เมื่อฟาสต์แฟชั่นทำโลกเดือด โอกาสสิ่งทอไทยสร้างความยั่งยืน เส้นใยธรรมชาติมูลค่าแสนล้านบาท
จึงเป็นโอกาสดีในการขับเคลื่อนนโยบายผลักดันอุตสาหกรรมแฟชั่นไทย เพื่อให้ประเทศไทยก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง เพราะอุตสาหกรรมแฟชั่น มีรายได้สูงถึง 3.9 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นการส่งออกสินค้าแฟชั่นถึง 2 แสนล้านบาท และทำให้เกิดการจ้างงานราว 7.5 แสนคน
ดร.วุฒิไกร ศิริผล อาจารย์ประจำสาขาวิชาศิลปะการออกแบบพัสตราภรณ์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เสนอว่า นายกรัฐมนตรีควรใช้โอกาสนี้ในการหากลุ่มตลาดที่มีความสนใจในสินค้าแฟชั่น และศึกษาถึงความต้องการเฉพาะ หรือเทรนด์ที่ตลาดกลุ่มนั้น ๆ ให้ความนิยม ให้ดำเนินการส่งออกสินค้าที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย
นอกจากนี้ ควรมองหาความร่วมมือทางด้านการค้า ในลักษณะของการร่วมทุนระหว่างผู้ประกอบการในประเทศเยอรมนี หรือประเทศอื่น ๆ ให้ร่วมมือกับผู้ประกอบการไทย เพราะประเทศเหล่านี้ล้วนมีต้นทุนองค์ความรู้ทั้งด้านการออกแบบดีไซน์ การใช้เทคโนโลยี รวมไปถึงความพร้อมด้านเครื่องจักร
จุดแข็งแฟชั่นไทย “แรงงานฝีมือ”
ดร.วุฒิไกรชวนย้อนมองกลับไปยังบริบทของอุตสาหกรรมสิ่งทอและแฟชั่นไทยเมื่อหลายสิบปีก่อน ที่เคยมีจุดแข็งจากการเป็นฐานโรงงานการผลิตที่สำคัญของภูมิภาค และร่วมทุนกับต่างชาติ เช่น ญี่ปุ่น ไต้หวัน ฮ่องกง สหรัฐอเมริกา ฯลฯ เพราะประเทศไทยมีความพร้อมทั้งด้านฝีมือแรงงาน และค่าแรงที่เหมาะสมแก่การลงทุน จนกลายเป็นส่วนสำคัญในการยกระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจ กระทั่งในปี 2546 นายทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีของไทยในเวลานั้น มีโครงการ “กรุงเทพฯเมืองแฟชั่น” ใช้งบประมาณ 1.8 พันล้านบาท หวังให้กรุงเทพมหานคร (กทม.) กลายเป็นศูนย์กลางแฟชั่นในระดับภูมิภาค และยกระดับไปสู่ระดับโลก
สิ่งเหล่านี้ได้กลายเป็นเพียงภาพฝัน ก่อนที่รัฐบาลของนายทักษิณ จะสิ้นสุดลงจากการรัฐประหาร และก่อนที่บริษัทข้ามชาติต่าง ๆ จะย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีปัจจัยด้านค่าแรงถูกกว่าประเทศไทย อย่างประเทศเวียดนาม ฯลฯ ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกอุตสาหกรรมสิ่งทอฯ จำนวนกว่า 6 แสนล้านบาท ในปี 2549 เหลือเพียงราว 1.6 แสนล้านบาท ในปี 2566 และนี้เป็นเหตุผลที่ทำให้รัฐบาลชุดปัจจุบันให้ความสำคัญกับการผลักดันอุตสาหกรรมสิ่งทอและแฟชั่นไทย ผ่านนโยบายซอฟต์พาวเวอร์
อัตลักษณ์ความเป็นไทย สอดรับกับกระแสแฟชั่นโลก
ดร.วุฒิไกร ยังให้ภาพต่อไปอีกว่าเทรนด์แฟชั่นของโลกในเวลานี้ ให้ความสำคัญเรื่องการพัฒนาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เพราะอุตสาห
กรรมฟาสต์แฟชั่น (Fast Fashion) ที่เน้นการผลิตเสื้อผ้าด้วยความรวดเร็วและต้นทุนในการผลิตต่ำ ทำให้เสื้อผ้าเหล่านี้ราคาไม่แพง แต่ในทางกลับกันมักสร้างผลกระทบด้านมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมโลกมากเป็นอันดับที่ 2 รองจากอุตสาหกรรมปิโตรเลียม และยังดึงเอาทรัพยากรธรรมชาติต่าง ๆ โดยเฉพาะทรัพยากรน้ำเป็นจำนวนมากเพื่อป้อนวัตถุดิบเข้าสู่กระบวนการผลิต
นอกจากนี้ การจะทำให้สินค้าฟาสต์แฟชั่น มีราคาที่ถูกลงได้ ส่วนหนึ่งย่อมต้องมาจากการลดต้นทุนในการผลิต บริษัทข้ามชาติต่าง ๆ จึงต้องไปสร้างโรงงานในประเทศที่มีค่าแรงต่ำ และตอกย้ำด้วยการกดค่าแรงของลูกจ้างให้ต่ำที่สุด บวกกับชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน รวมไปถึงการใช้แรงงานเด็ก ทั้งยังไม่คำนึงถึงสวัสดิภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของแรงงาน เหล่านี้คือผลพวงที่ทำให้เทรนด์แฟชั่นของโลก ได้กลับมาให้ความสำคัญเกี่ยวกับความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงกระบวนการผลิตที่คำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชนด้วย
อุตสาหกรรมไทยตอบโจทย์ Sustaina-bility
เมื่อมองกลับมายังประเทศไทย ดร.วุฒิไกร ได้ถ่ายทอดประสบการณ์ให้ฟังว่า นักวิชาการจากประเทศอังกฤษ และฟินแลนด์ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ประเทศไทยมีศักยภาพอย่างมากที่จะตอบโจทย์เทรนด์แฟชั่นของโลกสมัยใหม่เรื่อง Sustainability เพราะมีกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะพวกงานหัตถกรรมเสื้อผ้าที่เป็นงาน
คราฟต์ มีการใช้เส้นใยผ้าแบบรีไซเคิล (Recycle) การย้อมสีเสื้อผ้าที่ใช้วัสดุจากธรรมชาติ ด้วยเหตุที่ต้นทุนทางด้านงานหัตถกรรมเหล่านี้ยังคงเหลืออยู่ในประเทศไทย ขณะที่ในโซนยุโรป หรือสแกนดิเนเวีย ได้ค่อย ๆ เลือนหายไปแล้ว
สิ่งทอไทยไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชนรุนแรง
ส่วนการผลิตในระดับอุตสาหกรรมโรงงานก็มีกระบวนการผลิตที่คำนึงถึงสวัสดิภาพแรงงาน ไม่มีข่าวละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง เมื่อเทียบกับโรงงานในบางประเทศ สิ่งเหล่านี้ย่อมกลายเป็นจุดแข็งของวงการอุตสาหกรรมแฟชั่นสิ่งทอของประเทศไทย
“ไทยจึงไม่สามารถแข่งกับโลกด้วยจุดขายเรื่องการผลิตสินค้าต้นทุนต่ำอีกแล้ว จึงต้องนำเอาเอกลักษณ์ ภูมิปัญญา ศิลปวัฒนธรรมของความเป็นไทยไปสู้ แล้วนำมาปรุงให้มีความเป็นโมเดิร์นร่วมสมัย เหมือนแฟชั่นฝรั่งเศส ญี่ปุ่น ฯลฯ เปรียบเสมือนอาหารไทย ที่นำไปปรุงให้ฝรั่งกินได้ด้วย สิ่งเหล่านี้เป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) โดยมีจุดขายเรื่องดีไซน์ การออกแบบ ที่จะนำไปผลิตเป็นสินค้าและบริการที่มีมูลค่าสูง
รัฐบาลเน้นส่งเสริมตลอดห่วงโซ่สิ่งทอ
บริบทการผลิตแฟชั่นสิ่งทอของประเทศไทยมีจุดแข็งทั้ง 3 ประเภท คือ ประเภทหัตถกรรม หรือที่เรียกว่างานคราฟต์ ผู้ประกอบการขนาดเล็ก-กลาง (SMEs) และประเภทอุตสาหกรรมโรงงาน จึงมีข้อเสนอแนะต่อการพัฒนาต่อทั้ง 3 ประเภท ในรูปแบบที่แตกต่างกัน
1.ประเภทหัตถกรรม หากจะส่งเสริมงานคราฟต์ให้ไปสู่ตลาดโลก รัฐบาลควรมองหากลุ่มตลาดในประเทศต่าง ๆ และศึกษาความต้องการเฉพาะว่าต้องการการดีไซน์ ประเภทเนื้อผ้า ฯลฯ แบบใด กล่าวกันอย่างถึงที่สุด รูปแบบการดีไซน์ของผ้าไทยในทุกวันนี้ ยังไม่ใช่สิ่งที่กลุ่มประเทศในตะวันตกจะให้ความนิยมมากนัก
2.กลุ่มSMEs ผู้ประกอบการขนาดเล็กที่เน้นขายดีไซน์ มีจุดเด่นด้านสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะกลุ่ม เน้นสินค้าคุณภาพสูงเพื่อตอบโจทย์แฟชั่น รัฐบาลควรส่งเสริมให้กลุ่มนี้เข้าถึงตลาดและการลงทุนได้มากขึ้น เพราะมีสินค้าที่อยู่ในช่วงกลาง-สูง สร้างมูลค่าเพิ่มได้ดี
3.อุตสาหกรรม สิ่งที่รัฐบาลควรสนับสนุน คือการส่งเสริมเรื่องเทคโนโลยีที่ทันสมัย ที่จะทำให้การผลิตมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะที่ต้นทุนก็ต่ำลง ต่อมาคือการส่งเสริมเรื่ององค์ความรู้ในการออกแบบ.