รู้จัก “บริการย้ายบ้านผึ้ง” อีกทางเลือกของคนที่อยากขับผึ้งออกนอกรั้วบ้านด้วยวิธีการที่ประนีประนอมกว่า
เราทุกคนต่างมีเพื่อนบ้าน แต่สำหรับบางคนก็มีเพื่อนบ้านที่แสนพิเศษ…
ไม่ง่ายเลยที่เราจะได้เห็น “รังผึ้ง” หรือกระทั่ง “ผึ้ง” ตัวเล็ก ๆ บินอยู่ในเมืองที่แห้งโล้น แต่สำหรับบ้านที่พอจะร่มรื่นด้วยเงาของต้นไม้ใหญ่ และสดใสด้วยสวนดอกไม้เล็ก ๆ นานาพรรณ ก็อาจจะไม่ใช่เรื่องยากที่จะได้พบเจอเจ้าแมลงชนิดนี้ ซึ่งบ้างก็แวะมารายวัน แต่บ้างก็ถึงกับตั้งรกรากอยู่ในพื้นที่ กลายเป็นเพื่อนบ้านกันโดยปริยาย ภายใต้คติ “อยู่ใครอยู่มัน” ขอแค่ไม่ทำร้ายกันก็เป็นพอ
กระนั้น หลายครั้งเราก็อาจเจอปัญหาที่แก้ไม่ตก เช่น รังของผึ้งที่ขยายอาณาจักรใหญ่ขึ้นทุกวัน หรือการสร้างรังบนอาคารบ้านเรือนใกล้กับผู้คน จนอาจกระทบต่อความปลอดภัยของสมาชิกในครอบครัวหรือสัตว์เลี้ยงได้ ด้วยข้อคำนึงเหล่านี้ การกำจัดรังผึ้งออกไปจากพื้นที่จึงเป็นแนวทางจำเป็นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง โดยเราอาจจะคุ้นเคยกับกระบวนการเดิม ๆ เช่น การเผารัง หรือการใช้ยาฆ่าแมลง ที่อาจคร่าชีวิตของผึ้งทั้งรัง และยังมีสารเคมีที่อันตรายต่อผู้คน รวมถึงเสี่ยงต่อความเสียหายของทรัพย์สินโดยรอบ
อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันนี้ยังมีอีกวิธีที่จะช่วยโยกผึ้งทั้งรังออกจากพื้นที่เดิมในแบบที่ไม่ทำร้ายชีวิตใคร นั่นก็คือ “บริการเคลื่อนย้ายรังผึ้ง” โดยผู้เชี่ยวชาญ ที่จะพาเจ้าแมลงชนิดนี้ย้ายบ้านไปสู่พื้นที่ที่เหมาะสมต่อไป
Damien TUPINIER / Unsplash
รู้จักบริการย้ายบ้านผึ้ง
บริการเคลื่อนย้ายรังผึ้ง (Bee Hive Removal) คือบริการที่จะช่วยเคลื่อนย้ายตัวรังผึ้งออกจากบริเวณที่ต้องการ เช่น ออกจากตัวอาคาร บริเวณสวนในบ้าน หรือตามวัตถุสิ่งของต่าง ๆ ด้วยความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ เช่น คนเลี้ยงผึ้ง เพื่อตอบโจทย์ผู้อยู่อาศัยโดยที่ไม่ต้องฆ่าผึ้งทั้งรัง หลังจากนั้น รังผึ้งจะถูกย้ายเข้าไปอยู่ในลังไม้เลี้ยงผึ้ง และพาไปอยู่ในที่ที่จัดเตรียมไว้ โดยหลาย ๆ ครั้ง ผึ้งเหล่านี้ (โดยเฉพาะผึ้งน้ำหวาน หรือ Honey Bee) จะถูกย้ายบ้านใหม่มาที่ฟาร์ม และจะมีการเก็บน้ำผึ้ง รวมถึงขี้ผึ้งมาแปรรูปเป็นผลผลิตที่สร้างรายได้ต่อไป
ขณะที่บริษัทเลี้ยงผึ้งพร้อมให้ความรู้ “Bee Amazed Garden” ของ จอห์น ชอง (John Chong) ที่ได้ช่วยเหลือผึ้งในเขตเมืองจากการถูกกำจัดให้มาอยู่บนฟาร์มดาดฟ้าของมหาวิทยาลัยสังคมศาสตร์แห่งสิงคโปร์ (SUSS) ก็ได้ใช้โอกาสนี้ในการออกแบบหลักสูตรและการอบรบเกี่ยวกับการเลี้ยงผึ้งให้กับ SUSS เพื่อช่วยให้นักเรียนกลัวผึ้งน้อยลง และอบรมคนงานควบคุมศัตรูพืชเกี่ยวกับการช่วยเหลือผึ้งไปพร้อมกัน
“ผึ้งไม่ได้เป็นแบบที่หนังและการ์ตูนนำเสนอ พวกมันไม่ใช่สัตว์ประหลาดที่จะออกมาทำร้ายเรา และนักเรียนจะได้เรียนรู้ว่า ผึ้งเหล่านี้มีส่วนช่วยในเรื่องของความมั่นคงทางอาหารได้อย่างไร” ชองกล่าว
ค่าใช้จ่ายของการเรียกใช้บริการนี้ มีอัตราที่ไม่คงที่ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง โดยข้อมูลจากปี 2023 ชี้ว่าบริการนี้ในประเทศสหรัฐอเมริกามีค่าบริการเฉลี่ยอยู่ที่ 354 เหรียญสหรัฐ และสูงสุดถึง 2,000 เหรียญสหรัฐ หรือราว 12,600-71,200 บาท) แต่ในบางกรณี เช่น หากผึ้งที่ต้องการย้ายรังเป็นผึ้งน้ำหวาน ก็อาจติดต่อคนเลี้ยงผึ้งให้มาดำเนินการย้ายรังไปฟรี ๆ ได้ ราคาที่คำนวณออกมาแต่ละครั้งจะขึ้นอยู่กับความยากง่ายที่ต้องเผชิญหน้างาน ได้แก่ สายพันธุ์ของผึ้งที่อาจมีอันตราย หรือมีความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมมากน้อยกว่ากัน รวมถึงผึ้งบางชนิดก็อาจสร้างความเสียหายให้บ้านเรือนเรามากกว่าชนิดอื่น ถัดมาจะเป็นเรื่องของพื้นที่ตั้งของรัง ที่บ้างก็อยู่ตามต้นไม้ บ้างอยู่ใต้พื้นดิน บ้างอยู่ตามซอกอาคารหรือติดกับสิ่งของ และบ้างก็เป็นเพียงฝูงของผึ้งที่กำลังหาบ้านใหม่เท่านั้น ส่วนปัจจัยสุดท้ายคือเรื่องของความเล็กใหญ่ของขนาดรังที่ทำให้ใช้แรงและเวลาต่างกันด้วย
Eric Ward / Unsplash
ด้วยเหตุดังกล่าว ลูกค้าจึงควรให้ข้อมูลอย่างละเอียดและอาจส่งรูปประกอบเพื่อช่วยให้ทีมงานประเมินสถานการณ์ได้อย่างแม่นยำ และเตรียมตัวปฏิบัติงานได้อย่างปลอดภัย รวมถึงในบางครั้ง รังที่เห็นอาจจะไม่ใช่รังผึ้ง แต่เป็นรังต่อซึ่งมีวิธีการกำจัดที่ต่างออกไป ทั้งนี้ นอกจากค่าบริการ ผู้ใช้บริการอาจจะต้องเตรียมเงินอีกส่วนสำหรับการซ่อมแซมบ้านไว้ด้วย ในกรณีที่จะต้องงัดแงะเพื่อเข้าถึงรังของพวกมัน
ปัจจัย 3 ปัจจัยข้างต้นยังส่งผลต่อระยะเวลาการทำงานที่อยู่ระหว่าง 30 นาที ถึงราว 10 ชั่วโมง ซึ่งหากเทียบกับการกำจัดผึ้งด้วยวิธีการเดิม ๆ ก็นับว่าการย้ายรังผึ้งนี้มีค่าใช้จ่ายที่สูงและใช้เวลานานกว่ากันมาก ทำให้บริการดังกล่าวยังเป็นตัวเลือกที่ไม่ค่อยได้รับความนิยมเท่าที่หวัง อย่างไรก็ตาม บริษัทบางแห่งก็ได้ร่วมมือกับองค์กรต่าง ๆ เพื่อขอทุนสนับสนุนและลดค่าบริการลงได้กว่าครึ่ง ส่งผลให้มีผู้สนใจและใช้บริการมากขึ้นอย่างก้าวกระโดดทุกปี นับเป็นความพยายามที่จะส่งเสริมให้ลูกค้าได้หันมาใช้บริการที่ช่วยรักษาชีวิตผึ้ง รวมถึงลดการใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายต่อผู้คนในพื้นที่รอบข้างที่ประสบผลสำเร็จ
“Erika Thompson” TikToker คนดัง กับไวรัลการย้ายรังผึ้งด้วยมือเปล่า
ในบรรดาคนเลี้ยงผึ้งที่เผยตัวอยู่บนโลกออนไลน์ นาทีนี้คงไม่มีใครฮอตไปกว่า “เอริกา ทอมป์สัน” (Erika Thompson) สาวสวยเจ้าของช่อง @texasbeeworks ที่ปัจจุบันมีผู้ติดตามบนแพลตฟอร์ม TikTok กว่า 11.5 ล้านคน ด้วยจุดเด่นด้านคอนเทนต์ที่คอยให้ความรู้เกี่ยวกับผึ้งด้วยน้ำเสียงฟังสบาย ประกอบกับภาพบรรยากาศการทำงานของเธอในฐานะของผู้ให้บริการย้ายรังผึ้ง
จุดเริ่มต้นของทอมป์สัน เกิดจากความใคร่รู้เกี่ยวกับผึ้งน้ำหวานและสถานการณ์ที่ว่ามันกำลังถูกคุกคาม ซึ่งจุดประกายให้เธอตัดสินใจเข้าเรียนหลักสูตรฉบับรวบรัดเกี่ยวกับการเลี้ยงผึ้ง โดยไม่ได้คาดคิดว่าต่อมาในอนาคต เธอจะผันตัวจากผู้อำนวยการด้านการสื่อสาร มาสู่นักเลี้ยงผึ้งเต็มเวลา และเจ้าของบริษัทรับย้ายรังผึ้ง “Texas Beeworks” โดยงานหลักของเธอคือการคอยช่วยย้ายผึ้งออกจากพื้นที่ต่าง ๆ ซึ่งมีกระบวนการที่กินเวลาตั้งแต่ 45 นาที ไปจนถึง 4 ชั่วโมง โดยหลังจากที่เธอได้ย้ายผึ้งเข้าสู่ลังไม้แล้ว ทอมป์สันก็จะนำพวกมันกลับมาที่พื้นที่เลี้ยงผึ้งใกล้บ้านตัวเอง เพื่อให้สามารถเดินไปเยี่ยมเยียนและดูแลได้อย่างสะดวก
ภาพจำของเธอที่ทำให้เป็นที่พูดถึงกันทั่วโลกออนไลน์ คือสาวผมบลอนด์ยาวที่โอบอุ้มเหล่าผึ้งเป็นร้อย ๆ ตัวด้วยมือเปล่า ก่อนจะนำพวกมันไปวางไว้ในรังใหม่ และไม่ใช่แค่มือเท่านั้นที่ไม่มีเครื่องป้องกัน แต่เธอยังมักจะใส่เสื้อและกางเกงยีนส์ธรรมดา ๆ ในการลงพื้นที่ทำงานเสมอ เธอยังคอยชี้ให้คนดูเห็นนางพญาผึ้งที่ตัวใหญ่กว่าใคร ก่อนที่จะค่อย ๆ เก็บมันใส่ไว้ในที่หนีบพลาสติกเล็ก ๆ คล้ายที่ติดผม แล้ววางลงบนกล่อง เพื่อให้ผึ้งตัวอื่น ๆ ในรังค่อย ๆ ตามนางพญาไปสู่บ้านใหม่ ก่อนจะปิดคลิปด้วยวลีเด็ดอย่าง “and it was another great day of saving the bees”
เมื่อคลิปเหล่านี้ได้รับการเผยแพร่สู่สาธารณะ เธอก็ได้พบเจอกับความคิดเห็นมากมายจากผู้คนทั่วโลก หลายคนต่างทึ่งและประหลาดใจกับการที่เธอสามารถเข้าหาผึ้งได้อย่างกล้าหาญโดยไร้เกราะป้องกัน ต่างจากภาพปกติที่เคยเห็น ความเห็นหนึ่งกล่าวว่า “เธอไม่กลัวพวกมันได้ไง เวลาฉันเห็นผึ้งแต่ละที ฉันสลบไปเป็นปี ๆ ” และทอมป์สันก็ได้ตอบไปว่า “ฉันรักผึ้งจริง ๆ !” ขณะที่อีกหลายคอมเมนต์ก็ชื่นชอบคอนเทนต์ของเธอที่นำเสนอเรื่องราวของผึ้งที่น่าสนใจด้วยน้ำเสียงที่ฟังสบาย
Meggyn Pomerleau / Unsplash
ทว่า ท่ามกลางความเห็นเชิงบวกมากมาย ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเจอความคิดเห็นในเชิงลบเช่นเดียวกัน คนร่วมวงการบางคนก็มองว่า การที่เธอเข้าหาผึ้งและทำงานโดยปราศจากเครื่องแบบหรือเครื่องมือป้องกันนั้นเป็นการสร้างแบบอย่างที่อันตราย ไม่ตรงต่อระเบียบด้านความปลอดภัย สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนต่องานเลี้ยงผึ้ง ความยากง่ายของมัน รวมไปถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม ทอมป์สันก็ได้แสดงความเห็นไว้ว่า “ในฐานะคนเลี้ยงผึ้งมืออาชีพ ภารกิจและจุดมุ่งหมายของฉันก็คือการช่วยให้ผู้คนเข้าใจว่างานของผึ้งและคนเลี้ยงผึ้งมีความสำคัญต่อโลกของเราอย่างไร เนื้อหาที่ฉันแชร์คือเรื่องจริง และแสดงให้เห็นว่าคนเลี้ยงผึ้งจะช่วยเหลือผู้คนและผึ้งที่ต้องการความช่วยเหลือได้อย่างไร การสวมอุปกรณ์ป้องกันเมื่อจำเป็น และเฉพาะผู้เลี้ยงผึ้งที่มีประสบการณ์เท่านั้นที่ควรให้บริการย้ายรังผึ้งและรับมือกับผึ้งได้”
โดยเมื่อถามถึงสาเหตุที่เธอไม่ใส่อุปกรณ์ป้องกัน เธอก็อธิบายว่า เนื่องจากอุปกรณ์ต่าง ๆ มีขนาดเทอะทะซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการทำงานและความคล่องตัว ดังนั้นหากเธอสามารถลดการใส่เกราะเหล่านั้นได้ เธอก็ชอบที่จะใส่มันให้น้อยที่สุด สอดคล้องกับบางคลิปของเธอที่จะเห็นว่าบางทีทอมป์สันเองก็มีการใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อทำให้ผึ้งสงบลงและสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันบ้างเมื่อจำเป็น
ผู้เชี่ยวชาญและคนเลี้ยงผึ้งอีกหลายคนต่างออกมาพูดถึงประเด็นดังกล่าวนี้ หลายคนกล่าวว่าโดยส่วนตัวแล้ว พวกเขาคงเลือกที่จะใส่อุปกรณ์ป้องกันไว้ก่อน เนื่องจากเราต่างก็ไม่รู้ว่าจะมีอุบัติเหตุหรือไม่ตอนไหน รวมถึงเราเองก็ไม่ได้รู้จักพฤติกรรมของผึ้งแต่ละรังดีตั้งแต่เจอครั้งแรก ดังนั้นก็ควรจะต้องระมัดระวังตัวเองเสมอ “ผึ้งคือสัตว์ป่า แต่ละรังมีบุคลิกที่แตกต่างกัน คุณไม่รู้หรอกว่าคุณจะไปเจอกับอะไรและรังผึ้งนั้นมีอารมณ์เป็นอย่างไรอยู่” บาร์บารา แบร์-อิมฮูฟ (Barbara Baer-Imhoof) ผู้ช่วยผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพแมลงผสมเกสรจากศูนย์วิจัยผึ้งเชิงบูรณาการประจำมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย กล่าว หากแต่ก็มีคนที่กล่าวเสริมว่า บางครั้งผู้เลี้ยงผึ้งมืออาชีพก็อาจจะเลือกสวมอุปกรณ์ป้องกันน้อยลงได้ ถ้าคุ้นเคยกับรังผึ้งมากพอ และการตัดสินใจทั้งหมดก็อยู่ที่ทอมป์สันเอง ที่จะอ่านสถานการณ์และเลือกสวมหรือไม่สวมเกราะป้องกัน
Hansjörg Keller / Unsplash
ขณะเดียวกันนี้ บางคนก็เห็นว่าคลิปของทอมป์สันได้สร้างมุมมองใหม่ ๆ ให้กับสาธารณะว่าผึ้งไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด “คนส่วนใหญ่คิดว่าผึ้งแค่บินไปรอบ ๆ เพื่อหาคนจะเข้าไปต่อย การที่เธอทำสิ่งนี้โดยปราศจากอุปกรณ์ใด ๆ เลย เปลี่ยนมุมมองของพวกเขาไปอย่างสิ้นเชิง เพราะงั้นจากมุมมองด้านการศึกษา ผมคิดว่ามันสำคัญที่ผู้คนจะได้เห็นว่าผึ้งไม่ได้พยายามที่จะฆ่าใคร” ไมเคิล บุช (Michael Bush) ผู้ประกอบอาชีพเลี้ยงผึ้งมามากกว่า 40 ปี กล่าว
“เลี้ยงผึ้งในเมือง” กระแสช่วยผึ้ง… แต่ผึ้งจะพึ่งได้จริงหรือ?
กระแสการเลี้ยงผึ้งในเมือง (Urban Beekeeping) กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น เนื่องด้วยการรับรู้ถึงความสำคัญของผึ้งที่มีต่อระบบอาหารโลก พร้อมกับปรากฏการณ์ “รังผึ้งล่มสลาย” จนทำให้ผู้คนต่างหาทางที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา และหลายคนก็เชื่อว่า การเลี้ยงผึ้งน้ำหวานบนดาดฟ้าหรือในสวนหลังบ้าน คือหนึ่งในแนวทางช่วยเหลือหมู่มวลผึ้งให้อยู่รอด…แต่จะจริงหรือ?
ดูเหมือนว่าผลการศึกษาจะไม่เป็นเช่นนั้น เพราะงานศึกษาที่ดำเนินการในเมืองมอนทรีออล ประเทศแคนาดา สำรวจประชากรผึ้งป่าทั่วเมืองในปี 2020 พบว่า พื้นที่ที่มีผึ้งเลี้ยงอยู่มากที่สุด กลับมีประชากรผึ้งป่าอยู่น้อยที่สุด โดยผึ้งตัวเล็ก ๆ ที่สามารถบินหาอาหารในระยะทางที่สั้นกว่า ก็จะมีความเสี่ยงเป็นพิเศษมากกว่า ดังนั้น “ผึ้งน้ำหวานที่ได้รับการส่งเสริมให้เป็นสัญลักษณ์ของการช่วยเหลือสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพ แต่จริง ๆ แล้วมันไม่เป็นแบบนั้น… คุณคงจะไม่มีวันเลี้ยงไก่ เพื่อช่วยรักษาพันธุ์นกป่า” เกล แมคอินนิส (Gail MacInnis) ผู้เขียนหลักของงานศึกษาข้างต้นกล่าว
ขณะที่ ชีล่า คอลลา (Sheila Colla) รองศาสตราจารย์และนักวิทยาศาสตร์ด้านการอนุรักษ์จากมหาวิทยาลัยยอร์ก ก็ชี้ให้เห็นว่าสำหรับ Western Honey Bee ที่พบได้ทั่วไปในสหรัฐอเมริกา แท้จริงแล้วมีถิ่นกำเนิดในยุโรป เอเชีย และตะวันออกกลางเสียอย่างนั้น การมีอยู่ของมันจึงกลายเป็น “ผู้บุกรุกที่ประสบความสำเร็จ” ด้วยศักยภาพการบินหาอาหารในระยะทางไกลกว่าและการสื่อสารที่เป็นระบบแม่นยำ ทำให้การยิ่งนำผึ้งน้ำหวานเข้ามาเลี้ยงในถิ่น เป็นเหมือนการพามันเข้ามาแย่งอาหารกับผึ้งพื้นถิ่น ซึ่งนับเป็นปัญหาใหญ่ของเหล่าพันธุ์ผึ้งที่อยู่มาก่อน อีกทั้งรังผึ้งที่ไม่ได้รับการดูแลอย่างมีความรับผิดชอบ ก็อาจเป็นแหล่งที่มาของปรสิตและโรคที่จะกระจายสู่ผึ้งป่าได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม การเลี้ยงผึ้งในเมืองก็ยังคงมีประโยชน์อยู่ ตราบใดที่มีการจัดการอย่างเหมาะสม และเจ้าของคอยใส่ใจดูแลอย่างมีความรับผิดชอบ
แล้วเราจะช่วยผึ้งพื้นเมืองได้อย่างไร? ผู้เชี่ยวชาญหลายคนต่างแนะนำและมุ่งเน้นไปที่ “การปลูกไม้ดอกพื้นเมือง” ให้มีความหลากหลาย และแบ่งบานในช่วงเวลาต่างกัน เพื่อให้ผึ้งมีอาหารหล่อเลี้ยงตัวเองได้ตลอดฤดูกาล รวมถึงการตัดหญ้าให้น้อยลง และสร้างสวนที่เป็นมิตรต่อแมลง ซึ่งก็อาจจะเป็นประโยชน์เช่นกัน ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญยังเห็นว่าเมืองที่อนุญาตให้เลี้ยงผึ้งได้ ควรมีมาตรการจำกัดความหนาแน่นของรังผึ้งเลี้ยง และให้ประชาชนลงทะเบียนรังผึ้งของตนให้ถูกต้องด้วย
แนวทางแก้ปัญหาที่ดีที่สุดนั้นอาจไม่ใช่วิธีที่ทำได้เร็วหรือทำได้ง่าย แต่ควรจะเป็นวิธีที่มาพร้อมความเข้าใจและไม่ส่งผลกระทบเชิงลบต่อใคร เพื่อให้ทุกฝ่ายได้มีโอกาสใช้ชีวิตของตัวเองอย่างสบายใจในพื้นที่ที่เหมาะสม และเติบโตไปด้วยกันต่อไป ซึ่งหากเป็นเรื่องของการนำรังผึ้งออกจากพื้นที่แล้ว ก็คงไม่มีวิธีไหนที่จะตอบโจทย์นิยามดังกล่าวได้เท่ากับนวัตกรรมการย้ายรังผึ้งที่ประนีประนอมนี้เลย
ที่มา : บทความ “Bee Rescuers” จาก pollinator.org
บทความ “Relocate beehives instead of exterminating them, urge rescuers” โดย Shabana Begum
บทความ “Bee Removals” จาก foxhoundbeecompany.com
บทความ “The Best Bee Removal Services of 2023” โดย Amber Guetebier
บทความ “Average Cost of Bee Hive Removal” โดย Cory Ferrer
บทความ “How Texas Beeworks’s Erika Thompson Became the Queen Bee of Pastoral TikTok” โดย Lauren Larson
บทความ “TikTok is abuzz after beekeeping influencer is accused of not practicing correct safety protocols” โดย Leah Asmelash
บทความ “What Beekeepers Really Think of the Viral TikTok Bee Lady” โดย Sofia Andrade
คลิปสัมภาษณ์ “Meet The Beekeeper Who Scoops Bees With Her Bare Hands | TODAY” จาก youtube.com
บทความ “‘Over the top’: backlash against TikTok’s bee lady not justified, say bee experts” โดย Leah Asmelash
บทความ “‘Rise in urban beekeeping may be crowding out native bee species” โดย Brian Owens
บทความ “‘The unexpected downside of raising bees in your backyard” โดย Allyson Chiu
บทความ “The City Bee” โดย Carly Nairin
เว็บไซต์ beerescue.com.au
เรื่อง : บุษกร บุษปธำรง