โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สงครามการค้าสหรัฐ-จีน หยิกเล็บก็เจ็บเนื้อ

ข่าวหุ้นธุรกิจ

เผยแพร่ 06 พ.ค. 2568 เวลา 23.15 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ผลพวงจากมาตรการการค้าของสหรัฐฯ ที่คิดจะใช้มาตรการขึ้นภาษีนำเข้าฝ่ายเดียวเล่นงานจีนและพันธมิตรที่สหรัฐฯ เห็นว่าเป็นตัวการทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ เสียเปรียบทางการค้า เริ่มลุกลามบานปลายไปสู่การลงทุนของสหรัฐฯ เอง เพราะนอกเหนือจากการเจรจาที่สหรัฐฯ ต้องชั่งน้ำหนักให้กับชาติต่าง ๆ ที่รับผลร้ายจากมาตรการการค้าของสหรัฐ ฯ ที่ขึ้นภาษีนำเข้ากับชาติต่าง ๆ ทั่วโลกรวมทั้งไทยด้วยที่มีความซับซ้อนถึงขั้นที่ตัวแทนเจรจาสหรัฐฯ ต้องออกมาบอกว่านโยบายของทรัมป์ มีข้อจำกัดที่ไม่สามารถทำได้เต็มที่ต้องผ่อนปรนเป็นเรื่อง ๆ ไป

แต่เรื่องราวของทรัมป์ยังไม่จบลงเพียงแค่นี้ เพราะล่าสุดมาตรการที่สหรัฐฯ ใช้ ทำให้ชาติอื่น ๆ ที่เป็นพันธมิตรของตัวเองเช่นปานามาได้ถูกบริษัทจีนระงับข้อตกลง CK Hutchison ที่จะขายบริษัทคืนให้กับสหรัฐฯ ไปด้วย

คลองปานามากลายเป็นสมรภูมิใหม่ระหว่างสหรัฐฯ-จีน

สงครามอิทธิพลระหว่างมหาอำนาจเหนือเส้นทางการค้าทางทะเลที่สำคัญของโลกกำลังทวีความเข้มข้น เมื่อทั้งจีนและสหรัฐอเมริกาต่างเพิ่มแรงกดดันเกี่ยวกับคลองปานามา ส่งผลให้ดีลยักษ์มูลค่า 2.28 หมื่นล้านดอลลาร์ในการขายท่าเรือของมหาเศรษฐีชาวฮ่องกง หลี่ กาชิง อยู่ในสถานะไม่แน่นอน

ล่าสุด หน่วยงานกำกับดูแลตลาดของจีนประกาศเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่า จะเข้มงวดในการตรวจสอบแผนการขายท่าเรือหลายสิบแห่งของ CK Hutchison Holdings Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทของหลี่ กาชิง ให้กับกลุ่มทุนที่มี BlackRock Inc. เป็นผู้สนับสนุนหลัก โดยย้ำว่าการตรวจสอบจะครอบคลุมทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และดีลดังกล่าวจะไม่สามารถดำเนินการได้หากไม่ได้รับการอนุมัติจากหน่วยงาน

ข้อสังเกตที่น่าสนใจคือ แม้ธุรกรรมนี้จะเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินของ CK Hutchison ที่อยู่นอกประเทศจีนและฮ่องกงเท่านั้น แต่คำแถลงดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของปักกิ่งในการแสดงอำนาจควบคุมเหนือธุรกิจที่มีฐานอยู่ในภูมิภาคจีนตอนใต้ รวมถึงฮ่องกง ในขณะเดียวกัน ด้านสหรัฐฯ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้เริ่มผลักดันนโยบาย "ยึดคืน"คลองปานามาไม่นานหลังจากเข้ารับตำแหน่งในปีนี้ และล่าสุดได้เรียกร้องอย่างชัดเจนให้เรือสหรัฐฯ สามารถ "ผ่านคลองปานามาและคลองสุเอซได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย"

"คลองเหล่านั้นคงไม่มีทางเกิดขึ้นได้หากปราศจากสหรัฐอเมริกา"ทรัมป์โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม Truth Social เมื่อวันเสาร์ พร้อมระบุว่าได้สั่งการให้มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ "จัดการสถานการณ์นี้โดยทันที"

สหรัฐฯ และจีนกำลังอยู่ในสภาวะสงครามคำพูดที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ เกี่ยวกับคลองปานามา ซึ่งเป็นเส้นทางการค้าสำคัญที่รองรับปริมาณการขนส่งสินค้าทางทะเลประมาณ 3% ของทั้งโลก โดยทั้งสองประเทศเป็นผู้ใช้หลักของคลองแห่งนี้

สถานการณ์ดังกล่าวยิ่งสร้างแรงกดดันทางการเมืองให้กับหลี่ กาชิง ในขณะที่เขาพยายามจะขายท่าเรือทั้งสองแห่งในปานามา ทำให้เขาตกอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างสองมหาอำนาจ

ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นจากทั้งสองฝ่ายสะท้อนให้เห็นถึงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ซับซ้อนและท้าทายมากขึ้นสำหรับ CK Hutchison และบริษัทระดับโลกอื่น ๆ ที่จำเป็นต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสองประเทศเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ที่กำลังปะทุขึ้นอีกครั้ง

ด้านจีนได้ส่งสัญญาณไม่พอใจอย่างชัดเจนต่อความเคลื่อนไหวของหลี่ กาชิง โดยบลูมเบิร์กรายงานเมื่อเดือนมีนาคมว่า จีนได้สั่งการให้รัฐวิสาหกิจชะลอความร่วมมือใหม่ ๆ กับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับมหาเศรษฐีวัย 96 ปีรายนี้และครอบครัว เนื่องจากไม่พอใจกับแผนการขายท่าเรือให้กับกลุ่มทุนระดับโลก

หนังสือพิมพ์ Ta Kung Pao ซึ่งเป็นสื่อที่สนับสนุนรัฐบาลจีน ได้ตีพิมพ์คอลัมน์ความเห็นโดยระบุว่า บริษัทที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎหมายของประเทศและ "หยุดธุรกรรมที่เกี่ยวข้องทันที" มิฉะนั้น "ผลที่ตามมาจะร้ายแรงมาก"ดีลใหญ่นี้ได้รับการประกาศครั้งแรกในเดือนมีนาคม เกี่ยวข้องกับท่าเรือที่ดำเนินการโดย CK Hutchison จำนวน 43 แห่งใน 23 ประเทศทั่วโลก แม้ว่าการเจรจาและขั้นตอนการตรวจสอบต่าง ๆ ยังคงดำเนินต่อไป ทั้งการตรวจสอบสถานะทางการเงิน (due diligence) การตรวจสอบบัญชีและภาษี แต่ CK Hutchison ได้พลาดเป้าหมายในการลงนามข้อตกลงขั้นสุดท้ายในส่วนของปานามาที่กำหนดไว้ภายในวันที่ 2 เมษายนไปแล้ว ทั้งนี้ หากดีลดังกล่าวสามารถบรรลุข้อตกลงได้ในที่สุด CK Hutchison จะได้รับผลตอบแทนเป็นเงินสดถึง 19,000 ล้านดอลลาร์

วอลล์สตรีทเจอร์นัลรายงานในเดือนนี้ว่า มีการหารือถึงความเป็นไปได้ในการแยกท่าเรือทั้งสองแห่งในปานามาออกจากข้อตกลงมูลค่า 22,800 ล้านดอลลาร์ในการซื้อท่าเรือทั้งหมดจาก CK Hutchison อย่างไรก็ตาม Ta Kung Pao ชี้ว่านี่เป็นเพียง "การจัดการภาพลักษณ์"เท่านั้น โดยระบุว่า "ไม่ว่าจะเปลี่ยนชื่ออย่างไร แก่นแท้ของธุรกรรมนี้ยังคงเป็นผลประโยชน์โดยตรงของกลุ่มทุน BlackRock ของอเมริกาเสมอมา"

เรื่องชุลมุนนี้จะบานปลายแค่ไหน อย่างไร ไม่ทราบได้ แต่อาจจะทำให้เกิดสงครามจริงขึ้นได้หากผลประโยชน์ไม่ลงตัว

วิษณุ โชลิตกุล

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...