โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ระบบเศรษฐกิจมีกี่แบบ แตกต่างกันยังไง? มารู้จัก! ระบบเศรษฐกิจ 3 รูปแบบ ออกสอบบ่อย

Dek-D.com

อัพเดต 23 ส.ค. 2567 เวลา 08.31 น. • เผยแพร่ 19 ส.ค. 2567 เวลา 02.23 น. • DEK-D.com
ทำความรู้จัก! ระบบเศรษฐกิจ 3 รูปแบบ ออกสอบบ่อย

สวัสดีค่ะน้องๆ ชาว Dek-D ถ้าพูดถึงเรื่องการพัฒนาประเทศ เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า‘ระบบเศรษฐกิจ’เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ประเทศพัฒนาก้าวหน้า ซึ่งแต่ละประเทศก็มีการบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจที่ต่างกัน เช่น ระบบทุนนิยม สังคมนิยม และแบบผสม หลายๆ คนก็ยังสับสนว่าแต่ละระบบต่างกันยังไง ในวันนี้คอลัมน์ ‘รู้ไว้เผื่อออกสอบ’ จะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับระบบเศรษฐกิจกันว่ามีอะไรบ้าง แล้วแต่ละแบบมีกลไกการทำงานอย่างไร พร้อมกับตารางเทียบความแตกต่าง และแบบฝึกหัดจากข้อสอบจริงมาให้ได้ทดสอบความรู้ด้านล่างกันค่ะ

Note:

  • ปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจ - เกิดขึ้นจากการที่ทรัพยากรเศรษฐกิจมีจำกัด เมื่อเทียบกับความต้องการของมนุษย์ที่มีอยู่อย่างไม่จำกัด ทำให้ประสบปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ซึ่งจำแนกออกได้เป็น 3 ปัญหา คือ ผลิตอะไร, ผลิตอย่างไร และผลิตเพื่อใคร
  • ปัจจัยการผลิต - ทรัพยากรที่ใช้ผลิตเป็นสินค้าและบริการ ได้แก่ ที่ดิน แรงงาน ทุน และการประกอบการ
  • กลไกราคา- ภาวะการณ์เปลี่ยนแปลงในระดับราคาสินค้าและบริการอันเกิดจากแรงผลักดันของอุปสงค์และอุปทาน ซึ่งเป็นตัวกำหนดว่าจะผลิตสินค้าปริมาณเท่าใดและราคาเท่าใด
  • อุปสงค์ (Demand)- ปริมาณความต้องการซื้อของลูกค้า ที่มีต่อสินค้าและบริการในช่วงระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง
  • อุปทาน (Supply) - ปริมาณความต้องการขาย หรือปริมาณสินค้าที่มีอยู่ในช่วงระยะเวลาใดระยะเวลาหนึ่ง

กิจกรรมทางเศรษฐกิจ และหน่วยเศรษฐกิจ คืออะไร?

ก่อนไปเจาะลึกระบบเศรษฐกิจว่ามีรูปแบบไหนบ้าง อยากให้น้องๆ ทำความเข้าใจเรื่องส่วนประกอบของระบบเศรษฐกิจกันก่อน เพราะทั้งสองมีส่วนสำคัญในการแบ่งระบบเศรษฐกิจ โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ กิจกรรมทางเศรษฐกิจ และหน่วยเศรษฐกิจ

กิจกรรมทางเศรษฐกิจคือ การดำเนินกิจกรรมในระบบเศรษฐกิจได้แก่ การบริโภค การผลิต และการซื้อขายแลกเปลี่ยน โดยกิจกรรมทางเศรษฐกิจจะทำให้เศรษฐกิจในประเทศนั้นๆ ขับเคลื่อนไปข้างหน้า

ส่วนหน่วยเศรษฐกิจคือ ผู้ที่ทำหน้าที่ในการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจแบ่งเป็น 3 หน่วย ได้แก่ หน่วยครัวเรือน หน่วยธุรกิจ และหน่วยรัฐบาล ซึ่งแต่ละหน่วยมีหน้าที่ดังนี้

1. หน่วยครัวเรือน - หน่วยเศรษฐกิจที่ประกอบด้วยบุคคลตั้งแต่หนึ่งคนขึ้นไป มีการตัดสินใจในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ หรือปัจจัยด้านการเงิน เพื่อให้ได้ประโยชน์แก่ตนมากที่สุดประกอบด้วย

  • เจ้าของปัจจัยการผลิต คือ ผู้ที่มีปัจจัยการผลิต โดยเจ้าของจะนำปัจจัยการผลิตที่มีอยู่ให้ผู้ผลิต เพื่อไปผลิตเป็นสินค้าและบริการ โดยได้รับค่าตอบแทนในรูปค่าเช่า ค่าจ้าง ดอกเบี้ย หรือกำไร เป้าหมาย ของเจ้าของปัจจัยการผลิต คือรายได้สุทธิสูงสุด
  • ผู้บริโภคคือ ผู้ใช้ประโยชน์จากสินค้าและบริการ เพื่อตอบสนองความต้องการของตัวเอง เป้าหมายของผู้บริโภค คือ ความพึงพอใจสูงสุด โดยสมาชิกของหน่วยครัวเรือนอาจทำหน้าที่เป็นทั้งเจ้าของปัจจัยการผลิต และเป็นผู้บริโภคไปพร้อม ๆ กัน

2. หน่วยธุรกิจ -บุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ทำหน้าที่เอาปัจจัยการผลิตมาผลิตเป็นสินค้าหรือบริกาเพื่อนำไปขายผู้บริโภค เป้าหมายของผู้ผลิต คือ แสวงหากำไรสูงสุด, มีส่วนแบ่งการตลาดมากที่สุดในธุรกิจนั้น, มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับ หรือธุรกิจมีอัตราการเจริญเติบโตอยู่ในอัตราสูงขึ้นเรื่อย ๆ

3. หน่วยรัฐบาล- บทบาทที่สำคัญที่สุดคือ เป็นตัวกลางในการควบคุมและรักษาสมดุลระหว่างหน่วยธุรกิจและหน่วยครัวเรือน ให้ดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจไปได้อย่างราบรื่นนอกจากนี้ก็เป็นทั้งผู้ผลิต ผู้บริโภค และเจ้าของปัจจัยการผลิตในระบบเศรษฐกิจได้อีกด้วย

ระบบเศรษฐกิจ คืออะไร?

เป็นการรวมตัวกันเป็นกลุ่มของหน่วยเศรษฐกิจ ซึ่งประกอบด้วยบุคคลหรือสถาบันที่ทำหน้าที่เฉพาะอย่างในทางเศรษฐกิจ มีการปฏิบัติภายใต้ระเบียบ กฎเกณฑ์ นโยบาย หรือแนวทางปฏิบัติเดียวกัน เพื่อแก้ไขปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจ และพัฒนาระบบเศรษฐกิจให้มีความเจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น

อย่างที่เราทราบกันว่าทุกประเทศทั่วโลกเผชิญกับปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจเหมือนกัน แต่แนวทางในการจัดการนั้นอาจแตกต่างกัน จึงเกิดเป็นที่มาของระบบเศรษฐกิจแบบต่างๆ นั่นเอง โดยเกณฑ์การจัดประเภทระบบเศรษฐกิจจะแบ่งตาม "ความสัมพันธ์ของหน่วยเศรษฐกิจ" ดูหน้าที่การตัดสินใจทางเศรษฐกิจว่า อำนาจการตัดสินใจขึ้นอยู่กับใครระหว่างรัฐกับเอกชน หรือผสมผสานระหว่างรัฐและเอกชนโดยทั่วไปนิยมแบ่งระบบเศรษฐกิจออกเป็น 3 ระบบใหญ่ๆ ดังนี้

1.ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม (Capitalism)

มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า ระบบเสรีนิยม หรือระบบตลาด (Market Economic) เป็นระบบเศรษฐกิจที่เอกชนเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต และมีเสรีภาพในการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างเต็มที่โดยที่รัฐบาลจะไม่เข้าไปแทรกแซง แต่จะทำหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย อำนวยความสะดวก และจัดสร้างสาธารณูปโภคต่างๆ โดยที่จะยกอำนาจการตัดสินใจแก้ปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจให้กับเอกชน

เอกชนจะเป็นคนกำหนดทุกอย่างในระบบนี้ ไม่ว่าจะเป็น การผลิตสินค้าต่างๆ ออกมาจำหน่ายในราคาใดก็ตาม โดยใช้กลไกราคาหรือระบบตลาดเข้าไปช่วยในการตัดสินใจ และมีบทบาทสำคัญในการกำหนดว่า ควรผลิตสินค้าอะไร โดยใช้หลักถ้าสินค้าไหนที่มีคนต้องการมากที่สุด เมื่อผลิตแล้วขายได้ในราคาที่ดีที่สุด ผู้ผลิตก็จะเลือกผลิตสินค้านั้น โดยที่มีกำไรคือแรงจูงใจในการผลิตทำให้ระบบเศรษฐกิจนี้มีการแข่งขันทางราคาสูงมาก และเป็นไปอย่างเสรี ทั้งนี้ เพราะราคาถูกกำหนดขึ้นมาจากอุปสงค์และอุปทานของตลาด

จุดเด่นของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม

  • เอกชนเป็นผู้ดำเนินการกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และเป็นเจ้าของทรัพย์สินและปัจจัยการผลิต
  • กลไกราคามีบทบาทมาก เพราะเป็นตัวกำหนดราคาสินค้าและบริการ และมีกำไรเป็นแรงจูงใจในการผลิต
  • รัฐไม่เข้าแทรกแซงทางเศรษฐกิจ มีบทบาทเพียงการรักษาความสงบเรียบร้อย ความยุติธรรม

ข้อดีของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม

  • เอกชนมีเสรีภาพในการเลือกตัดสินใจดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้อย่างเต็มที่
  • กำไรและการมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน เป็นแรงจูงใจในการผลิตและทำงาน เพราะยิ่งทำมากก็จะยิ่งมีรายได้มาก และมีทรัพย์สินเป็นของตนเอง ก่อให้เกิดแรงจุงใจทำงานเพิ่มขึ้น
  • มีการคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ หรือเทคนิคใหม่ๆ อยู่เสมอ ทำให้เกิดการพัฒนาตลอดเวลา ส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศขยายตัวอย่างรวดเร็ว
  • มีการแข่งขันขายสินค้าและบริการมากขึ้น ทำให้มีการปรับปรุงและพัฒนาคุณภาพ และปริมาณของสินค้า
  • ผู้บริโภคมีโอกาสเลือกสินค้าและบริการในราคาและคุณภาพที่เหมาะสม

ข้อเสียของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม

  • เกิดความเหลื่อมล้ำ เนื่องจากแต่ละคนมีความสามารถแตกต่างกัน ทำให้มีรายได้ไม่เท่ากัน นำไปสู่ปัญหาการกระจายรายได้ไม่เป็นธรรม เกิดระบบกลุ่มนายทุนขึ้น
  • นายทุนจะใช้กำไร หรือผลประโยชน์สูงสุดเป็นหลัก
  • การผลิตในระบบทุนนิยมเป็นที่มาของการแข่งขันกันผลิต นำไปสู่การทำลายทรัพยากร และสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ
  • หากมีผู้ผลิตสินค้าและบริการน้อย อาจเกิดการรวมตัวกันผูกขาดการผลิตสินค้าชนิดนั้น ซึ่งทำให้ราคาสินค้าสูง ค่าแรงต่ำ เกิดผลเสียต่อผู้บริโภค และผู้ใช้แรงงานโดนเอาเปรียบ

2. ระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม (Socialism)

เป็นระบบที่รัฐเข้าไปแทรกแซงและเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต แต่จะมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับระบอบการปกครองของประเทศด้วย สามารถแบ่งได้เป็น ระบบเศรษฐกิจสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ และระบบเศรษฐกิจสังคมนิยมประชาธิปไตย ซึ่งต่างกันดังนี้

2.1ระบบเศรษฐกิจสังคมนิยมคอมมิวนิสต์

เป็นระบบเศรษฐกิจที่มีลักษณะตรงกันข้ามกับทุนนิยม โดยระบบเศรษฐกิจสังคมนิยมคอมมิวนิสต์รัฐเป็นเจ้าของทรัพยากรต่าง ๆ รวมทั้งปัจจัยการผลิตทุกชนิด เอกชนไม่มีกรรมสิทธิ์ ตลอดจนเสรีภาพที่จะเลือกใช้ปัจจัยการผลิต

รัฐเป็นผู้ประกอบการ และทำหน้าที่จัดสรรทรัพยากรต่าง ๆ ทั้งหน่วยธุรกิจและครัวเรือน จะผลิตและบริโภคตามคำสั่งของรัฐ อีกทั้งกลไกราคาไม่มีบทบาทในการแก้ไขปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจ เพราะรัฐจะเป็นผู้ทำหน้าที่ตัดสินใจว่า ทรัพยากรต่าง ๆ ที่มีอยู่ ควรจะนำมาผลิตสินค้าและบริการอะไร ผลิตอย่างไร และผลิตเพื่อใคร ซึ่งการตัดสินใจมักจะทำอยู่ในรูปของการวางแผนแบบบังคับจากส่วนกลาง (Central Planning) โดยจะเน้นการคำนึงถึงสวัสดิการของสังคมส่วนรวมเป็นสำคัญ

จุดเด่นของระบบเศรษฐกิจสังคมนิยมคอมมิวนิสต์

  • การรวมอำนาจทุกอย่างไว้ที่ส่วนกลาง รัฐบาลจะเป็นผู้วางแผนแต่เพียงผู้เดียว เอกชนมีหน้าที่เพียงแต่ทำตามคำสั่งของทางการเท่านั้น

ข้อดีของระบบเศรษฐกิจสังคมนิยมคอมมิวนิสต์

  • ช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางฐานะและรายได้ของคนในสังคม
  • เอกชนทำการผลิต และบริโภคตามคำสั่งของรัฐ ผลผลิตที่ผลิตขึ้นมาจะถูกนำส่งเข้าส่วนกลาง และรัฐจะจัดสรรหรือแบ่งปันสินค้าและบริการให้ประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน

ข้อเสียของระบบเศรษฐกิจสังคมนิยมคอมมิวนิสต์

  • ประชาชนไม่มีเสรีภาพที่จะผลิตหรือบริโภคอะไรได้ตามใจ เพราะถูกบังคับหรือสั่งการจากรัฐ
  • คุณภาพสินค้าไม่ดีเท่าที่ควร เนื่องจากผู้ผลิตขาดแรงจูงใจเพราะไม่ว่าจะผลิตสินค้าได้มากน้อยเพียงใด คุณภาพเป็นอย่างไร ผู้บริโภคก็ไม่มีทางเลือก เพราะต้องบริโภคตามการปันส่วนที่รัฐจัดให้
  • รัฐไม่รู้ความต้องการที่แท้จริงของประชาชน ทำให้ผลิตสินค้าไม่ตรงกับความต้องการ ส่งผลให้มีสินค้าเหลือ และสูญเสียทรัพยากรของประเทศโดยเปล่าประโยชน์

2.2 ระบบเศรษฐกิจสังคมนิยมประชาธิปไตย

เป็นระบบเศรษฐกิจที่รัฐเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต วางแผน และควบคุมการผลิตบางประเภท โดยเฉพาะการผลิตที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกันของประชาชนเพื่อแก้ไขปัญหาความแตกต่าง ด้านฐานะระหว่างคนรวยและคนจน เช่น สถาบันการเงิน ป่าไม้ สิ่งสาธารณูปโภคต่าง ๆ ได้แก่ การขนส่ง การคมนาคม การไฟฟ้า น้ำประปา โทรศัพท์ โรงงานผลิตน้ำมัน

ส่วนเอกชนถูกจำกัดเสรีภาพในกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะส่วนที่เป็นผลประโยชน์ของส่วนรวม สามารถดำเนินการได้เพียงเกษตรกรรม และอุตสาหกรรมขนาดย่อม

จุดเด่นของระบบเศรษฐกิจสังคมนิยมประชาธิปไตย

  • รัฐคุมการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจทุกรูปแบบ โดยมีจุดมุ่งหมายให้เกิดความยุติธรรมในการกระจายสินค้าและบริการแก่ประชาชน
  • ไม่มีการแข่งขันเกิดขึ้น เนื่องจากรัฐบาลเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต แต่ยังคงให้เอกชนมีสิทธิ์ในการถือครองทรัพย์สินส่วนตัวได้ เช่น ที่พักอาศัย
  • มีการวางแผนจากส่วนกลาง รัฐสั่งการผลิตคนเดียว ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลเป็นผู้ตัดสินใจในการแก้ปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจ

ข้อดีของระบบเศรษฐกิจสังคมนิยมประชาธิปไตย

  • ช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางฐานะและรายได้ของคนในสังคม
  • ประชาชนได้รับสวัสดิการจากรัฐบาลกลางโดยเท่าเทียมกัน

ข้อเสียของระบบเศรษฐกิจสังคมนิยมประชาธิปไตย

  • ไม่มีระบบแข่งขันแบบทุนนิยมทำให้ไม่มีการพัฒนาสินค้าและบริการใหม่ ๆ
  • ประชาชนขาดแรงจูงใจในการทำงาน เศรษฐกิจของประเทศอาจเผชิญวิกฤต หากรัฐกำหนดความต้องการผิดพลาด

สังคมนิยมคอมมิวนิสต์ vs สังคมนิยมประชาธิปไตย

Note :สรุปให้เข้าใจง่ายๆ คือ ระบบเศรษฐกิจสังคมนิยมคอมมิวนิสต์รัฐไม่เปิดโอกาสใด ๆ ให้เอกชน รัฐเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตทั้งหมดส่วนระบบเศรษฐกิจสังคมนิยมประชาธิปไตยรัฐบาลเปิดโอกาสให้เอกชนได้มีส่วนเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตอยู่

3. ระบบเศรษฐกิจแบบผสม (Mixed Economy)

เป็นระบบเศรษฐกินที่ผสมผสานข้อดีระหว่างระบบทุนนิยมกับสังคมนิยมเข้าด้วยกันมีลักษณะคล้ายกับระบบเศรษฐกิจสังคมนิยมประชาธิปไตย จะต่างกันตรงที่ระบบเศรษฐกิจแบบผสมจะมีน้ำหนักค่อนไปทางทุนนิยมมากกว่า และบางครั้งก็มักถูกเรียกว่า‘ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมใหม่’

สำหรับระบบนี้ทั้งรัฐบาลและเอกชนสามารถเป็นเจ้าของปัจจัยในการผลิตสินค้าและบริการอย่างเสรี และมีหน้าที่รับผิดชอบร่วมกันในการตัดสินใจเกี่ยวกับปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลมีบทบาทในการวางแผนกิจกรรมทางเศรษฐกิจบางอย่าง เช่น การรักษาความปลอดภัย การป้องกันประเทศ สาธารณูปโภคขนาดใหญ่ ได้แก่ ไฟฟ้า น้ำประปา การขนส่งและคมนาคม

ขณะเดียวกันก็ปล่อยให้เอกชนดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่ด้วย โดยที่รัฐจะคอยให้ความคุ้มครอง ความช่วยเหลือ และอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการในภาคเอกชน ด้วยการสร้างพื้นฐานทางด้านเศรษฐกิจ เช่น การสร้างถนน สะพาน สนามบิน ฯลฯ ไว้ให้ภาคเอกชนใช้ประโยชน์เพื่อดำเนินธุรกิจ

ส่วนกลไกราคาหรือระบบตลาดก็ยังเป็นสิ่งสําคัญในการกําหนดราคาสินค้าและบริการต่างๆ ในระบบเศรษฐกิจแบบผสมนี้ แต่รัฐก็ยังมีอํานาจในการเข้าไปแทรกแซงภาคเอกชนเพื่อกําหนดราคาสินค้าให้มีเสถียรภาพและเกิดความเป็นธรรมทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค ทำให้ระบบเศรษฐกิจแบบผสมมีทั้งระบบราคา การแข่งขัน และการวางแผนจากส่วนกลาง รวมกันเป็นระบบเดียวกัน

ปัจจุบันระบบเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ ในโลกล้วนแต่มีลักษณะของระบบเศรษฐกิจแบบผสมทั้งสิ้น ต่างกันตรงที่ประเทศไหนจะเป็นระบบเศรษฐกิจแบบผสมที่ค่อนไปทางระบบทุนนิยม หรือระบบสังคมนิยมมากกว่า

จุดเด่นของระบบเศรษฐกิจแบบผสม

  • ทั้งรัฐและเอกชนมีส่วนร่วมวางแผนการผลิตอาจจะแบ่งหน้าที่ว่า เอกชนจะผลิตอะไร และรัฐบาลผลิตอะไร
  • ราคาสินค้าและบริการเป็นไปตามอุปสงค์และอุปทาน มีการเปลี่ยนแปลงขึ้นหรือลงตามกลไกราคา แต่รัฐบาลอาจเข้าแทรกแซงหรือควบคุมราคาบ้าง เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากราคาสินค้าที่พุ่งขึ้นสูง
  • เอกชนเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตและมีกรรมสิทธิ์ถือครองทรัพย์สินต่าง ๆ เหมือนในระบบทุนนิยม ได้แก่ ที่ดิน เครื่องจักร เงินทุน อาคาร และสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ เป็นต้น

ข้อดีของระบบเศรษฐกิจแบบผสม

  • มีความคล่องตัวในการดำเนินการ เพราะสามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ของสภาพเศรษฐกิจได้ เช่น ถ้าเอกชนดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจจนสร้างปัญหาและความเดือดร้อนให้ประชาชน รัฐบาลก็อาจเข้าไปควบคุมหรืออกกฎหมาย เพื่อไปกำกับได้ในกรณีที่เห็นว่าจำเป็น
  • รายได้ถูกนำมาเฉลี่ยให้ผู้ทำงานตามกำลัง ความสามารถที่กระทำได้ ไม่ใช่ตามความจำเป็น แรงจูงใจในการทำงานของประชาชนจึงดีกว่า
  • เอกชนมีบทบาททางเศรษฐกิจ มีการแข่งขันกันผลิตสินค้า สินค้าที่ผลิตจึงมีคุณภาพ และประชาชนสามารถเลือกบริโภคได้

ข้อเสียของระบบเศรษฐกิจแบบผสม

  • การแก้ปัญหาช่องว่างทางสังคม และปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้ มักไม่มีประสิทธิภาพ
  • การดำเนินการผลิตขนาดใหญ่โดยรัฐบาลนั้น มักขาดประสิทธิภาพ คุณภาพอาจจะไม่เท่าเทียมกับเอกชนผลิต
  • การกำหนดนโยบายและการใช้อำนาจต่าง ๆ ขึ้นอยู่กับรัฐบาล ทำให้นักธุรกิจขาดความมั่นใจในการลงทุน
  • รัฐบาลไม่สามารถสั่งการแบบรีบด่วนได้ตามภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

สรุป! ระบบเศรษฐกิจ 3 รูปแบบ

เพื่อให้น้องๆ เห็นภาพชัดมากขึ้นว่าระบบเศรษฐกิจแต่ละรูปแบบมีลักษณะต่างกันยังไง พี่แป้งสรุปเป็นตารางเปรียบเทียบมาให้แล้วค่ะ

ระบบ
เศรษฐกิจ ทุนนิยม สังคมนิยม ผสม คอมมิวนิสต์ ประชาธิปไตย กรรมสิทธิ์ เอกชนเป็นเจ้าของ
(กฎหมายรับรอง) รัฐเป็นเจ้าของทั้งหมด เอกชนมีสิทธิ์แค่
ทรัพย์สินส่วนตัว เช่น ที่พักอาศัย รัฐและเอกชน
เป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต กลไกการทำงาน กลไกราคาและระบบตลาด
รัฐวางแผนจากส่วนกลางเป็นหลัก นโยบายรัฐร่วมกับกลไกราคาและระบบตลาด การแข่งขัน การแข่งขันทางราคาสูง และเป็นไปอย่างเสรี ไม่มีการแข่งขันต้องทำตามรัฐสั่งทุกอย่าง ไม่สนับสนุนให้มีการแข่งขัน การแข่งขันทางราคาสูง และเป็นไปอย่างเสรี บทบาทของรัฐบาล ดูแลความสงบความปลอดภัยของประเทศ ดูแลในทุกๆ ด้านที่เกี่ยวกับสวัสดิการประชาชน มีบทบาทมากที่สุดในด้านสาธารณูปโภค วางแผนกิจกรรมทางเศรษฐกิจบางประการ ข้อดี ผู้ผลิตมีอิสระในการผลิตสิ่งใหม่ๆ ลดความเหลื่อมล้ำทางฐานะและรายได้ ประชาชนได้รับสวัสดิการจากรัฐโดยเท่าเทียม เกิดความสมดุลระหว่างรัฐและเอกชน ข้อเสีย ใช้ทรัพยากรสิ้นเปลือง ประชาชนไม่มีสิทธิ์เลือกบริโภคได้ตามใจ ไม่มีการพัฒนาสินค้าและบริการใหม่ๆ นักธุรกิจไม่กล้าลงทุน เพราะนโยบายขึ้นอยู่กับรัฐ

มาทดสอบความรู้กัน!

รู้จักระบบเศรษฐกิจทั้ง 3 รูปแบบกันไปแล้ว มาลองทดสอบความรู้ความเข้าใจกันค่ะ สำหรับข้อสอบที่นำมาให้น้องๆ ฝึกทำโจทย์ในวันนี้เป็นข้อสอบ A-Level วิชาสังคมศึกษาฯ จากโครงการ Dek-D Pre-Admission รอบพฤศจิกายน 2566

จงพิจารณาจากข้อมูลดังต่อไปนี้

ก.กลไกราคามีบทบาทน้อย

ข.ประชาชนสามารถถือกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินได้เต็มที่

ค.มีการวางแผนเศรษฐกิจจากส่วนกลาง

ง.มีเป้าหมายในการกระจายรายได้ที่เป็นธรรม

ระบบเศรษฐกิจดังกล่าวข้างต้นมีความสอดคล้องในข้อใดมากที่สุด

1.ระบบเศรษฐกิจสังคมนิยมประชาธิปไตย

2.ระบบเศรษฐกิจแบบผสม

3.ระบบเศรษฐกิจทุนนิยม

4.ระบบเศรษฐกิจเสรีนิยม

5.ระบบเศรษฐกิจสังคมนิยมคอมมิวนิสต์

จากข้อมูลที่โจทย์ให้น้องๆ ชาว Dek-D คิดว่าเป็นระบบเศรษฐกิจแบบไหนกันคะ ถ้ารู้คำตอบแล้วคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย!

สำหรับคอลัมน์ ‘รู้ไว้เผื่อออกสอบ’ บทความต่อไปจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอะไร ฝากติดตามกันด้วยนะคะ ถ้าน้อง ๆ มีประเด็นที่น่าสนใจ หรือความรู้จากวิชาอะไร ที่อยากให้นำมาเล่า หรือแจกทริคการจำ ก็สามารถคอมเมนต์เอาไว้ด้านล่างได้เลย!

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...