ชะตาพฤกษา
ข้อมูลเบื้องต้น
โจวฮุ่ยจูเด็กสาวของครอบครัวโจวที่มีความลับเป็นพลังธาตุพิเศษ
นั่นคือพลังธาตุพฤษาที่หายสาบสูญไปนาน ทั้งครอบครัวจึงปิดบังความลับนี้เอาไว้
แต่เพื่อตามหาของวิเศษมารักษาขาของพี่ชาย
โจวฮุ่ยจูจึงตัดสินใจเข้าร่วมการสอบเป็นศิษย์ของสำนักฟ้า
แต่ดูเหมือนว่าหนทางในการจะได้มาซึ่งของวิเศษจะมิได้ง่ายดายอย่างที่คิด
ไหนจะคนที่คิดปองร้ายนางเพียงเพราะการครอบครองพลังพฤกษา
ทั้งยังมีปัญหาเรื่องชาติกำเนิดที่คลุมเครือ
แล้วแบบนี้โจวฮุ่ยจูจะสามารถหาหนทางมารักษาขาของพี่ชายได้หรือไม่
ติดตามได้ใน
“ชะตาพฤกษา”
*** หากพบปักหาซื้อแล้วอ่านไม่ได้หรือเกิดปัญหาใดทีไม่ใช่ในส่วนของเนื้อหา กรุณาติดต่อแอดมินเด็กดีตามนี้ค่ะ
https://web.facebook.com/NiyayDekD
คำเตือน!
1. นิยายเรื่องนี้ไม่เหมาะกับผู้อ่านที่ต้องการความสมเหตุสมผล เพราะไรท์แต่งขึ้นจากจินตนาการ ความไม่มีเหตุผลและความเป็นไปไม่ได้ ไม่อิงจากประวัติศาสตร์ใดๆทั้งสิ้น
2. กรุณาคอมเม้นด้วยความสุภาพ ห้ามใช้คำหยาบไรท์ยอมรับการติ-ชม ที่มีเหตุผลได้
3. นิยายเรื่องนี้อัพฟรีจนจบแต่มีระยะเวลาอ่านฟรีตามที่กำหนดในแต่ละตอน ไม่ฟรีตอนพิเศษ
4. นิยายเรื่องนี้ผู้แต่งยังไม่ได้ตรวจคำผิด ยังไม่ได้รีไรท์ แจ้งก่อนเพื่อให้ทำใจและงดดราม่า
5. นิยายเรื่องนี้ 1 เล่มจบ
****โปรดอ่านคำเตือนให้เข้าใจก่อนการบริโภค
เริ่มอัพ 1/4/2567
ตอนที่ยังไม่ได้ตั้งชื่อ
โลกใบนี้ถูกแบ่งออกเป็นสามแดนได้แก่ แดนสวรรค์ แดนมนุษย์และแดนมาร โดยเหล่ามนุษย์ทั้งหลายเมื่อฝึกตนจนเป็นเทพเซียนจะสามารถเข้าสู่แดนสวรรค์ได้ยามถึงนิพพาน แต่หากมนุษย์ผู้ใดมีจิตใจยังเลวร้ายจะกลายเป็นมาร ยามร่างถูกเผาเป็นเถ้าธุลี
นี่เป็นเรื่องเล่าของเหล่ามนุษย์ที่มีอยู่ทั่วทุกแคว้นแต่ไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงหรือไม่เพราะยังไม่เคยมีผู้ใดเข้าสู่แดนสวรรค์แล้วกลับมาบอกเหล่า และยังไม่มีมารตนใดโผล่มายังแดนมนุษย์ เรื่องเหล่านี้จึงเป็นเพียงเรื่องที่เล่าขานหาใช้สิ่งที่พิสูจน์ได้แล้วไม่
ในแดนมนุษย์นั้นจะแบ่งคนออกเป็นสองประเภทคือผู้ที่มีพลังธาตุและไม่มีพลังธาตุ โดยพลังธาตุทั่วไปจะแบ่งออกเป็นสี่ประเภทได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ ธาตุทั้งสี่เป็นธาตุที่พบเห็นได้ง่าย หากมีมนุษย์เกิดมาหนึ่งร้อยคนจะมีสิบคนที่มีพลังธาตุหนึ่งในสี่ธาตุนี้
แต่ทว่าก็มีผู้ที่มีพลังธาตุที่นอกเหนือจากธาตุพื้นฐานทั้งสี่เช่นกัน พลังธาตุเหล่านั้นจะถูกเรียกว่าธาตุพิเศษ โดยคนที่มีพลังธาตุหนึ่งพันคนจะพบหนึ่งคนที่มีพลังของธาตุพิเศษ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากที่พบกับผู้มีธาตุพิเศษสักหนึ่งคน
เหล่าผู้มีพลังธาตุนั้นจึงฝึกฝนพลังปราณในร่างกายเพื่อควบคุมพลังธาตุที่มีมาแต่กำเนิดนี้ ยิ่งฝึกฝนพลังปราณให้แกร่งกล้ามากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งใช้พลังธาตุของตนเองได้ชำนาญมากเท่านั้นผู้ที่มีความสามารถเหล่านี้จึงมักถูกเรียกโดยทั่วไปว่า ผู้ใช้ปราณ
แน่นอนว่าเหล่าผู้ใช้ปราณนี้จะได้รับสิทธิพิเศษมากมายกว่าผู้ที่ไม่มีพลังปราณ แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่ไม่ได้มีพลังปราณแต่ก็สามารถนั่งในตำแหน่งสำคัญๆ ของแคว้นได้อย่างมั่นคงหากมีมันสมองอันชาญฉลาดหรือมีความสามารถที่โดดเด่นกว่าคนทั่วไป
บทนำ
“อือออ อืออออ”
“เบ่งแรงๆ เจ้าค่ะนายหญิง ออกแรงอีกเจ้าค่ะ”
“อือออออ” หญิงสาวที่นอนอยู่บนเตียงมีเหงื่อท่วมกายกัดผ้าแล้วออกแรงเบ่งตามคำบอกของหมอตำแย
“ออกมาแล้ว ออกมาแล้ว”
หมอตำแยนำเด็กออกมาก่อนจะตัดสายสะดือด้วยความชำนาญก่อนจะส่งเด็กให้กับแม่นมของฮูหยินรองที่ยืนอยู่ไม่ไกล จากนั้นจัดการทำความสะอาดให้กับหญิงเพิ่งคลอด
“แม่นมหยงลูกข้าเป็นอย่างไรบ้าง”
“เอ่อ…”
“เป็นคุณหนูที่แข็งแรงดีเจ้าค่ะ”
หมอตำแยที่หวังเอาหน้าได้กล่าวตัดหน้าคนเป็นแม่นมของฮูหยินรองของจวนแห่งนี้ โดยไม่ได้ดูสีหน้าของผู้ที่ถูกเรียกว่าแม่นมแม้แต่น้อย
หญิงสาวที่นอนอยู่บนเตียงหลับตาลงโดยไม่คิดแม้แต่จะชำเลืองมองบุตรสาวที่ตนเองเพิ่งคลอดออกมาอย่างลำบากยากเย็นแม้แต่น้อย
“จัดการซะ” ริมฝีปากที่ซีดเซียวไม่ได้ทำให้น้ำเสียงที่เด็ดขาดดูดุดันน้อยลงไป แต่มันกลับดูเลือดเย็นยิ่งขึ้นไป
“เจ้าค่ะนายหญิง”
นอกจากหมอตำแยแล้วคนอื่นๆ ที่อยู่ที่นั่นก็ล้วนแล้วแต่เป็นคนของฮูหยินรองทั้งสิ้น ทำให้หมอตำแยเริ่มเดาอะไรบางอย่างออกได้รางๆ เรืองในเรือนหลังสกุลใหญ่ มีหรือที่หมอตำแย่เช่นนางจะรู้มาน้อย
“รบกวนท่านหมอตำแยเก็บเรื่องที่นายหญิงของข้าคลอดคุณหนูเอาไว้ด้วย หากมีผู้ใดถามก็บอกไปว่านายหญิงคลอดคุณชายน้อยผู้หนึ่งออกมา” แม่นมหยงล้วงถุงเงินหนักอึ้งยัดใส่มือของหมอตำแยชรา
“แน่นอน แน่นอน วันนี้นายหญิงคลอดคุณชายน้อยที่อ้วนท้วนสมบูรณ์ออกมาผู้หนึ่ง เรื่องนี้ย่อมเป็นความยินดีของคนทั้งจวนเป็นแน่แท้”
“แน่นอนว่าความยินดีนี้ย่อมควรเป็นท่านเป็นผู้ป่าวประกาศออกไป”
สิ้นเสียงของแม่นมหยงสาวใช้ผู้หนึ่งก็เดินเข้ามาพร้อมกับห่อผ้าในมือมอบให้กับหมอตำแยชรา ก่อนจะมาแยกรับเอาเด็กในอ้อมแขนของแม่นมหยงไป
หมอตำแยมองเด็กในมือแล้วดูก็รู้ว่าเป็นเด็กที่เพิ่งคลอดออกมาไม่นานเช่นกัน และนางไม่ต้องเปิดผ้าก็เดาออกว่าเด็กคนนี้จะต้องเป็นเด็กผู้ชายอย่างแน่นอน
หมอตำแยรู้หน้าที่ของตนเองเป็นอย่างดี ถุงเงินที่ถ่วงหนักอยู่ในอกเสื้อบอกนางแล้วว่าจะต้องทำอย่างไรดีกับเรื่องตรงหน้านี้
ดังนั้นเมื่อเห็นแม่นมหยงพยักหน้า หมอตำแยก็ฉีกยิ้มกว้างเดินออกไปเปิดประตูห้องพร้อมกับแสดงความยินดีกับนายท่านรองของจวนที่ได้คุณชายน้อย เป็นเวลาเดียวกับที่สาวใช้คนหนึ่งอุ้มเด็กหญิงที่เพิ่งคลอดกระโจนออกไปทางหน้าต่าง จึงไม่มีใครทันได้เห็นว่าเด็กได้ถูกสลับตัวไปแล้ว
“แม่นมหยงท่านรู้ใช่ไหมว่าใครคือคนที่เก็บความลับได้ดีที่สุด”
“นายหญิงอย่าได้เป็นห่วง นายท่านได้จัดเตรียมคนเอาไว้สำหรับเรื่องนี้โดยเฉพาะแล้ว”
“ดี”
ฮูหยินรองของจวนไม่กล่าวอะไรอีกทำเพียงหลับตาเพื่อพักผ่อนให้หายจากการเหนื่อยล้า โดยไม่สนใจสิ่งที่เพิ่งพูดคุยกับแม่นมคนสนิทไปเมื่อครู่ ราวกับว่าที่ที่กำลังพูดเป็นเพียงผักปลาหาใช่ชีวิตคน
คนตายเท่านั้นที่เก็บความลับได้ดีที่สุด
ดังนั้นวันต่อมาจึงมีคนพบศพหมอตำแยที่เพิ่งได้โชคลาภจากการทำคลอดให้กับฮูหยินในจวนขุนนางท่านนึงนอนตายตาไม่หลับอยู่ในบ้าน เจ้าหน้าที่คาดการณ์ว่าจะเป็นการปล้นชิงทรัพย์เนื่องจากทรัพย์สินของหญิงชราหายไป
สุดท้ายไปพบถุงเงินที่เป็นหลักฐานมัดตัวอยู่ที่ชายเร่ร่อนผู้หนึ่ง เจ้าหน้าที่จึงทำการปิดคดีนี้ว่าเป็นการฆ่าชิงทรัพย์โดยคนร้ายเป็นชายเร่ร่อนแล้วพลั้งมีฆ่าหญิงชราเพื่อหวังเงิน
ด้านเด็กหญิงนั้นถูกสาวใช้พาไปกำจัดทิ้งตามคำสั่งของผู้เป็นนาย แต่ทว่าสาวใช้ผู้นี้กลับใจไม่แข็งพอที่จะสังหารเด็กหญิงตัวน้อย นางจึงเลือกที่จะกรีดแขนของเด็กจนมีเลือดไหลซึมออกมา ก่อนจะพาเด็กเข้าไปในป่าลึกแล้วว่าเด็กหญิงเอาไว้ที่นั่น ไว้ให้กลิ่นเลือดเรียกสัตว์ร้ายมากัดกินเด็กหญิงไป หรือต่อให้เด็กหญิงรอดพ้นจากสัตว์ร้ายมาได้ก็ต้องตายเพราะอดอาหารอยู่ดี
สาวใช้วางเด็กเอาไว้ที่ตรงนั้นก่อนจะหันหลังกลับแล้วออกจากป่าไปโดยเร็วเพราะดวงอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า เพียงแต่นางเองก็คิดไม่ถึงว่าตนเองจะไม่ได้มีชีวิตที่ได้พบกับตะวันในวันพรุ่งเช่นกัน
หลังจากที่สาวใช้จากไป ทิ้งเด็กหญิงตัวน้อยที่ยังเป็นเพียงทารกไร้หนทางช่วยเหลือตนเองไว้เพียงลำพัง แต่เด็กหญิงก็ไม่ได้ร้องไห้โยเยแต่อย่างใด เมื่อต้นไม้ใหญ่เคลื่อนมาใช้กิ่งก้านที่แผ่ขยายของมันบดบังแสงแดดและความร้อนให้กับเด็กหญิงที่ถูกทิ้งไว้
เหล่าต้นหญ้าเติบโตจนสูงขึ้นเพื่อห่อหุ้มเด็กหญิงเอาไว้ไม่ให้โดนลม ทั้งยังคอยป้อนน้ำค้างบริสุทธิ์ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยแร่ธาตุให้เด็กน้อยประทังความหิว
เหล่าพืชพรรณต่างก็ดูแลเด็กหญิงราวกับเป็นองค์หญิงตัวน้อย ยามขับถ่ายเจ้าหญ้าน้อยต้นแล้วต้นเหล่าก็พลัดกับเอาใบของพวกมันมาทำความสะอาดให้ จนกระทั่งวันที่สามจู่ๆ พวกมันก็แปรเปลี่ยนกลับไปเป็นต้นหญ้าที่เสมือนไร้ชีวิตตามเดิม
“ข้าว่าข้าได้ยินเสียงนะ”
“เหล่าโจวข้าว่าเจ้าหูฟาดแล้ว”
“ไม่มีทางข้าได้ยินเสียงเด็กจริงๆ”
“ข้าไม่เห็นจะได้ยินเลย”
“แอร๊ยยย แอร๊ยยยย”
"นั่นไง ได้ยินไหม"
“เหมือนว่าจะได้ยินบางแล้ว แต่เด็กที่ไหนจะอยู่แถวนี้ได้”
“นั่น!” ชายที่ชื่อว่าเหล่าโจวเห็นบางสิ่งบนพื้นก็ไม่รอช้า เร่งฝีเท้าเข้าหาห่อผ้าที่ถูกวางอยู่บนพื้นทันที
“เด็ก เด็กผู้หญิงด้วย เหล่าโจวเด็กนี่ยังไม่ตาย”
“อื้ม เราต้องช่วยนาง” เหล่าโจวมองเด็กหญิงในอ้อมแขนที่กำลังส่งยิ้มมาให้อย่างไร้เดียงสา
“พานางไปแจ้งทางการเถอะ”
“ไม่ได้หรอก นางถูกนำมาทิ้งไว้ที่นี่ดูก็รู้แล้วว่าคนทิ้งต้องการอะไร หากพาไปแจ้งทางการเกรงว่าชีวิตของนางอาจตกอยู่ในอันตราย”
“หรือจะทิ้งเด็กคนนี้เอาไว้ที่นี่งั้นหรือ”
“พูดอะไรออกมา เจ้ายังเป็นคนอยู่หรือเปล่า” เหล่าโจวหันไปตวาดเพื่อนร่วมงานของตนทันที
“นั่นก็ไม่ได้ นี่ก็ไม่ได้ เจ้าจะทำยังไงล่ะ”
“ข้าตัดสินใจแล้ว ข้ากับภรรยายังไม่มีบุตรสาว เด็กคนนี้ให้มาเป็นบุตรสาวของข้ากับภรรยาก็แล้วกัน”
“เหล่าโจวเจ้าอย่าหาเรื่องใส่หัวได้ไหม เมื่อครู่ไม่ใช่เจ้าพูดเองหรอกว่าคนที่ทิ้งเด็กคนนี้จงใจให้เด็กตาย ทำแบบนี้เจ้าไม่กลัวหรือว่าคนพวกนั้นจะตามมาเอาชีวิตเจ้า”
“ข้าไม่ได้อยู่แถวนี้สักหน่อย วันหน้าก็คงไม่ได้มาที่นี่อีก ถือเสียว่าเป็นวาสนาของข้ากับเด็กน้อยนี่ก็แล้วกัน ดีไหมอาจู”
เด็กน้อยเหมือนจะรู้ว่าผู้ใดดีกับคน ยังคงส่งยิ้มสดใสเมื่อถูกเรียกว่าอาจู
เหล่าโจวเมื่อตัดสินใจแล้วก็ไม่มีใครเปลี่ยนใจเขาได้ เด็กคนนั้นจึงได้ติดตามคณะเดินทางกลับไปยังเมืองชายที่มีนามว่าเหล่าโจวกลับไปยังบ้านของเขา
ครอบครัวโจว
“ท่านแม่ ท่านแม่ ท่านพ่อกลับมาแล้ว” เด็กสาวในชุดมอซอเก่าๆ วิ่งเข้ามาในบ้านด้วยท่าทีตื่นเต้น เนื่องจากบิดาของเธอนั้นออกไปทำงานหลายวันเพิ่งจะได้กลับมา
“ไป๋หยุนข้ากลับมาแล้ว”
“กลับมาแล้วเหรอ หิวหรือไม่รอสักครู่นะ ซาลาเปากำลังเสร็จแล้ว ฮุ่ยจูไปพาพี่ชายออกมาทีสิ”
“ได้เลยท่านแม่ ท่านพ่อนั่งก่อน นั่งพักเหนื่อยก่อนนะ”
โจวฉือที่เห็นท่าทางกระตือรือร้นของบุตรสาวแล้วความรู้สึกเหนื่อยก็เหมือนถูกทำให้หายไป เพื่อครอบครัวนี้ต่อให้เขาต้องเหนื่อยมากกว่านี้ ก็นับว่าถูกต้องแล้ว
ไม่นานโจวฮุ่ยจูก็เข็นพี่ชายอย่างโจวฮั่นออกมา ชายหนุ่มที่มีใบหน้ารับกับเครื่องหน้าเป็นอย่างดีทำให้น่ามองเป็นอย่างมาก รอยยิ้มอ่อนโยนที่ประดับอยู่บนใบหน้าเสมอทำให้เขาดูดีขึ้น เสียงแต่ว่าชายหนุ่มผู้นี้กลับถูกลิขิตให้นั่งบนรถเข็นตลอดชีวิต
เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อตอนที่โจวฉือออกเดินทางไปกับเหล่าคนของสำนักคุ้ยภัยเพื่อคุ้มกันสินค้า ยามนั้นครอบครัวโจวฉือยังไม่แยกบ้านจึงอยู่รวมกันเป็นครอบครัวใหญ่ มีบิดามารดาของโจวฉือและครอบครัวน้องชายของโจวฉืออย่างโจวฉวน
ทุกอย่างดูปกติดีจนกระทั่งโจวฉือเสร็จงานกลับมาถึงบ้าน กลับไม่พบคนเป็นภรรยาอย่างไป๋หยุนกับลูกชายอย่างโจวฮั่น เมื่อเขาถามคนในบ้านทุกคนต่างก็ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่รู้
โจวฉือคิดว่าจะออกไปตามหาภรรยาและลูกชาย แต่ตอนนั้นเองไป๋หยุนก็ปรากฏตัวขึ้น สภาพของนางในตอนนั้นทำเอาโจวฉือเกือบจำภรรยาของตนเองไม่ได้ เสื้อผ้าที่เปรอะเปื้อน ใบหน้าที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตา ยังมีผมที่กระเซอะกระเซิง
ไป๋หยุนที่เห็นสามีของตัวเองก็เหมือนเห็นเทพช่วยชีวิต นางรีบเล่าให้สามีฟังว่าบุตรชายถูกครอบครัวขายไปแล้วให้โจวฉือรีบไปช่วยบุตรชายกลับมา
โจวฉือหันไปขอคำตอบจากครอบครัวของเขาว่าเอาบุตรชายของเขาไปไว้ที่ไหน แต่กลับไม่มีใครยอมบอก ไป๋หยุนที่เป็นห่วงลูกชายเจียนคลั่งหมดความอดทนกับทุกคนอีกต่อไป นางใช้พลังปราณสร้างคุกน้ำขังทุกคนที่อยู่ตรงนั้น
ในช่วงเสี้ยวที่กำลังจะหมดลมนั้นเองคุกน้ำก็สลายหายไป ไป๋หยุนถามอีกครั้งว่าเอาลูกชายนางไปไว้ที่ไหน ไป๋ฉวนที่รักตัวกลัวตายจึงยอมสารภาพว่าขายโจวฮั่นให้กับครอบครัวของเศรษฐีในเมือง
เมื่อได้ยินดังนั้น ไป๋หยุนและโจวฉือก็ไม่รอช้ารีบเข้าเมื่อเพื่อไปช่วยโจวฮั่นทันที
แต่ทว่าทุกอย่างก็สายเกินไป เศรษฐีผู้นั้นเป็นโรคจิตที่ชอบทรมานผู้คน มันหักกระดูกขาของโจวฮั่นทีละข้อเพื่อดูเด็กชายกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด ตอนที่พวกโจวฉือไปช่วยออกมาได้ โจวฮั่นก็คล้ายคนไร้วิญญาณไปแล้ว
สองสามีภรรยาพยายามทุกวิถีทางเพื่อรักษาบุตรชาย แต่น่าเสียดายที่พวกเขาช่วยเหลือโจวฮั่นช้าเกินไป กระดูกขาของโจวฮั่นอาการหนักหนาเกิดจะมีหนทางเยียวยาได้ ความแค้นนี้เกือบทำให้โจวฉือจะไปเอาเลือดของเศรษฐีผู้นั้นมาล้างเท้าลูกชายของเขาแต่โชคยังดีที่อาศัยเส้นสายของสำนักคุ้มภัยที่โจวฉือทำงานให้ เศรษฐีโรคจิตผู้นั้นจึงถูกจับกุม โจวฉือจึงไม่จำเป็นต้องเป็นฆาตกร
และเศรษฐีโรคจิตผู้นั้นถูกจับกุม โจวฉือจึงได้รู้ว่าแท้จริงแล้วคนที่เศรษฐีโรคจิตผู้นี้ต้องการตัวคือโจวฮุ่ยหมิงบุตรชายของโจวฉวน ไม่ใช่โจวฮั่นของเขา นั่นเพราะโจวฉวนติดเงินเศรษฐีโรคจิตผู้นี้ก้อนใหญ่มันจึงต้องการบุตรชายของโจวฉวนมาชำระหนี้ แต่น้องชายสารเลวของเขากลับเอาโจวฮั่นไปส่งแทน
เพราะเรื่องนี้ทำให้โจวฉือเดือดดาลเกือบลงมือฆ่าน้องชายของตนเองไปแล้ว แต่ทว่ากลับถูกผู้เฒ่าโจวและนางโจวห้ามปรามเอาไว้ สองสามีภรรยาเฒ่าต่างก็เข้าข้างโจวฉวน อ้างเหตุผลว่าไม่อาจส่งโจวฮุ่ยหมิงให้กับเศรษฐีโรคจิตได้เพราะโจวฮุ่ยหมิงเป็นผู้ใช้ปราณ เขาเป็นความหวังของครอบครัว
โจวฉือถูกครอบครัวของตนเองทำให้โกรธจนแทบกระอักเลือดออกมา เขาอยากกลายร่างเป็นลูกทรพีทุบตีพ่อแม่ตัวเอง อยากกลายร่างเป็นฆาตกรสังหารน้องชาย แต่เสียงเรียกของโจวฮั่นที่มาพร้อมกับไป๋หยุนภรรยาของเขาทำให้เขาต้องหยุดทุกอย่าง
เขาเป็นเสาหลักของครอบครัวนี้ ทั้งสองจะสูญเสียเขาไปไม่ได้
ดังนั้นโจวฉือจึงเลือกทำสิ่งที่เขาไม่เคยคิดที่จะทำมาก่อนนั่นคือแยกบ้านและทำหนังสือตัดขาด ตอนแรกแม่เฒ่าโจวไม่ยินยอม แต่เพราะไป๋หยุนเกือบฆ่าทุกคนอีกครั้ง ทำให้ทุกคนต้องพยักหน้าอย่างไม่เต็มใจ
โจวฉือไม่ยอมเสียเปรียบแม้แต่ครึ่งทองแดงในการแยกบ้านครั้งนี้ ครอบครัวนี้เอาเปรียบพวกเขามากจนเกินไป ตั้งแต่นี้ไปคนเหล่านี้ไม่อาจเอาเปรียบเขาได้อีก
การแยกบ้านออกมานั้นทำให้ทั้งครอบครัวมีชีวิตที่มีความสุขขึ้น แต่มันก็ไม่อาจชดเชยสิ่งที่สูญเสียไปได้ โจวฮั่นอยู่ในสภาวะโศกเศร้าทั้งโจวฉือและไป๋หยุนต่างก็จนปัญญา
จนกระทั่งวันที่โจวฉือพาเด็กหญิงตัวน้อยเข้ามาเป็นสมาชิกในบ้านอีกคน โจวฮุ่ยจูจึงเข้ามาเติมเต็มและรักษาให้โจวฮั่นกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งหนึ่ง เมื่อเด็กหญิงตัวน้อยเอาแต่คอยเรียกหาพี่ชายทุกวี่วัน
โจวฮั่นคอยดูแลน้องสาว โจวฮุ่ยจูก็ใช้รอยยิ้มอันสดใสค่อยๆ เยียวยาจิตใจของพี่ชายทีละน้อย สองพี่น้องต่างก็คอยดูแลกันและกัน ทำให้ทั้งโจวฉือและไป๋หยุนต่างก็สบายใจ
ไป๋หยุ่นทราบที่มากของเด็กหญิงจากคำบอกเล่าของสามีแล้ว ทั้งสองจึงตกลงกันว่าจะให้ฮุ่ยจูเป็นลูกสาวคนเล็กของพวกเขา พวกเขารักฮุ่ยจูประหนึ่งลูกในไส้เช่นเดียวกันกับที่รักโจวฮั่น ทั้งสองจึงไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องชาติกำเนิดของฮุ่ยจูอีก ทั้งสองหวังให้มันมลายหายไปตามกาลเวลา และจากไปพร้อมกับพวกเขา