยู่ในหิน มันกลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาทันทีเนื่องจากเป็นเมล็ดแรกที่พบในอเมริกาใต้

“เพื่อค้นหาเมล็ดพันธุ์เล็ก ๆ เช่นนี้ ผมยกหินทุกก้อนที่มีอยู่ในทุ่ง” Herrera กล่าว “ถือเป็นส่วนที่สนุกในงานของผมในฐานะนักพฤกษศาสตร์บรรพชีวินวิทยา”

พวกเขาตั้งชื่อสายพันธุ์องุ่นใหม่ที่เพิ่งค้นพบนี้ว่า Lithouva susmanii ด้วยการสนับสนุนที่เกิดขึ้นหลังจากการค้นพบนี้ Herrera ได้มีทีมงานที่ใหญ่ขึ้นทำให้พวกเขาค้นหาได้มากขึ้นทั่วอเมริกาใต้และอเมริกากลาง ซึ่งต่อมาได้พบมากถึง 9 สายพันธุ์ ทำให้เกิดความสงสัยขึ้นมาว่า ทำไมจู่ ๆ องุ่นจึงโผล่ขึ้นมาอย่างแพร่หลายไปทั่ว มันต้องมีปัจจัยอะไรบางอย่างที่กระตุ้นปรากฏการณ์นี้

#ป่าโบราณที่เปลี่ยนไป

ทีมงานตั้งสมมติฐาน -เป็นไปได้หรือไม่ที่การสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์ทำให้องุ่นแพร่กระจายไปทั่วโลก?-

“เป็นที่รู้กันดีว่าสัตว์ขนาดใหญ่เช่น ไดโนเสาร์ สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศโดยรอบ เราคิดว่าหากมีไดโนเสาร์ขนาดใหญ่เดินเตร่อยู่ในป่า พวกมันก็น่าจะโค่นต้นไม้ลง และทำให้ป่าเปิดกว้างกว่าที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้” Carvalho ตั้งข้อสังเกต

แต่เมื่อไดโนเสาร์หายไปจากโลก ป่าเขตร้อนก็กลายเป็นที่รกร้างไร้สัตว์ใหญ่กลายเป็นป่าหนาทึบที่ไม่มีใครมาเดินเพ่นพ่านอีกต่อไป ป่าทึบนี้ทำให้พืชต้องแย่งชิงแสงสว่างกัน ซึ่งหมายความว่าพืชประเภทเถาวัลย์จะมีความได้เปรียบ และองุ่นก็ปรากฏขึ้นมามากขึ้นตามหลักฐานทางฟอสซิล

ขณะเดียวกันนกและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กที่กินผลไม้ เริ่มเข้ามาแทนที่ไดโนเสาร์ พวกมันได้กลายเป็นตัวกระจายเมล็ดชั้นดีให้กับระบบนิเวศ องุ่นก็แพร่หลายขึ้นมาทันใด

“ในบันทึกฟอสซิล เราเริ่มเห็นพืชที่ใช้เถาวัลย์เช่น องุ่น ปีนขึ้นไปบนต้นไม้มากขึ้นในช่วงเวลานี้” Herrera บอก

การศึกษาเมล็ดโบราณเหล่านี้ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจมากยิ่งขึ้นเกี่ยวกับการกระจายพันธุ์ขององุ่น ที่มีความขึ้นลงตามช่วงเวลาในประวัติศาสตร์ดลก ฟอสซิลหลายชิ้นมีความเกี่ยวข้องกับองุ่นสมัยปัจจุบัน และบางชนิดก็เป็นญาติห่าง ๆ เลยด้วยซ้ำ

ในตอนนี้ผู้เชี่ยวชาญต้องการสืบหาตัวอย่างพืชชนิดอื่น ๆ เช่น ดอกทานตะวัน กล้วยไม้ หรือสับปะรด ว่าพวกมันได้รับผลกระทบแบบเดียวกับที่องุ่นเป็นในช่วงการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์หรือไม่

“บันทึกฟอสซิลบอกเราว่าองุ่นเป็นสิ่งที่ฟื้นตัวได้ดีมาก” Herrera กล่าว “พวกมันเป็นกลุ่มที่ต้องทนทุกข์ทรมานจากการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ในภูมิภาคอเมริกากลางและอเมริกาใต้ แต่พวกมันก็สามารถปรับตัวและอยู่รอดในส่วนอื่น ๆ ของโลกได้”

ที่มา

https://www.nature.com/articles/s41477-024-01717-9

https://www.popsci.com/science/dinosaurs-grapes/

https://edition.cnn.com/…/fossil-grape-seeds…/index.html

Photo: heimseiten_WebdesignKoeln/Pixabay

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...