โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แกะรอย ‘ข้าวหมูแดง’ จานด่วนยอดนิยมชาวไทย

The101.world

อัพเดต 15 ก.ค. 2567 เวลา 12.29 น. • เผยแพร่ 15 ก.ค. 2567 เวลา 04.18 น. • The 101 World

“รู้สึกเจ็บใจที่ถึงตรุษจีนทีไร เจ๊กปิดร้านขายของหมด หมูก็ไม่มีกิน กับข้าวก็ไม่มีขาย เป็นเพราะคนไทยชอบแต่สบาย ทำราชการ ไม่รู้จักหัดทำมาค้าขายกับเขาบ้าง”[1]จอมพล ป.พิบูลสงคราม

ครึ่งปี 2567 ล่วงผ่าน แวดวงกับข้าวกับปลาปรากฏข่าวคราว ‘ข้าวหมูแดง’ อาหารจานด่วนยอดนิยมของชาวไทยอยู่สองชิ้นที่ชวนสะดุดใจ คือ หนึ่ง กระทรวงวัฒนธรรมประกาศให้ ‘ข้าวหมูแดงจังหวัดนครปฐม’ ขึ้นบัญชีเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมระดับชาติประจำ พ.ศ.2566[2] และสอง ความดรามาของวิธีการสั่งเมนูนี้ว่า ‘หมูแดงล้วน หรือ รวมหมูกรอบ?’[3]

ส่วนตัวผู้เขียนสนใจต้นตอของ ‘จานเจ๊ก’ นี้เนื่องด้วยความผูกพันยามหวนคิดถึงมารดา ผู้มักซื้อข้าวหมูแดงติดตะกร้าหวายหลังกลับจากจ่ายตลาดสดย่ำรุ่งมาให้เสมอ ภาพจำของกระดาษหนังสือพิมพ์หุ้มห่อชั้นนอกซ้อนทับแผ่นรองพลาสติกภายในยังตราตรึงในความทรงจำ ที่สำคัญ ยังรสสัญญาได้แม่นยำถึงอัตลักษณ์ของสูตรข้าวหมูแดงแบบนครปฐมจวบจนทุกวันนี้!

ทันทีที่สภาวัฒนธรรมจังหวัดนครปฐมจัดพิมพ์หนังสือเพื่อสดุดีวาระดังกล่าว กอปรกับผู้เขียนเพิ่งได้รับเลือกเป็นตัวแทนจังหวัดด้วยสถานะ ‘ผู้สร้างสรรค์วรรณกรรม’ ของจังหวัดนครปฐม เพื่อเข้าชิงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2567[4] ด้วยอารมณ์ยังคงกรุ่นๆ จึงมิรอช้า หยิบหนังสืออันประกอบด้วยเกร็ดเรื่องราวข้าวหมูแดงขึ้นมาเรียบเรียงเขียนเล่าสู่กันฟัง รวมถึงตั้งข้อสันนิษฐานส่วนตัวถึงที่มาที่ไปของเมนูยอดนิยมของชาวไทยจานนี้ไว้บางประเด็น

หนังสือข้าวหมูแดงนครปฐม โดย สภาวัฒนธรรมจังหวัด

ร้านข้าวหมูแดงระดับตำนานของกรุงเทพฯ ปัจจุบัน

ก่อนจะเดินทางไปถึงข้าวหมูแดงนครปฐม หากลองสำรวจร้านข้าวหมูแดงยอดนิยมระดับตำนานในตัวเมืองกรุงเทพฯ ย่อมพอจะคุ้นเคยชื่อเสียงเรียงนามเจ้าดัง ดังต่อไปนี้ ได้แก่ อุดมโภชนา แห่งแพร่งภูธร (อายุ 80 ปี[5]), เซี้ยเหล่ายี่ห้อ ไข่ดำ แห่งถนนแปลงนาม (อายุ 75 ปี[6]), สีมรกต แห่งตรอกโรงหมู (อายุ 70 ปี +[7]), นายโอว นครสนุก แห่งสี่แยกวรจักร (อายุ 70 ปี[8]), สุณี แห่งริมทางรถไฟตลาดพลู (อายุ 60 ปี[9]), ธานี แห่งย่านราชครู (50 ปี[10]) เป็นต้น

จากอายุขัยแต่ละร้าน กล่าวได้ว่าเริ่มดำเนินกิจการภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ทั้งสิ้น คือเกิดในช่วงปี 2488 เป็นต้นมา (ปีหน้าครบ 80 ปี) จะมีเพียงสองร้านที่มีเรื่องเล่า (โดย ‘เชลล์ชวนชิม’) ว่าเกิดก่อนหน้านั้น คือ นายฮุย นาครสนุก แห่งวังบูรพา ซึ่งให้ข้อมูลว่าเป็น “สุดยอดร้านข้าวหมูแดงในดวงใจของผู้คนมาตั้งแต่ พ.ศ.2484 ได้ชื่อเสียงเรียงนามจากเถ้าแก่รุ่นแรกคือนายหลี่จูฮุย ซึ่งเริ่มขายในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2”[11] และ นายชุน แห่งศาลาว่าการกรุงเทพ (ข้อมูลบางแห่งว่าอยู่มานานถึง 100 ปี[12]) อันว่าครั้งหนึ่ง ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ (พ.ศ.2469-2562) เคยอ้างจากประสบการณ์ตรงไว้ว่า

“คนที่เป็นนักเรียนธรรมศาสตร์ในปี 2486 คงจำการสไตรค์ไม่กินข้าวหมูแดงนายชุน ซึ่งมีขายในโรงอาหาร ต.ม.ธ.ก.ได้ดี ผู้นำการสไตรค์ในครั้งนั้นเดี๋ยวนี้เป็นใหญ่เป็นโตกันหลายคนในปัจจุบันนี้ เมื่อย้อนคิดไปถึงเหตุการณ์ครั้งกระนั้นแล้ว รู้สึกว่าไฟหนุ่มในตอนนั้นออกจะแรงไปสักหน่อย ทำเอาคนค้าขายแทบหมดเนื้อหมดตัวไปทีเดียว”[13]

เบื้องต้นพอจะเห็นได้ว่าเมนูนี้ยืนยงเคียงคู่สังคมพระนครมาร่วมหนึ่งศตวรรษแล้ว

ข้าวหมูแดงนายเซี้ย แปลงนาม (ระบุปีเปิด ค.ศ.1949)
ข้าวหมูแดงนายฮุย วังบูรพา
ข้าวหมูแดงสีมรกต ตรอกโรงหมู

กำเนิดข้าวหมูแดงแบบไทย

หนังสือของสภาวัฒนธรรมจังหวัดนครปฐมเรื่อง ‘ข้าวหมูแดง มรดกภูมิปัญญาวัฒนธรรม ระดับชาติ (พ.ศ.2567)’ เกริ่นนำด้วยข้อความสำคัญว่า “ชุมชนตลาดทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มีข้าวหมูแดงจำหน่ายตั้งแต่ครั้งสมัยรัชกาลที่ 4 เนื่องจากกรรมกรชาวจีนที่มารับจ้างปั้นอิฐบูรณะองค์พระปฐมเจดีย์” กาลนั้นย่อมต้องย้อนไปถึง พ.ศ.2396 ภายหลังพระองค์ทรงขึ้นครองสิริราชสมบัติได้ 2 ปี การบูรณะครั้งดังกล่าวเสมือนการสร้างขึ้นใหม่เนื่องด้วยทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระเจดีย์ใหม่ครอบองค์เดิม

นอกจากนี้อีกสองปีถัดมา เมื่อ พ.ศ.2398 ยังทรงโปรดเกล้าฯ ให้ขุดคลองจากแม่น้ำเมืองนครไชยศรีเข้าไปจนถึงบริเวณองค์พระเจดีย์โดยจ้างแรงงานชาวจีน ต่อมา พ.ศ.2403 ให้ขุดคลองมหาสวัสดิ์จากคลองแม่น้ำอ้อมวัดไชยพฤกษ์มาลาไปทะลุออกแม่น้ำเมืองนครไชยศรี และ พ.ศ.2409 ขุดคลองภาษีเจริญ จากคลองบางกอกใหญ่ในกรุงเทพฯ ที่ริมวัดปากน้ำไปออกแม่น้ำเมืองนครไชยศรีที่ตำบลดอนไก่ดี จึงเห็นได้ว่านี่คือเมกะโปรเจกต์ระดับเปลี่ยนภูมิทัศน์บริเวณรอบองค์พระปฐมเจดีย์จากสถานที่รกร้างจนมาเป็นชุมชนขนาดใหญ่ในเวลาต่อมา

ต่อมากลางสมัยรัชกาลที่ 5 ช่วง พ.ศ.2441-2447 ได้ย้ายที่ว่าการมณฑลและศูนย์กลางตัวเมืองจากนครชัยศรีมาอยู่ที่ตำบลพระปฐมเจดีย์[14]

ข้าวหมูแดงนครปฐม (ภาพจากหนังสือของสภาวัฒนธรรมจังหวัด)

อย่างไรก็ตาม ข้อที่อ้างว่าข้าวหมูแดงนครปฐมถือกำเนิดขึ้นในปีลึกถึงระดับรัชกาลที่ 4 หรือเกือบ 170 ปีนั้น หนังสือเล่มดังกล่าวมิได้แสดงเชิงอรรถเป็นลายลักษณ์อักษรแต่อย่างใด กระนั้นย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่า ‘หมูย่างสีแดง’ นี้ คือภูมิปัญญาอาหารของชาวจีนกวางตุ้งที่เรียกว่า 叉燒 (ชาซิว) เพียงแต่การปรุงแต่งเสริมเติมจนมีหน้าตาอย่างที่เห็นปัจจุบันน่าจะเกิดจากวิวัฒนาการต่อเนื่องในหมู่ชุมชนชาวจีนสยาม เป็นไปได้ว่าพลวัตนี้คือการ ‘อัปเวอร์ชัน’ ของอาหารหยาบๆ ระดับล่างของแรงงานเจ๊กที่เรียกว่า ‘ข้าวเสียโป’ ดังคำจำกัดความที่ว่า

“’ข้าวเสียโป’ (บ้างเรียก ข้าวเฉโป, ข้าวสวยโป) ประกอบด้วยบรรดาเนื้อสัตว์ย่างอย่างจีนหลากชนิด ทั้งหมูย่าง เป็ดย่าง กุนเชียง และเครื่องในสัตว์สารพัด นำมาสับเป็นชิ้นพอคำ โปะบนข้าวสวย แล้วราดด้วยน้ำปรุงรส อาหารจานนี้มีต้นกำเนิดมาจากตอนใต้ของประเทศจีน ถูกนำเข้ามาพร้อมกับชาวจีนโพ้นทะเลจากแถบมณฑลกวางตุ้ง”[15]

หรือดังที่จิตรกรมือเทวดา ‘เหม เวชกร’ เคยเขียนประกอบไว้ในนิยายผีเล่ม ‘ใครอยู่ในอากาศ’ ตอน ‘เป็ดเหาะ’ ไว้ว่า

“ ‘เสียโป’ เป็นอาหารกวางตุ้งที่หาบขาย มีเป็ดย่าง หมูแดง หมูย่าง ข้าวสวยนึ่งอย่างดี หาบขายและร้อง ‘เสียโป ! เสียโป !’ ไปในยามค่ำคืน เพื่อคนหิวกลางคืนจะได้ซื้อกิน”[16]

โดยนัยนี้ อาหารชนิดนี้ย่อมมิได้จำกัดอยู่เฉพาะปริมณฑลแห่งหนึ่งแห่งใดเป็นพิเศษ แต่ยังหมายรวมถึงการเป็นอาหารจานด่วนสำหรับชุมชนจีนทั่วราชอาณาจักร เพียงแต่ต่อมา ‘ข้าวเสียโป’ ได้เพิ่มระดับโภชนลักษณ์ได้ละเมียดละไมขึ้น จนกลายเป็นจานเจ๊กที่คุ้นเคยกันตราบทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็น ข้าวหมูแดง (จีนกวางตุ้ง) ข้าวมันไก่ (จีนไหหลำ) ข้าวหน้าเป็ดพะโล้ (จีนแต้จิ๋ว) เป็นต้น

ลาวัณย์ (โชตามระ) ลิปตะสุนทร (พ.ศ.2463-2536) นักประพันธ์สตรีชื่อก้องบรรยายถึงวิถีชีวิตชาวกรุงที่ฝากท้องไว้นอกบ้าน (เธอใช้ว่า ‘อาหารสำเร็จ’) สมัยก่อนสงครามมหาเอเชียบูรพา (ก่อน พ.ศ.2484) ไว้ว่า

“สมัยก่อนมีอาหารสำเร็จประเภทไหนขายกันบ้าง

อาหารหลักของไทยใครก็รู้ว่าต้องเป็นจําพวกข้าว ร้านข้าวแกงนั้นมีขายมาร่วมร้อยปีแล้ว มีตามตลาดและย่านชุมชน แต่คนที่ไปกินข้าวแกงตามตลาดนั้น คนไทยสมัยก่อนถือว่าทรพลสิ้นดี ถึงกับตําราเศษของพระจอมเกล้า ฯ มีพยากรณ์ชีวิตคนที่ตกเศษเก้าว่า ‘ต้องกินข้าวกลางตลาดเหมือนเชื้อชาติสุนักขา’ นั่นทีเดียว เพราะว่าข้าวแกงนั้น สำหรับขายพวกพ่อค้าแม่ค้าตามตลาดเท่านั้น ยิ่งใครไปซื้อข้าวแกง หอบหิ้วมากินที่บ้านแล้วยิ่งอาการหนักใหญ่

ถัดไปก็เป็นร้านข้าวต้ม ซึ่งภาษาชาวบ้านเรียกว่าข้าวต้มกุ๊ย เพราะถือว่าเป็นร้านอาหารของกรรมกรคนจีน ซึ่งมักจะเป็นคนลากรถ สตางค์แดงเดียวก็ซื้อได้โดยเอาน้ำซีอิ้วราดลงไปให้เต็ม ๆ หน่อย พอพาข้าวลงคอได้ ก็เรียกกันด้วยภาษาจีนว่า ‘ไก้ตังม้วยโละซีอิ้ว’ แปลว่าข้าวต้มตังค์นึงใส่ซีอิ๊วน่ะแหละ ร้านข้าวต้มนี่มีข้าวสวยขายด้วยเหมือนกัน มีกับข้าวขายตามกําลังการซื้อของผู้บริโภค ข้าวสวยชามละสามสตางค์แดงเหมือนกัน ไข่เค็มซีกละสตางค์ หมูย่างจานละสามสตางค์แถมเต้าหู้พะโล้อีกชิ้นหนึ่ง ข้าวต้มนี่คนไทยประเภทเบี้ยน้อยหอยน้อยชอบไปอุดหนุนเวลาบริโภคก็นั่งยอง ๆ บนม้ายาว จึงเป็นบ่อเกิดของคําว่า ‘ยอง ๆ เหลา’

กรรมกรจีนพุ้ยข้าว ‘ยองๆ เหลา’

แต่กับข้าวร้านข้าวต้มนี่ ไม่มีผู้นิยมซื้อหอบหิ้วกลับบ้าน เพราะถ้าต้องการซื้ออาหารจําพวกเป็ดย่าง หมูแดง หมูย่างกลับไปบ้าน ก็ซื้อจากร้านขายอาหารประเภทนี้โดยตรงของชาวกวางตุ้ง ซึ่งได้ของดีกว่าและถูกกว่า ร้านข้าวต้มประเภทนี้มีขายอยู่ไม่น้อย นางเลิ้ง บางลำพู ถ้ายี่ห้อร้านลงท้าย ‘กี่’ ละก็ ขายเป็ดย่าง หมูแดง หมูอบ หมูย่าง ขาหมูยัดไส้ แถมมีเกี๊ยวบะหมี่ เป็ดตุ๋นอีกด้วย ราคาสินค้าน่ะหรือ บอกแล้วจะหาว่าพูดเหมือนรัฐบาลบางประเทศแถลงนโยบายเศรษฐกิจ เป็ดย่างตัวละหกสิบสตางค์ ขาหมูยัดไส้ขาละหนึ่งบาทยี่สิบห้าสตางค์ ฟังแล้วใจหายไม่วายอาวรณ์”[17]

นอกจากร้านข้าวต้มแล้ว ลาวัณย์ยังฉายภาพอาหารหาบเร่ขาย ซึ่งมักจะเป็นเรื่องเล่าหลักของจุดกำเนิดกิจการด้านอาหารของหลายครอบครัวสืบต่อจนถึงปัจจุบัน

“หมูย่าง เป็ดย่างก็มีหาบเร่ขาย แต่ร้องเพียง ‘มู้’คําเดียวเท่านั้น ไม่ต้องจาระไนก็รู้ว่ามีพร้อมทุกอย่าง หมูแดง ขาหมู แม้กระทั่ง กุนเชียงปิ้ง และเครื่องในเป็ด แต่สินค้ารายนี้แพงหน่อย ต้องห้าสตางค์ขึ้นไปจึงจะขาย เว้นแต่ตับเป็ดนั่นแหละสามสตางค์ก็ซื้อได้”[18]

ประวัติข้าวหมูแดงนครปฐม

“ความโดดเด่นของข้าวหมูแดงนครปฐมอยู่ที่ภูมิปัญญาของการหมักหมูย่างหมู และน้ำซอสราดข้าวซึ่งแต่ละร้านของนครปฐมจะใช้สมุนไพรและเครื่องเทศที่เป็นเคล็ดลับเฉพาะของร้านสืบทอดกันมาสู่รุ่นต่อรุ่น แม้จะเป็นร้านข้าวหมูแดง มิได้ใช้น้ำหมักหมูปรุงรสแต่งสี ใส่เต้าหู้ยี้เหมือนร้านข้าวหมูแดงทั่วไปในจังหวัดอื่น”

จากการสัมภาษณ์เรื่องข้าวหมูแดงนครปฐม หลายรายกล่าวตรงกันว่า ผู้สืบทอดอาชีพข้าวหมูแดงเก่าแก่ที่สุดเพียงตระกูลเดียวที่ยังคงดำเนินกิจการติดต่อกันมาถึง 4 ชั่วอายุคนแล้วคือ ทายาทของนายซุ่ยเลี้ยง แซ่ตั้ง และนายซุ่ยอี่ แซ่ตั้ง ต้นสกุล ‘จิตวิริยนนท์’ หรือ ‘ร้านฮะเส็ง’

หนึ่งในทายาทตระกูลนี้เล่าว่า เดิมทีก่อนสงครามมหาเอเชียบูรพามีชาวจีนกวางตุ้งไม่ทราบชื่อสกุลเริ่มทำข้าวหมูแดงจําหน่ายเป็นครั้งแรก ซึ่งจำไม่ได้ว่าเป็นปีพุทธศักราชเท่าไร เนื่องจากเป็นคําบอกเล่าสืบกันมา โดยเรียกข้าวหมูแดงว่า ‘ชาซิวฝ่าน’ (叉燒飯) แปลตรงตัวว่า ‘ข้าวหมูแดง’ แต่คนแต้จิ๋วจะเรียกว่า ‘อั่งปึ่ง’ (紅飯)

ณ เวลาใกล้เคียงกันนั้นยังมีเพิงขายข้าวหมูแดงของนายฮ่งไคว้ ไม่ทราบนามสกุล ชาวจีนแคะอาศัยอยู่ด้านตลาดบน ขายคู่กับร้านข้าวหมูแดงชาวจีนกวางตุ้ง ซึ่งขายดีมากด้วยเนื่องจากบริเวณนั้นเดิมเป็นท่าจอดรถยนต์โดยสารสัญจรระหว่างนครปฐมกับพระนครและจังหวัดต่างๆ (ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของร้านแต่เต็กเซี้ยง) กิจการของนายฮ่งไคว้รุ่งเรืองมาด้วยดีจนเขามีอายุมากขึ้น จึงยุติกิจการไปราว พ.ศ.2508 อย่างไรก็ตาม นายฮ่งไคว้ยังรับสอนทำหมูแดง หมูกรอบ กุนเชียงและน้ำราดหน้าข้าวหมูแดงให้กับคนที่สนใจ

เมื่อตลาดทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์สร้างใหม่เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กราวปี 2495 นายฮ่อ แซ่แต้[19] อดีตลูกมือนายฮ่งไคว้ได้เริ่มตั้งร้านขายข้าวหมูแดงของตนเองในตลาดแห่งนี้ ทุกเช้านายฮ่อจะนํากระเทียมมาเจียวจนหอม ใส่ตะไคร้ทุบแตก เติมงาคั่ว น้ำตาล ซีอิ๊ว เครื่องเทศบดละเอียด น้ำตาลปึก และซุปต้มกระดูกไก่ ละลายแป้งมัน จนหอมฟุ้งไปทั่วตลาด เชิญชวนรับประทาน

ข้าวหมูแดงนายฮ่อขายดีมากจนกระทั่งสามารถเซ้งตึกเปิดร้านอาหารที่บ้านของตนเองควบคู่กันไป กระนั้นจากผังสาแหรกข้าวหมูแดงนครปฐมสาย ‘นายฮ่งไคว้’ ต่อมาถึง ‘นายฮ่อ’ ระบุปีสุดท้ายของทั้งสองท่านนี้ไว้เพียง พ.ศ.2508 และ พ.ศ.2524 ตามลำดับ

ด้านสาแหรกประวัติข้าวหมูแดงร้านเก่าแก่ ‘ฮะเส็ง’ หรือตระกูล ‘จิตวิริยนนท์’ ที่ยังจําหน่ายสืบทอดมาถึงปัจจุบัน 4 ชั่วอายุคนนั้น สามารถสืบย้อนกลับไปได้ว่า นายไล่ฮง แซ่ตั้ง ชาวจีนจากเมืองซัวเถาได้เดินทางอพยพเข้ามาประเทศสยามครั้งรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 (พ.ศ.2453-2468) ประกอบหน้าที่การงานเป็นหลงจู๊โรงหมู (ผู้จัดการโรงฆ่าสุกร) ของเอกชนในตัวเมืองนครปฐม นายไล่ฮงมีภริยาชื่อนางกอเกี้ย แซ่ลิ้ม ทั้งคู่มีบุตรชาย 2 คน

ต่อมานายไล่ฮงถึงแก่กรรมขณะบุตรทั้งสองยังเยาว์วัยมาก ภริยาหม้ายจึงประกอบอาชีพทำขนมกุ้ยช่ายจําหน่ายเลี้ยงครอบครัวสืบมา จนเมื่อบุตรชายคนที่ 2 อายุประมาณ 7 ปี ได้ทํางานเป็นลูกจ้างร้านขายข้าวหมูแดง เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ ให้มีการสร้างสะพานเจริญศรัทธาข้ามคลองเจดีย์บูชาขึ้นราว พ.ศ.2460‘นายซุ่ยอี่’ ผู้น้องนี้จึงชักชวนพี่ชาย คือ ‘นายซุ่ยเลี้ยง’ ร่วมกันปรุงข้าวหมูแดงขาย เริ่มจากการหาบขายไปตามสถานที่ต่างๆ ด้วยรสชาติใหม่ ต่างจากข้าวแกงท้องถิ่น ข้าวหมูแดงจึงเป็นที่ถูกอกถูกใจทุกเพศวัย

ครั้นสะพานเจริญศรัทธาดำเนินการสร้างแล้วเสร็จในปีถัดมา พ.ศ.2461[20]สองพี่น้องจึงได้ปักหลักขายข้าวหมูแดงที่เพิงใต้ต้นมะขามตรงข้ามสะพานแห่งนี้จนสามารถก่อร่างสร้างตัวได้เป็นผลสำเร็จ

สะพานเจริญศรัทธา

ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงไม่นาน ในปี 2495 ทั้งคู่จึงเช่าอาคารพาณิชย์จากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์จำนวน 3 คูหา ตั้งชื่อร้านว่า ‘ฮะเส็ง’ มีความหมายว่าให้มีความเจริญก้าวหน้า จําหน่ายข้าวหมูแดง ก๋วยเตี๋ยวเป็ด ลูกชิ้นหมู กิจการดำเนินไปด้วยดี และเมื่อสองพี่น้องต่างสร้างครอบครัวก่อกำเนิดบุตรธิดาหลายคน กิจการร้านฮะเส็งจึงแยกกิจการออกเป็น 2 ร้าน คือ นายซุ่ยเลี้ยงผู้พี่แยกไปตั้งร้านใหม่ชื่อว่า ‘ซินฮะเส็ง’ ด้านร้านของนายซุ่ยอี่ผู้น้องใช้ชื่อด้วยการเติมแซ่ ‘ตั้ง’ ของตนเองไว้ข้างหน้า เป็นชื่อร้าน ‘ตั้งฮะเส็ง’

ร้านของสองพี่น้อง ‘ซินฮะเส็ง’ กับ ‘ตั้งฮะเส็ง’ (ภาพจากหนังสือของสภาวัฒนธรรมจังหวัด)

ต่อมาเมื่อบริเวณริมคลองเจดีย์บูชาหลายแห่งถูกใช้เป็นท่ารถรับ-ส่งผู้โดยสารของบริษัทขนส่ง จํากัด มีร้านจําหน่ายข้าวหมูแดงเกิดขึ้นใหม่ๆ อีกหลายร้านในบริเวณรอบตลาด และย่านใกล้เคียง เช่น ร้านข้าวหมูแดงชั้นล่างของโรงแรมเสรีหลังสถานีรถไฟ (ปัจจุบันคือธนาคารกรุงไทย สาขาพระปฐมเจดีย์) ภัตตาคารศรีสะอาด (ปัจจุบันเป็นร้านขายยาบ้วนสูน สาขา 2) ร้านอึ้งซีฮะ ตรอกร้านทำฟันศิริทนต์ ร้านนายเย้ สะพานแดง ร้านข้าวหมูแดงไม่มีชื่อปากตรอกตลาดล่าง เป็นต้น

ปัจจุบันร้านข้าวหมูแดงในเขตอำเภอเมืองนครปฐมมีกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปประมาณกว่า 100 แห่ง บ้างก็สืบทอดกิจการมาจากบุพการี บ้างก็ใช้วิธีการครูพักลักจำ บ้างก็เคยอยู่ร้านข้าวหมูแดงมาก่อน หลายแห่งมีสูตรลับเฉพาะของครอบครัวจะสืบทอดให้เฉพาะทายาทเพียงเท่านั้น กิจการข้าวหมูแดงที่เก่าแก่และสืบทอดมาจนถึงปัจจุบันนับได้กว่าร้อยปี แต่กิจการที่มีผู้สืบทอดมาอย่างต่อเนื่องถึง 4 รุ่น เป็นของทายาทสกุลจิตวิริยนนท์[21]

ปิดท้าย

ทุกวันนี้ ‘ข้าวหมูแดง’ คืออาหารจานเดี่ยวประเภทข้าวของจีนสยามที่ได้รับความนิยมสูงสุด เคียงคู่ไปกับ ‘ข้าวมันไก่’ โดยยังมีอีกหนึ่งจานที่ ‘ไม่ฮิต’ เท่าสองอย่างแรก คือ ‘ข้าวหน้าไก่’ (雞丁飯) ซึ่งผู้เขียนคงจะเสาะหาโอกาสมาเขียนถึงจานไก่สองชนิดนี้ต่อไปในภายภาคหน้า แน่นอนว่า ‘ข้าวหมูแดง’ แบบจีนสยามย่อมมีรสชาติที่แตกต่างจากต้นฉบับ ‘ชาซิวฮ่องกง’ อันเกิดจากบริบททางสังคม เงื่อนไขการดำรงชีวิตที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะวัตถุดิบและกรรมวิธีการปรุง

วิวัฒนาการด้านอาหารในทุกสังคมย่อมสัมพัทธ์ไปกับการดำเนินชีวิตของผู้คนในสังคม ทั้งในแง่คุณภาพ (สังคมและเศรษฐกิจ เช่น นโยบายภาครัฐต่อการสนับสนุนอุตสาหกรรมปศุสัตว์และโภชนาการของประชาชนหลังสงครามอย่างต่อเนื่อง) และปริมาณ (จำนวนประชากรไทยในรอบ 100 ปีเศษ จาก พ.ศ.2452 มี 8 ล้านคน เพิ่มเป็น 17 ล้านคนหลังสงครามโลกเมื่อ พ.ศ.2490 ก่อนจะเพิ่มขึ้นถึง 66 ล้านคน ในปัจจุบัน พ.ศ.2567) ซึ่งต้องนับว่าประเทศไทยมีลักษณะเด่นในแง่ความเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ ขึ้นชื่อด้านอาหารการกิน

อย่างไรก็ดี ทั้งที่เรื่อง ‘กิน’ นับเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์สำคัญของมนุษยชาติ แต่ในแง่ประวัติศาสตร์ในสังคมไทย ผู้คนดูยังไม่ค่อยให้ความสำคัญต่อชีวิตสามัญชนคนธรรมดานัก และยิ่งจำกัดลงในแวดวงผู้ประกอบกิจการอาหาร ไม่ว่าจะเป็นรายเล็กรายน้อยอย่าง Street Food หรือเถ้าแก่รายใหญ่อย่าง Restaurant บ่อยครั้งที่ผู้เขียนบันเทิงใจไปกับการพลิกอ่านหนังสือแนะนำร้านอาหารเก่าๆ พร้อมๆ กลับรู้สึกสลดใจต่อการล้มหายตายจากของกิจการครอบครัวนับไม่ถ้วนที่จำลาลับไปพร้อมกับ ‘ปากะวิชาเฉพาะตัว’ ของ ‘เถ่าชิ่ว’ ทั้งมวล

สำหรับอาหารจีน ใช่แต่เพียงสำรับฮ่องเต้ที่ถูกยกย่องเป็นอาหารรสโอชา ดังเช่นเหลาอันดับหนึ่งของไทยในยุคหนึ่งคือ ‘หยาดฟ้าภัตตาคาร’ หรือที่คุ้นเคยในชื่อจีนว่า ‘ห้อยเทียนเหลา‘ (ผู้เขียนเคยทำบทความถึงไปแล้ว[22]) กลับกันในอีกฟาก กับข้าวเจ๊กจากชนชั้นล่างสุดอย่างกรรมกรกุลีแบกหาม เช่น ข้าวโปะหน้าเศษเนื้ออย่าง ‘เสโป’ และหมูย่างสีแดง[23] ก็สามารถพัฒนาจากอาหารจานด่วนดาดๆ ขึ้นสู่ความนิยมอันดับต้นๆ ของชาวไทยทุกชนชั้น ดังกรณี ‘ข้าวหมูแดง’ อันมีเอกลักษณ์เฉพาะ (จะด้วยเครื่องเทศ ข้าวสวย กรรมวิธี) จนเป็นที่กล่าวขานแม้แต่ในหมู่ชนชาติต้นตำรับอย่างนักท่องเที่ยวชาวจีน (เว็บไซต์จีน 泰好网 ‘ไท่เหาหวั่ง’ ถึงกับแนะนำ 5 ร้านดังข้าวหมูแดงในกรุงเทพ คือ 1.ข้าวหมูแดงสามย่าน 2.อุดมโภชนา 3.สีมรกต 4.ธานี และ 5.สุณี[24] )

ในแง่วรรณกรรมอาหาร Culinary Literature ผู้เขียนพบการเขียนถึงข้าวหมูแดงไว้ในหนังสือปีลึกสุดจำนวน 2 เล่มที่ชวนพินิจพิเคราะห์ตาม

1. หนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพของ หม่อมหลวงติ๋ว ชลมารคพิจารณ์ ชื่อเล่ม ‘อาหารทางวิทยุ’ ที่บันทึกถึงรายการอาหารครั้งผู้วายชนม์ถ่ายทอดผ่านรายการวิทยุเมื่อ 70 ปีก่อนระหว่าง พ.ศ.2496-2497 กล่าวคือ

มื้อกลางวัน : ข้าวนึ่ง เครื่องเสียโป มีเป็ดย่าง หมูซีอิ๊วปิ้ง กุนเชียง ผัดผักบุ้งกับเต้าหู้ยี้ หวาน สามแซ่ (วันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน พ.ศ.2496)[25]

และ

มื้อกลางวัน : ข้าวหน้าหมูแดง รับประทานกับแตงกวาดอง มันเทศต้มน้ำตาลใส รับประทานร้อน ๆ (26 ตุลาคม พ.ศ.2496)[26]

ทั้งนี้ ในเล่ม ‘อาหารทางวิทยุ’ ยังปรากฏชื่อ 2 เมนูจานด่วนยอดนิยมของไทย คือ ‘ก๋วยเตี๋ยวผัดไทย’ และ ‘ผัดกะเพรา’ ไว้ดังนี้

ก.มื้อกลางวัน : ก๋วยเตี๋ยวผัดไทย วุ้นน้ำเชื่อม ( 4 สิงหาคม พ.ศ.2496)[27] , มื้อกลางวัน : ก๋วยเตี๋ยวผัดไทย กล้วยไข่บวชชี (11 กันยายน พ.ศ.2496)[28], มื้อกลางวัน : ก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กผัดไทย ลอดช่องน้ำกะทิ (19 กันยายน พ.ศ.2496)[29]และมื้อกลางวัน : ก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่ผัดไทย (18 ธันวาคม พ.ศ.2496)[30]

(*พ.ศ.2496 นี้จึงเป็นการใช้นิยาม ‘ก๋วยเตี๋ยวผัดไทย’ ปีลึกสุดเท่าที่พบในหนังสือตำราอาหาร[31] อีกทั้งยิ่งน่าสนใจเมื่อมีการใช้ทั้ง ‘เส้นเล็ก’ และ ‘เส้นใหญ่’)

ข.มื้อเช้า : เนื้อไก่ผัดกะเพรา (22 กันยายน พ.ศ.2496)[32] แล มื้อเย็น : เนื้อวัวผัดกะเพรา (7 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2497) พร้อมสูตร ตำรับเนื้อวัวผัดกะเพรา (7 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2497)[33]

(*พอจะกล่าวได้ว่านี้คือสูตรผัดกะเพราที่ลึกสุดในเชิงลายลักษณ์อักษร จากเดิมเรื่องเล่าของ ประยูร อุลุชาฎะ หรือ น.ณ ปากน้ำ ระบุไว้ในหนังสือ ‘อาหารรสวิเศษของคนโบราณ’ (พิมพ์ พ.ศ. 2531) ว่า “…กะเพราผัดพริกเป็นของที่เพิ่งนิยมกันเมื่อ 30 กว่าปีมานี้เอง…”[34] (หรือราว พ.ศ.2500))

นอกเหนือจาก ‘เครื่องเสียโป’ และ ‘ข้าวหน้าหมูแดง’ ข้อสังเกตอีกประการหนึ่งของ ‘อาหารทางวิทยุ’ ฉบับนี้ คือยังพบชื่อ ‘ข้าวหน้าไก่’ อยู่บ่อยครั้ง ทั้งยังปรากฏชื่อ ‘ข้าวมันไก่อบ (30 สิงหาคม พ.ศ.2496) พร้อมวิธีปรุง’[35]และ ‘ข้าวมันไก่ตอน (11 พฤศจิกายน พ.ศ.2496)[36]‘ รวมถึง ‘ข้าวมัน’ กินกับ ‘ส้มตำ’[37]

ม.ล.ติ๋ว ชลมารคพิจารณ์
ตำรับเนื้อวัวผัดกะเพรา พ.ศ.2497

2. ภายในหนังสือ ‘อาหารฉบับ ชนะการประกวดและอยู่ในความนิยม’ เมื่อ พ.ศ.2510 พบสูตรข้าวหมูแดงและน้ำซอส ของภัตตาคารนันทฟ้า (สะกดจากต้นฉบับ แต่จากการสอบกับบ้านเลขที่ ปัจจุบันร้านนี้ยังอยู่ที่ถนนดินสอ แต่ขึ้นป้ายชื่อว่า ‘นันฟ้า’) โดยได้รับทั้งประกาศนียบัตรของเทศบาลนครกรุงเทพฯ และได้รับพระราชทานรางวัลจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ ท้ายสุดของบทความนี้ ผู้เขียนเห็นสมควรคัดลอกตำรับนี้มาเผยแพร่เป็นวิทยาทานสืบไป

ปกหนังสือ อาหารฉบับได้รับพระราชทาน ชนะการประกวดและอยู่ในความนิยม ๒ พิมพ์

ภัตตาคารนันทฟ้า

164 ถนนดินสอ หน้าเทศบาลนครกรุงเทพ

ข้าวหมูแดง

เครื่องปรุง

ข้าวหุงสวย ๆ เนื้อหมูติดมันนิดหน่อยหรือจะใช้เนื้อแดงล้วน ๆ ก็ได้

หอมหัวเล็ก รากฝักชี กระเทียม ขิงแก่ เหล้าจีนอย่างดี น้ำตาลทราย ซีอิ๊วขาว

เต้าเจี้ยวอย่างดี แป้งสิงคโปร์ แตงกวา พริกดองน้ำส้ม

วิธีทำ

หั่นเนื้อหมูออกเป็นท่อนยาวพอควร ไม่ควรหั่นให้หนาหรือบางเกินไป ขิงแก่ล้างน้ำให้สะอาด แล้วโขลกรวมกับรากผักชี กระเทียม และหอมหัวเล็กให้ละเอียด เอาสีแดงละลายกับน้ำใส่อ่างหรือหม้อให้สีแก่พอควร แล้วเติมเหล้าจีนอย่างดีเล็กน้อย เอาเครื่องที่โขลกละลาย คือ ขิงแก่ รากผักชี กระเทียมและหอมหัวเล็ก ใส่ลงในน้ำที่ละลายสีแดงไว้ เติมน้ำตาลทรายและซีอิ๊วขาวอย่างละเล็กน้อย เอาเนื้อหมูที่หั่นเตรียมไว้ใส่ลงแช่ในเครื่องปรุงให้นานพอควร แล้วเอาเหล็กแหลมมาเสียบเนื้อเป็นท่อน ๆ เสร็จแล้วย่างในเตาอบได้

วิธีปรุง

น้ำซอสราดข้าวนั้น ใช้เครื่องปรุงที่เหลือจากการปรุงหมูแดง คือ ขิงแก่ รากผักชี กระเทียม และหอมหัวเล็ก ที่โขลกรวมกันแล้วแต่ต้องเติมเต้าเจี้ยวอย่างดีเล็กน้อย แล้วเอาเครื่องที่ปรุงนี้ใส่หม้อเติมน้ำพอควร ยกหม้อตั้งไฟพอเดือด ละลายแป้งสิงคโปร์ใส่ ให้น้ำซอสข้นพอควรแล้วยกลง เมื่อจะรับประทานเอาข้าวใส่จาน หมูแดงหั่นชิ้นบาง ๆ เรียงใส่บนข้าว ตักน้ำซอสราดหน้าหมูแดง แตงกวาล้างน้ำหั่นชิ้นบางพอควรเรียงไว้ข้างจาน ปรุงรสด้วยพริกดองน้ำส้มตามใจชอบ รับประทานได้.[38]

สูตรข้าวหมูแดง ภัตตาคารนันทฟ้า

[1] ญาณทวี เสือสืบพันธุ์, ผู้ประกอบอาชีพทำอาหารในสังคมไทย ช่วงทศวรรษ 2490-2550, วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ ปรัชญา และวรรณคดีอังกฤษ คณะศิลปะศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ.2560, น.5 และ ดู ศันสนีย์ วีระศิลป์ชัย, จอมพล ป. เจ็บใจช่วงตรุษจีน เจ๊กขายหมู-ร้านขายกับข้าวปิดร้านหมด, https://www.silpa-mag.com/quotes-in-history/article_6047

[2] วธ.ขึ้นบัญชี 18 มรดกภูมิปัญญาวัฒนธรรมฯปี66 ข้าวหมูแดงนครปฐม ปลาตะเพียนใบลานติดโผ ดู https://www.matichon.co.th/education/religious-cultural/news_4332184

[3] จริงๆแล้วควรสั่งยังไง?? โซเชียลเสียงแตก หลังสาวโพสต์สั่งข้าวหมูแดง ได้หมูกรอบด้วย ดู https://www.matichon.co.th/social/news_4643893

[4] การคัดเลือกระดับประเทศจัดที่เมืองทองธานี ในกลุ่ม 18 “สื่อสารมวลชน และ ผู้สร้างสรรค์วรรณกรรม” เมื่อ วันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ.2567 แต่ผู้เขียนไม่ได้รับเลือกในท้ายสุด

[5] วรรณวรา สุทธิศักดิ์
, อุดมโภชนา 80 กว่าปีแห่งความอร่อย แห่งแพร่งภูธร ดู https://plus.thairath.co.th/topic/everydaylife/103872

[6] เซี้ย เหล่ายี่ห้อ : ข้าวหมูแดง ถนนแปลงราม ดู https://www.uncledeng.com/portfolio-view/เซี้ยเหล่ายี่ห้อ/ ป้ายร้านว่าก่อตั้ง ค.ศ.1949 (พ.ศ.2492)

[7] ข้าวหมูแดงสีมรกต หมูกรอบหอมเตาถ่าน ตำนานความอร่อยกว่า 70 ปี! | แกล้มเล่า | alive ดู https://www.youtube.com/watch?v=c7ms-lKbiJ0

[8] ร้านข้าวหมูแดงนายโอว นครสนุก (เจ้าเก่า) ถนนหลวง ใกล้สี่แยกวรจักร กรุงเทพฯ เปิดขายมานานกว่า 70 ปี ดู https://www.matichonacademy.com/content/review/article_17970

[9] คอข้าวหมูแดงเศร้า “คุณแม่สุณี” ร้านเจ้าดังตลาดพลู จากไปด้วยโรคประจำตัว ดู https://mgronline.com/onlinesection/detail/9640000069720

[10] ‘ธานี’ เปิดประวัติตำนาน ‘ข้าวหมูแดง’ 50 ปีแห่งซอยประดิพัทธ์ ดู https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/926904

[11] ข้าวหมูแดงนายฮุยนาครสนุก ดู https://shellshuanshim.com/restaurant/detail/kaomoodangnaihui อนึง หากเป็นไปตามที่กล่าวอ้าง เจ้าของกิจการคงต้องย้ายเข้ามาสถานที่ปัจจุบันภายหลัง เพราะที่เดิมแห่งนี้เป็นวังบูรพาที่ถูกทุบทิ้งไปเมื่อปี พ.ศ.2496

[12] ข้าวหมูแดงนายชุน สูตรดั้งเดิมอร่อยกว่า 100 ปี ที่เสาชิงช้า ดู https://www.edtguide.com/content/eat-selected/487217

[13] ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ (ม.ร.ว.), กินอร่อย ตามรอยถนัดศรี, พ.ศ.2545, (อมรินทร์), น.95.

[14] ศศิพัชร จำปา, พัฒนาการของชุมชนเมืองบริเวณองค์พระปฐมเจดีย์ พ.ศ.2396-2468, วารสารอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ปีที่ 32 (2553) ฉบับที่ 1, น.200-229.

[15] ฉวี่กวังฮั่น, “ข้าวเสียโป” อาหารจากชาวจีนโพ้นทะเล ที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับการพนัน! ดู https://www.silpa-mag.com/culture/article_90657

[16] เหม เวชกร, ใครอยู่ในอากาศ ตอน เป็ดเหาะ, 100 ปี เหมเวชกร หนังสือชุด ภูมิผีปีศาจไทย ลำดับที่ 5, พ.ศ.2547, (สำนักพิมพ์วิริยะ), น.100.

[17] ลาวัณย์ โชตามระ, เมืองไทยสมัยก่อน, พ.ศ.2522, กราฟฟิคอาร์ต, น.78-79.

[18] อ้างแล้ว, น.81.

[19] เนื้อหาในหนังสือระบุชื่อว่า “นายอ่อ” แต่ในแผนผังสาแหรกระบุชื่อว่า “นายฮ่อ”

[20] เจริญศรัทธา…สะพานแห่งศรัทธาของผู้เจริญ ดู http://www.snc.lib.su.ac.th/westweb/?p=1644

[21] สามารถดูผังสาแหรกจากหนังสือ วันวิสา นิยมทรัพย์, ข้าวหมูแดงนครปฐม มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ระดับชาติ, พ.ศ.2567, (สภาวัฒนธรรมจังหวัดนครปฐม), น.18-19 ดู https://online.anyflip.com/phhng/ulvv/mobile/index.html

[22] นริศ จรัสจรรยาวงศ์, ทองเหล่าจีน ส่องจานเจ๊ก ยุคปฏิวัติ 2475 ดู https://www.the101.world/chinese-restaurant-revolution-2475/

[23] สีแดงในอาหารจีนมักใช้ ‘อั่งคัก 紅麴’ (ข้าวยีสต์แดง)

[24] 曼谷5家超值好吃的紅燒豬肉飯 ดู https://www.taithaione.com/tw/article/981

[25] อาหารทางวิทยุ ของ หม่อมหลวงหญิงติ๋ว ชลมารคพิจารณ์, ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พิมพ์พระราชทาน ในงานพระราชทานเพลิงศพ หม่อมหลวงหญิงติ๋ว ชลมาร์พิจารณ์ ท.จ. ณ เมรุวัดเทพศิรินทราวาส วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ.2508, น.50.

[26] อ้างแล้ว, น.82.

[27] อ้างแล้ว, น.29.

[28] อ้างแล้ว, น.53 และ น.100.

[29] อ้างแล้ว, น.58.

[30] อ้างแล้ว, น.109.

[31] ก่อนหน้านี้ ชาติชาย มุกสง เคยให้ข้อมูลว่า เท่าที่ค้นคว้ามา นิยาม “ก๋วยเตี๋ยวผัดไทย” พบในเอกสารปีลึกสุดคือ ตารางอาหารประจำวัน คู่มือแม่บ้านทางวิทยุและโทรทัศน์ปี พ.ศ.2505 ยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ดู นาทีที่ 3.40 “ผัดไทย” ไม่ใช่นวัตกรรมอาหารของจอมพล ป. !? https://www.youtube.com/watch?v=uSLetJVRdag

[32] อ้างแล้ว, น.60.

[33] อ้างแล้ว, น.143.

[34] ชวนรู้จัก “ผัดพริกใบกะเพรา” หรือ “ผัดกะเพรา” เมนูตามสั่งยอดฮิตที่ติดท็อป 3 เมนูที่ดีที่สุดในโลก! ดู https://www.silpa-mag.com/from-the-fingertip/article_3959

[35] อ้างแล้ว, น.43-44.

[36] อ้างแล้ว, น.93.

[37] อ้างแล้ว. น.34.

[38] ประเสริฐ ประภาตะนันทน์ และ รัศมี มายา, อาหารฉบับ ชนะการประกวดและอยู่ในความนิยม, พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2510, (สำนักพิมพ์มิตรธรรม), น.45-47. และ พิมพ์ครั้งที่สอง พ.ศ.2512, (สำนักพิมพ์ธรรมบรรณาคาร), น.18-20.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...