โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ฤดูภาษีกองทุน-ประกันแข่งดุ “TESG-SSF-RMF” ชิงเงินลดหย่อน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 30 ต.ค. 2567 เวลา 01.54 น. • เผยแพร่ 30 ต.ค. 2567 เวลา 00.22 น.

“กองทุน-ประกัน” แข่งเดือดรับฤดูวางแผนภาษีโค้งท้ายปี นายกสมาคม บลจ. จับมือตลาดหลักทรัพย์ฯ จัดโปรโมตใหญ่กองทุน TESG ต้น พ.ย.คาดเม็ดเงินลงทุนสิ้นปีแตะ 3 หมื่นล้าน 9 เดือนแห่ออกกองใหม่รวม 55 กอง “ฟินโนมีนา” มอง SSF ลงทุนทองคำมาแรง ลุ้น TESG เงินไหลเข้าเพิ่ม 2 เท่า “ทิสโก้” ออก 2 กองใหม่เน้นลงทุนบอนด์-หุ้น ESG+ปันผลสูง ฟากธุรกิจประกันแห่ขาย “ออมทรัพย์จ่ายเบี้ยสั้น” สมาคมประกันชีวิตมั่นใจสิ้นปีเบี้ยรวมแตะ 6.5 แสนล้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เข้าสู่ช่วงปลายปี 2567 เป็นเวลาของการบริหารจัดการด้านภาษี และหนึ่งในวิธีวางแผนลดหย่อนภาษีที่นิยมมาก คือ การซื้อกองทุนและประกัน เพราะสามารถได้ประโยชน์ 2 ต่อ ทั้งการลดหย่อนภาษี พร้อมเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนให้เงินงอกเงย

กองภาษี NAV เพิ่ม 4 หมื่น ล.

รายงานข้อมูลจากสมาคมบริษัทจัดการกองทุน (AIMC) ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2567 สิ้นสุด ณ เดือน ก.ย. พบว่า บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) มีการออกกองทุนประหยัดภาษีใหม่รวมทั้งหมด 55 กอง มีมูลค่าทรัพย์สุทธิรวม (Total NAV) เพิ่มขึ้น 40,088 ล้านบาท เทียบจากสิ้นปี 2566

ประกอบด้วย 1.กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ออกใหม่จำนวน 20 กอง รวมเป็น 360 กอง โดยมี Total NAV เพิ่มขึ้น 25,355 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 6.02% ส่งผลให้มีมูลค่าทรัพย์สุทธิรวม 446,402 ล้านบาท

2.กองทุนรวมเพื่อส่งเสริมการออมระยะยาว (SSF) ออกใหม่ 27 กอง รวมเป็น 361 กอง โดยมี Total NAV เพิ่มขึ้น 10,127 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 18.50% ส่งผลให้มีมูลค่าทรัพย์สุทธิรวม 64,855 ล้านบาท

และ 3.กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG) ออกใหม่จำนวน 8 กอง จากปีที่แล้วมี 30 กอง เป็น 38 กอง โดยมี Total NAV เพิ่มขึ้น 4,606 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 87.46% ส่งผลให้มีมูลค่าทรัพย์สุทธิรวม 9,873 ล้านบาท โดย บลจ.กสิกรไทย มีมูลค่าทรัพย์สุทธิรวมสูงสุด อยู่ที่ 2,232 ล้านบาท ออกไปทั้งหมด 2 กอง

โปรโมตใหญ่ Thai ESG พ.ย.

นางชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTAM และนายกสมาคมบริษัทจัดการกองทุน (AIMC) เปิดเผย ็ประชาชาติธุรกิจิ ว่า ช่วงต้นเดือน พ.ย.นี้ สมาคม บลจ.จะร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดโปรโมตใหญ่ และโปรโมชั่นเกี่ยวกับกองทุน Thai ESG เพื่อให้ประชาชนที่สนใจรักในการออม ได้รับข้อมูลข่าวสารมากขึ้น โดยจะทำหลากหลายรูปแบบทั้งออนไลน์และออฟไลน์ สร้างอิมแพ็กต์ให้กับนักลงทุนที่ลังเลในการบริหารจัดการภาษี โดยเฉพาะมนุษย์เงินเดือน โดยประเมินว่าตลอดทั้งปี 2567 จะมีเม็ดเงินลงทุนผ่านกองทุน Thai ESG รวมประมาณ 30,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ บลจ.กรุงไทย ได้ออกกองตราสารหนี้ภาครัฐเพิ่ม เนื่องจากมีกองตราสารทุนอยู่แล้ว 3 กอง เพื่อเพิ่มโอกาสทางเลือกให้นักลงทุนมากขึ้น ขณะที่กองทุนลดหย่อนภาษีเดิมอย่าง RMF บลจ.กรุงไทย ก็มีออกเพิ่มเช่นกัน

3 กองภาษีที่แตกต่าง

จุดเด่นของกองทุนลดหย่อนภาษี ทั้ง SSF, RMF, Thai ESG มีความแตกต่างกัน อย่าง RMF คือ กองทุนที่สามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 30% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี เงื่อนไขถือครองไม่น้อยกว่า 5 ปี สามารถขายคืนได้เมื่ออายุ 55 ปี ขณะที่กองทุน SSF ต้องถือครอง 8 ปี จนถึงอายุเท่าไหร่ก็ได้

ส่วนกองทุน Thai ESG ที่รัฐบาลปรับเกณฑ์ให้มีความน่าสนใจขึ้น จากเดิมลดหย่อนได้ 100,000 บาทต่อปีภาษี เป็น 300,000 บาทต่อปีภาษี แต่ไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมิน รวมทั้งลดเวลาถือครองหน่วยลงทุนไม่ต่ำกว่า 5 ปี จากเดิม 8 ปี

“ดังนั้น กลุ่มลูกค้าที่มาลงทุนจึงแตกต่างกันพอสมควร อย่าง RMF เป็นนักลงทุนกลุ่มวัยทำงานที่มีเงินออม ที่ต้องการบริหารภาษี และมีการมาลงทุนอย่างต่อเนื่อง ส่วน SSF เม็ดเงินจะเบาบางกว่า เพราะจะไปเจาะกลุ่มนักลงทุนรุ่นใหม่ให้เรียนรู้การลงทุนมากขึ้น ส่วน Thai ESG จะลงทุนคล้ายกับ LTF สำหรับนักลงทุนที่ต้องการได้ประโยชน์ในการบริหารภาษีเพิ่ม” นายกสมาคม บลจ.กล่าว

กองทุน SSF ทองคำมาแรง

นายชยนนท์ รักกาญจนันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน (บลน.) ฟินโนมีนา กล่าวว่า สำหรับกองทุนลดหย่อนภาษี นักลงทุนให้ความสนใจลงทุนกองทุน SSF มากที่สุด เนื่องจากลดระยะเวลาถือครองลงเหลือ 8 ปี และไม่ได้กำหนดระยะเวลาการซื้อต่อเนื่องเหมือน RMF ที่ต้องไปขายคืนในอายุ 55 ปี

นอกจากนี้ยังมีนโยบายการลงทุนได้ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ โดยสามารถเลือกได้หลากหลายสินทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นทองคำ น้ำมัน ซึ่งปัจจุบันเห็นการทยอยลงทุนทั้ง SSF, RMF ในกองทุนประเภททองคำค่อนข้างมาก เนื่องจากปีนี้ทองคำให้ผลตอบแทนได้ดีที่สุดเมื่อเทียบกับสินทรัพย์อื่น ๆ ขณะที่กองทุน Thai ESG มองว่าจะมีเม็ดเงินไหลเข้ามามากกว่าปีที่ผ่านมาประมาณ 2 เท่า จากการขยายวงเงินที่มากขึ้น และลดระยะเวลาในการถือครอง

นักลงทุน Wait&See หุ้นไทย

อย่างไรก็ตาม จากแพลตฟอร์มของฟินโนมีนาพบว่า นักลงทุนยัง Wait&See ภาวะตลาดหุ้นไทย และยังติดตามว่าจะสามารถขยับขึ้นสูงได้หรือไม่ ทำให้เม็ดเงินที่เข้ามาลงทุนใน Thai ESG ประเภทตราสารทุนยังน้อยมาก ขณะที่ประเภทตราสารหนี้สูงมากขึ้น เนื่องจากมีความเสี่ยงที่ค่อนข้างต่ำ และอย่างน้อยหากหมดเงื่อนไข เงินต้นก็ยังอยู่ครบ

มองว่ากองทุน SSF นักลงทุนยังนิยมมากที่สุด RMF นักลงทุนยังซื้อต่อเนื่อง ส่วน Thai ESG น่าจะมีเม็ดเงินที่ไหลเข้าน้อยที่สุดในประเภทกองทุนลดหย่อนภาษีิ

นายชยนนท์กล่าวว่า ปีนี้มีหลายปัจจัยที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยผันผวน ซึ่งในวันที่ 5 พ.ย. 2567 จะมีการเลือกตั้งสหรัฐ หากตลาดสหรัฐมีการปรับฐานลงแรง ขณะที่หากรัฐบาลไทยมีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อเรียกความเชื่อมั่นเพิ่มเติม ค่าเงินบาทเริ่มเห็นสัญญาณไม่อ่อนค่าลงมาก อาจจะเห็นเม็ดเงินเข้ากองทุน Thai ESG รวมทั้งกองทุนวายุภักษ์ที่เข้ามาสนับสนุนตลาดหุ้นไทยช่วงต้นเดือน ต.ค.นั้น บลจ.ได้เริ่มทยอยซื้อหุ้นขนาดใหญ่แล้ว ดังนั้น กองทุน Thai ESG ที่เน้นไปลงทุนในดัชนี SET50 น่าจะได้ประโยชน์เช่นกัน

“ปลายปี 2567 ตลาดหุ้นไทยอาจจะยืนได้บริเวณ 1,500-1,550 จุด ซึ่งจะช่วยให้นักลงทุนเกิดความเชื่อมั่นมากขึ้น”

ลุ้นเงินใหม่ TESG 2 หมื่น ล.

นายสาห์รัช ชัฏสุวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทิสโก้ จำกัด กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ช่วงนี้เริ่มเห็น บลจ.หลายแห่ง เน้นออกเป็นกองทุน Thai ESG เนื่องจากปีนี้เป็นปีที่สอง ซึ่งรัฐบาลมีการขยายเพดานให้สิทธิลดหย่อนภาษีเพิ่มจาก 1 แสนบาท ขยับเป็น 3 แสนบาท

โดยปีที่แล้ว ส่วนใหญ่ออกกันแค่ 1 กอง เน้นลงทุนหุ้นไทยเป็นหลัก แต่ปีนี้เริ่มเห็นการออกกองทุน TESG ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล หรือเป็นกองผสม (หุ้น+ตราสารหนี้ ESG) ทำให้ลูกค้ามีทางเลือกมากขึ้นตามระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ จึงน่าจะเสิร์ฟดีมานด์ของผู้ลงทุนได้ดีมากยิ่งขึ้น

ในส่วน บลจ.ทิสโก้ ปีที่แล้วออกกองทุน TESG ไป 2 กอง ให้รีเทิร์นอยู่ราว 4% สำหรับปีนี้บริษัทวางแผนจะออกกองทุน TESG อีก 2 กอง โดยออกไปแล้ว 1 กอง ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล และจะออกขายในเดือน พ.ย. 2567 เน้นลงทุนหุ้น ESG+ปันผลสูง โดยมีขนาดกองทุนที่จดทะเบียน 1,000 ล้านบาท คาดหวังเงินลงทุนใหม่ในปีแรก 100 ล้านบาท

นายสาห์รัชกล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ประเมินมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) ในกองทุน TESG ที่จะเกิดขึ้นในปีนี้ของทุก บลจ. จะอยู่ที่ประมาณ 15,000-20,000 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นเท่าตัวจากปีที่แล้ว เพราะว่าปีนี้ขยายเพดานให้สิทธิลดหย่อนภาษีเพิ่มเป็น 3 แสนบาท รวมทั้งปีนี้นักลงทุนเริ่มรู้จักกองทุน TESG มากขึ้น จากการประชาสัมพันธ์ที่มีมาต่อเนื่อง คาดว่าจะหนุนดีมานด์ผู้ลงทุนเพิ่มสูงขึ้น โดยเม็ดเงินใหม่ประมาณ 80-90% จะเข้ามาในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปี

หวังรีเทิร์น 5-10% ต่อปี

สำหรับผลตอบแทนที่เกิดขึ้นจากกองทุน TESG ที่จัดตั้งขึ้นมาเมื่อปีที่แล้ว ให้ผลตอบแทนตั้งแต่ -7% จนถึง +7% โดยปัจจุบันกองทุน บลจ.ทิสโก้ ให้รีเทิร์นอยู่ราว 4% ซึ่งถือว่าเอาตัวรอดได้ในช่วงที่ตลาดหุ้นไทยไม่ค่อยดี

นายสาห์รัชกล่าวว่า หากมองในระยะข้างหน้า SET Indexก็คาดหวังอัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS Growth) จะอยู่ที่ 5-10% ได้ในระยะยาว ซึ่งกองทุน TESG ต้องลงทุนอย่างน้อย 5 ปี ดังนั้นก็คาดหวังรีเทิร์นในระดับ 5-10% ต่อปีได้อยู่ ส่วนกองทุน TESG ที่ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล อาจคาดหวังผลตอบแทนสูงไม่ได้ มองรีเทิร์นน่าจะอยู่ที่กว่า 2% ต่อปี

“เรามองว่า SET Index น่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว เพราะการเมืองไทยดีขึ้นจากปีที่แล้ว ประกอบกับต้นทุนทางการเงินต่ำลง และคาดหวังรัฐบาลผลักดันนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาได้อย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญ มีเม็ดเงินกองทุนวายุภักษ์ที่คอยพยุงตลาดหุ้นไทย”

แห่ขาย “ประกัน 10/1” ลดภาษี

ด้านนายพิชา สิริโยธิน ผู้อำนวยการบริหาร สมาคมประกันชีวิตไทย เปิดเผยว่า ช่วงไตรมาส 4 การแข่งขันของธุรกิจประกันชีวิตจะเป็นการกระตุ้นให้ประชาชนซื้อผลิตภัณฑ์เพื่อการออม ที่มีอายุความคุ้มครองมากกว่า 10 ปี ไม่ว่าจะเป็นประกันออมทรัพย์ ประกันบำนาญ และประกันสุขภาพ เพื่อใช้สิทธิลดหย่อนทางภาษี

โดยปีนี้สมาคมประมาณการอัตราการเติบโตของเบี้ยรับรวมทั้งอุตสาหกรรม จะอยู่ที่ 646,113-658,782 ล้านบาท เติบโตระหว่าง 2-4% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อน

นางภฤตยา สัจจศิลา กรรมการผู้จัดการ บริษัท อาคเนย์ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ช่วงไตรมาส 4 นี้ บริษัทได้ออกสินค้าใหม่ 2 แบบ คือ 1.ประกันออมทรัพย์ 10/1 (จ่ายเบี้ย 1 ปีคุ้มครอง 10 ปี) ขายผ่านทั้งช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ ให้ผลตอบแทน 2.3% และ 2.5% จ่ายเบี้ยขั้นต่ำ 100,000 บาท โดยคาดหวังยอดขายภายในสิ้นปีนี้ 300-500 ล้านบาท และ 2.ประกันออมทรัพย์ 989 (จ่ายเบี้ย 9 ปี คุ้มครองถึง 89 ปี) ตั้งเป้ายอดขายภายในสิ้นปี 100 ล้านบาท

ขณะที่นางนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ ประธานเจ้าหน้าที่และกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยสมุทรประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทได้เปิดตัวประกันออมทรัพย์ โอเชี่ยนไลฟ์ เมคชัวร์ 10/1 จ่ายเบี้ยสั้น 1 ปี ได้รับเงินคืนปีละ 1.75% จำนวนเงินเอาประกันขั้นต่ำ 50,000 บาท นำเบี้ยไปหักลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 100,000 บาท

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทได้เปิดตัวประกันออมทรัพย์ “ออมจุใจ 10/3” ขายผ่านออนไลน์ตัวใหม่ เหมาะสำหรับคนมองหาประกันออมทรัพย์ลดหย่อนภาษี โดยจ่ายเบี้ยสั้น 3 ปี คุ้มครองยาว 10 ปี ลดหย่อนภาษีสูงสุด 100,000 บาท รับเงินคืนทุกปีกรมธรรม์ ปีละ 1% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ฤดูภาษีกองทุน-ประกันแข่งดุ “TESG-SSF-RMF” ชิงเงินลดหย่อน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...