TISCO เผยงบ Q3/67 ทำกำไร 1,713 ลบ. ส่งผล 9 เดือนมีกำไร 5,199 ลบ.
TISCO เผยงบ Q3/67 ทำกำไร 1,713 ลบ. ส่งผล 9 เดือนมีกำไร 5,199 ลบ.
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -15 ต.ค. 67 13:43 น.
TISCO เผยกำไรไตรมาส 3/67 ที่ 1,713 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 8.6% หลังตั้งสำรองเพิ่ม รับมือเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า และ หนี้ครัวเรือนยังสูง ส่วน 9 เดือนมีกำไร 5,199 ล้านบาท ลดลง 5.8% มั่นใจคุม NPLได้ตามกรอบที่กำหนด ส่วนกลยุทธ์ช่วงโค้งสุดท้ายของปีเน้นคุณภาพในการเติบโตเป็นหลัก
นายศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มทิสโก้ บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด(มหาชน) หรือ TISCO เปิดเผยว่า ไตรมาส 3/67 มีกำไรสุทธิ 1,713 ล้านบาท ลดลง 8.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักมาจากสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected Credit Loss ECL) ที่เพิ่มขึ้นเพื่อรองรับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ และ หนี้ภาคครัวเรือนที่ยังคงเปราะบาง
ในส่วนของรายได้รวมจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 1.0% จากการฟื้นตัวของรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจหลัก โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวกับตลาดทุน ประกอบกับ การรับรู้กำไรจากพอร์ตเงินลงทุน ค่าธรรมเนียมธุรกิจหลักทรัพย์ขยายตัว 9.9% จากส่วนแบ่งทางการตลาดของ บล.ทิสโก้ ที่เพิ่มขึ้น
รวมถึงมีการรับรู้รายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจวาณิชธนกิจ จากการเป็นผู้ร่วมจัดจำหน่าย และ รับประกันการจำหน่ายหุ้น IPO รายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจจัดการกองทุนเพิ่มขึ้น 6.6% สอดคล้องกับการเติบโตของสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร ด้านรายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลง 3.0% จากต้นทุนทางการเงินที่ปรับเพิ่มขึ้น ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานปรับตัวลดลง จากค่าใช้จ่ายพนักงาน และ ค่าใช้จ่ายด้าน IT
สำหรับผลประกอบการงวด 9 เดือนแรกของปี 2567 กำไรสุทธิมีจำนวน 5,199 ล้านบาท ลดลง 5.8% จาก 9 เดือนแรกของปี 2566 จากสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 0.6% ของยอดสินเชื่อเฉลี่ย เทียบกับสำรองที่ 0.1% ของยอดสินเชื่อเฉลี่ยในปีก่อนหน้า ด้านรายได้รวมจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 2.9% จากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ขยายตัว 1.0% ตามการเติบโตของเงินให้สินเชื่อที่มีผลตอบแทนในระดับสูง รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยปรับตัวดีขึ้น 7.6% จากการรับรู้กำไรจากเงินลงทุน และ รายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจวาณิชธนกิจ รวมถึงรายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจจัดการกองทุนที่เติบโตได้ 2.7% แม้ในภาวะที่ตลาดไม่เอื้ออำนวย
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจหลักทรัพย์ในช่วง 9 เดือนแรก ยังคงอ่อนแอตามมูลค่าการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ซบเซา และ ค่าธรรมเนียมธุรกิจธนาคารพาณิชย์ลดลง เป็นผลมาจากการชะลอตัวของธุรกิจนายหน้าประกันภัยที่ได้รับผลกระทบจากยอดขายรถยนต์ในประเทศที่อ่อนตัวลง
ทั้งนี้ บริษัทมีอัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นเฉลี่ย (ROAE) สำหรับงวด 9 เดือนแรกของปี 2567 อยู่ที่ 16.5%
ในขณะที่เงินให้สินเชื่อรวมของกลุ่มทิสโก้ ณ วันที่ 30 กันยายน 2567 มีจำนวน 229,948 ล้านบาท ลดลง 2.1% จากสิ้นปี 2566 สาเหตุหลักมาจากการชะลอตัวของสินเชื่อเช่าซื้อรถใหม่ ซึ่งเป็นไปตามยอดขายรถยนต์ในประเทศที่หดตัวลง และ การชำระคืนหนี้ของลูกหนี้สินเชื่อธุรกิจและสินเชื่อ SME โดยสินเชื่อที่มีอัตราผลตอบแทนสูงยังคงเติบโต ประกอบด้วย สินเชื่อจำนำทะเบียน สินเชื่อเช่าซื้อรถมือสอง และ สินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ ซึ่งบริษัทยังคงคำนึงถึงความรอบคอบ และ ระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อใหม่ในสภาวะที่หนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง
ทางด้านสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(NPLs) คงที่อยู่ที่ 2.4% ของสินเชื่อรวม โดยบริษัทมุ่งเน้นการติดตามดูแลลูกหนี้อย่างใกล้ชิด พร้อมกับการบริหารจัดการคุณภาพสินเชื่อเชิงรุก ทั้งนี้ ระดับค่าเผื่อสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Coverage Ratio) อยู่ที่ 159.1%
อีกทั้ง ธนาคารทิสโก้ยังคงรักษาระดับฐานะเงินกองทุนที่แข็งแกร่ง โดยมีประมาณการอัตราเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) อยู่ที่ 20.9% สูงกว่าอัตราเงินกองทุนขั้นต่ำ 11.0% ที่กำหนดโดยธนาคารแห่งประเทศไทย และ มีอัตราเงินกองทุนชั้นที่ 1 และชั้นที่ 2 ต่อสินทรัพย์เสี่ยงอยู่ที่ 18.9% และ 2.0% ตามลำดับ
นอกจากนี้ มองไปในระยะข้างหน้า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป นำโดยภาคการส่งออกสินค้าที่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ การผลิตภาคอุตสาหกรรมและการลงทุนภาคเอกชนที่เริ่มฟื้นตัว แต่ต้องจับตาความท้าทายเรื่องหนี้ครัวเรือนอย่างใกล้ชิด จากปัญหาหนี้สะสม และ รายได้ของประชาชนที่โตช้า และ การด้อยลงของคุณภาพสินเชื่อ รวมถึงผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมที่ทำให้เกิดความยากลำบากต่อประชาชนในพื้นที่ยิ่งขึ้นไปอีก โดยคาดว่า ในปีนี้เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวที่ระดับ 2.8%
ทั้งนี้ กลุ่มทิสโก้จะมุ่งดำเนินธุรกิจด้วยความรอบคอบรัดกุม โดยเน้น คุณภาพในการเติบโต ผนวกกับการใช้ความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการความเสี่ยง เพื่อสร้างเสถียรภาพ และ การเติบโตอย่างยั่งยืนให้แก่องค์กร รวมถึงดูแลผู้มีส่วนได้เสียในทุกมิติภายใต้หลักธรรมาภิบาลที่ดี โดยเฉพาะในมิติของการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากการเติบโตที่ยังไม่ทั่วถึงทางเศรษฐกิจและสถานการณ์น้ำท่วม ผ่านการนำเสนอมาตรการช่วยเหลือตามแนวทางการปล่อยสินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม ที่เปิดโอกาสให้ลูกหนี้ปรับโครงสร้างหนี้ได้ตามความสามารถในการชำระหนี้(Pre-emptive Debt Restructuring)
ขณะที่อีกด้านจะเดินหน้ายกระดับความเป็นอยู่และสร้างคุณภาพชีวิตทางการเงินที่ดี (Financial for Well-being) แก่สังคมในระยะยาวผ่านโครงการและกิจกรรมต่าง ๆ ที่จัดขึ้นเป็นประจำ เช่น กิจกรรมฉลาดเก็บฉลาดใช้ รู้ไว้เข้าใจหนี้ ชมรมค่ายการเงินธนาคารทิสโก้ รวมถึงกิจกรรมใหม่อย่าง Smart HR Fin Coach ที่จัดขึ้นเพื่อติวเข้มเรื่องเงินแก่บริษัทนายจ้างสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพทิสโก้ ทั้งหมดนี้ เพื่อช่วยให้คนไทย ปลดหนี้มีออม"
นอกจากนี้ กลุ่มทิสโก้ยังมีการปรับปรุงกระบวนการการทำงานเพื่อให้ทันต่อยุคดิจิทัล โดยนำเทคโนโลยี และปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้เป็นเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลที่จะช่วยให้สามารถคิดค้นพัฒนาผลิตภัณฑ์และ บริการที่จะตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด รวมไปถึงสร้างความมั่งคั่งอย่างมั่นคงให้แก่ลูกค้าในฐานะ Your Trusted Financial Advisor สถาบันการเงินที่คุณเชื่อมั่นไว้วางใจได้
รายงาน โดย กรณัช พลอยสวาท เรียบเรียง โดย สุรเมธี มณีสุโข
อีเมล์. suramatee@efnancethai.com
ดูข่าวต้นฉบับ