โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รวมวิธีดูแล รอยสัก ตั้งแต่ต้นยันจบ มีครบในนี้

INN News

เผยแพร่ 05 ธ.ค. 2564 เวลา 07.00 น. • INN News

          ปัจจุบัน การสักไม่ใช่เรื่องแปลกไม่ว่าจะไปที่ไหนก็เจอแต่คนสัก สำหรับใครที่สนใจจะสัก การเลือกช่างสักนั้นมีผลไปถึงลายสักที่คุณจะได้มา การสักก็เหมือนการวาดลวดลายที่จะอยู่กับเราไปตลอดชีวิต 

          วันนี้เรามีวิธีการดูแลรอยสักหลังจากที่ไปสักมาเรียบร้อยแล้วก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน แม้แต่รอยสักจะสวยที่สุดแต่อาจพังได้ง่ายๆ ถ้าเราไม่ดูแลมันดีๆ โดยวิธีดูแลนั้นที่เราเอามาฝากในวันนี้ คือการดูแลรอยสักโดยรวมที่จำเป็น เพื่อให้รอยสักของคุณคงความสะอาดและปรากฏเด่นชัดอยู่เสมอ ไม่หลุดหายไประหว่างลอก วันนี้เราวิธีขั้นตอนคำเตือนมาฝากกัน

  • สองวันแรกเมื่อสักเสร็จ

          ในวันแรกที่ยังมีคราบเลือด น้ำเหลือง ที่ไหลออกมานอกนอกแผล ให้เราล้างรอยสักอย่างเบามือด้วยน้ำอุ่น ไม่แช่รอยสักในน้ำ และไม่เปิดน้ำให้ไหลผ่านรอยสัก แต่ให้ใช้มือวักน้ำอุ่นราดบนรอยสัก และถูรอยสักเบาๆ เพื่อล้างคราบต่างๆ พยายามอย่าใช้ผ้าเช็ด เพราะอาจทำให้เป็นแผลเกิดเป็นสะเก็ดหนาได้

**ห้ามใช้ สบู่ ในการทำความสะอาดรอยสักเด็ดขาด โดยเฉาะ แอลกอฮอล์ ห้ามเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นบอกลารอยสักได้เลย

 

  • เมื่อรอยสักเริ่มแห้ง

          แผลรอยสักจะเริ่มแห้งอาจมีสีคล้ำขึ้น ซึ่งเป็นระยะที่แผลเริ่มฟื้นตัวและตกสะเก็ด ในช่วงนี้ควรล้างทำความสะอาดแผล 1-2 ครั้ง/วัน หลังจากนั้นให้ทารอยสักด้วยครีมที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอมหรือแอลกอฮอล์ เพื่อคงความชุ่มชื้นให้แก่ผิว

**แนะนำ บี แพนเธน  ไม่แนะนำ วาสลีน อาจทำให้สีจางลงได้ (วาสลีน ไม่ได้ช่วยให้ชุ่มชื้น)

 

  • สะเก็ดเริ่มขึ้น

          อาการแดงจะค่อยๆ หายไป และอาจมีสะเก็ดแผลบางๆ เกิดขึ้น ขอย้ำว่าห้ามแกะสะเก็ดแผลออกเป็นอันขาด เพราะจะทำให้สีหลุดและเกิดแผลเป็นได้ ควรทำความสะอาดแผลอย่างต่อเนื่อง 1-2 ครั้ง/วัน และทาครีมบำรุงผิวเพื่อรักษาความชุ่มชื้นทุกครั้ง เพราะจากนี้ไปจะเกิดอาการคันมากขึ้นเรื่อยๆ 

 

4.สะเก็ดแข็ง

          ในช่วงนี้จะคัดมากๆ เมื่อสะเก็ดแผลจะเริ่มแข็งขึ้นและหลุดลอกออก เราต้องห้าม แกะ หรือดึงสะเก็ดแผลออกเป็นอันขาด เพราะอาจทำให้รอยสักลอกออก และอาจเกิดรอยแผลเป็นได้ ควรปล่อยให้สะเก็ดแผลลอกออกมาเองตามธรรมชาติ และอาจใช้ครีมบำรุงผิวทาบริเวณรอยสักวันละหลายๆ ครั้งเพื่อลดอาการคัน 

 

  • สะเก็ดลอกหมดแล้ว

          เมื่อสะเก็ดแผลหลุดออกไปจนหมด จะเหลือแค่หนังแก้ว นั่นคือเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วหลงเหลืออยู่บริเวณรอยสัก ซึ่งจะลอกออกไปเองในภายหลัง อย่างไรก็ตาม ผิวบริเวณรอยสักอาจดูหมองคล้ำและแห้ง ดังนั้น ควรทาครีมเพื่อคงความชุ่มชื้นให้ผิวหนังบริเวณรอยสักอยู่เสมอ ทั้งนี้ ผิวหนังชั้นในอาจใช้เวลา หลายเดือนในการฟื้นฟูให้สภาพผิวกลับมาเหมือนเดิม และรอยสักจะมีสีสดและสวยงามเข้าที่หลังสักแล้วประมาณ 3 เดือน

 

         สรุปในช่วงที่แผลบริเวณรอยสักยังไม่หายดี ควรปฏิบัติตามคำแนะนำและข้อควรระวังต่อไปนี้ เพื่อป้องกันการติดเชื้อ ทำให้แผลหายเร็วขึ้น และช่วยให้รอยสักมีสภาพสวยงามหลังแผลหายดีแล้ว

  • ห้ามรอยสักโดนแอลกอฮอล์จนกว่าจะหายดี ไม่ว่ากรณีใดก็ตาม หากต้องการทำความสะอาดจริงๆ ควรใช้น้ำเกลือ
  • ควรสวมใส่เสื้อผ้าที่ช่วยปกป้องผิวบริเวณรอยสักจากแสงแดดทุกครั้งเมื่อต้องออกไปข้างนอก และหลีกเลี่ยงการสวมใส่เสื้อผ้าที่รัดแน่นจนเกินไป เพื่อป้องกันการเสียดสีกับรอยสัก
  • หลีกเลี่ยงการออกกำลังกาย หรือกิจกรรมที่ทำให้เหงื่อออกเยอะ
  • หลีกเลี่ยงการแคะ แกะ หรือเกาบริเวณแผล และหลีกเลี่ยงการทาครีมกันแดดบริเวณรอยสักจนกว่าแผลจะหายดี
  • หลีกเลี่ยงการอาบน้ำร้อน เพราะอาจทำให้หมึกสีบริเวณรอยสักจางลงได้ หรือหลีกเลี่ยงการว่ายน้ำหรือการแช่รอยสักในน้ำอย่างน้อย 2 สัปดาห์หลังสัก
  • หากมีสัญญาณของแผลติดเชื้อควรรีบไปพบแพทย์ทันที

          และนี่คือวิธีดูแลรอยสักขั้นต้นทั้งหมด หวังว่าทุกคนจะปฏิบัติตามกัน สำหรับใครที่ถูกใจคอนเทนต์ดีๆ แบบนี้ สามารถติดตามได้ที่ iNN Lifestyle

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...