บช.ก.ผนึกกำลัง BINANCE ลุยปฏิบัติการ Cyber Guardian
กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแลทางการเงินระดับโลก ของไบแนนซ์ ประสบความสำเร็จในการทลายเครือข่ายอาชญากรข้ามชาติ ภายใต้ปฏิบัติการครั้งสำคัญ “Cyber Guardian”
รายงานข่าวจาก BINANCE (ไบแนนซ์) ระบุว่า *กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแลทางการเงินระดับโลกของ ไบแนนซ์ ประสบความสำเร็จในการทลายเครือข่ายอาชญากรข้ามชาติ ภายใต้ปฏิบัติการครั้งสำคัญ‘Cyber Guardian’ ตอกย้ำความสำคัญของความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน พร้อมกับการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้เพื่อต่อกรกับอาชญากรรมไซเบอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ*
โดยปฏิบัติการนี้มีจุดเริ่มต้นจากการหลอกลวงทางออนไลน์ผ่านแผนการลงทุนปลอม ที่ใช้โฆษณาชวนเชื่อบนโซเชียลมีเดียหลอกล่อเหยื่อเข้าสู่โอกาสทางการลงทุนที่ดูน่าเชื่อถือ โดยกลุ่มอาชญากรจะใช้แผนการนี้เพื่อโน้มน้าวให้เหยื่อโอนเงินเข้าบัญชีม้าที่เตรียมไว้
ตลอดระยะเวลาดังกล่าว กลุ่มอาชญากรได้หลอกลวงเงินจากเหยื่อ เป็นมูลค่ากว่า 3.8 ล้านบาท (ประมาณ 110,000 ดอลลาร์สหรัฐ) โดยเงินที่ได้มานั้นถูกเปลี่ยนเป็นสกุลเงินดิจิทัล (USDT) และโอนผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัลหลายใบ ก่อนนำไปใช้ซื้อทรัพย์สินมูลค่าสูง เช่น อสังหาริมทรัพย์ โฉนดที่ดิน และรถยนต์
การสืบสวนครั้งนี้ นำโดย พ.ต.อ.ชิษณุพงศ์ ไหวดี ผกก.3 บก.ปอท. และทีมงาน ซึ่งสามารถเปิดโปงเครือข่ายอาชญากรรมนี้ได้อย่างรวดเร็ว โดยเครือข่ายนี้ไม่ได้เป็นเพียงการหลอกลวงภายในประเทศเท่านั้น แต่เป็นถึงการดำเนินการข้ามชาติผ่านการใช้บัญชีม้า นายหน้า และการฟอกเงินข้ามพรมแดนขั้นสูง
เครือข่ายอาชญากรรมนี้ใช้บัญชีม้าที่มาจากการว่าจ้างประชาชนที่มีฐานะยากจนให้เปิดบัญชีธนาคาร ด้วยการเสนอค่าตอบแทนเพียง 5,000 บาท (ประมาณ 145 ดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อแลกกับการใช้ข้อมูลส่วนตัวของพวกเขา ซึ่งจากการตรวจสอบยังพบว่าผู้ถือบัญชีม้าบางรายได้ถูกส่งข้ามเขตพรมแดนไทย-กัมพูชาไปยังปอยเปต เพื่อไปสแกนข้อมูลส่วนตัวและสร้างกระเป๋าเงินดิจิทัลสำหรับรับเงินที่ได้จากการหลอกลวงอีกด้วย
จากการวิเคราะห์อย่างละเอียดของเจ้าหน้าที่สืบสวนจากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) และหน่วยงานกำกับดูแลทางการเงินระดับโลก ของไบแนนซ์ ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถติดตามธุรกรรมดิจิทัลที่ผิดปกติ และเชื่อมโยงกระเป๋าเงินดิจิทัลกับเครือข่ายหลักของผู้ต้องสงสัย โดยความร่วมมือครั้งนี้มีบทบาทสำคัญในการเปิดเผยเส้นทางการเงินดิจิทัลที่เชื่อมโยงไปยังตัวการสำคัญ และนำไปสู่การจับกุมผู้ต้องหาในที่สุด
พ.ต.อ.ชิษณุพงศ์ ไหวดี กล่าวว่า“การทำงานร่วมกับไบแนนซ์ ช่วยให้เราสามารถเปิดโปงเครือข่ายอาชญากรรมที่อาจถูกมองข้ามไปได้ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของวิธีการสืบสวนสมัยใหม่ในการผนึกกำลังระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อเชื่อมโยงและเติมเต็มช่องว่างระหว่างการเงินแบบดั้งเดิมและสินทรัพย์ดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
เมื่อรวบรวมหลักฐานได้เพียงพอแล้ว ทีมงานสอบสวนไทยได้ยื่นคำร้องต่อศาลอาญาเพื่อออกหมายจับผู้ต้องหาในคดีนี้ ทั้งนี้ ปฏิบัติการ Cyber Guardian ปิดฉากด้วยการบุกตรวจค้นอย่างเป็นระบบ โดยมีเจ้าหน้าที่เข้าตรวจพื้นที่ในจังหวัด นครราชสีมา ตาก สงขลา รวมถึงกรุงเทพฯ พร้อมหมายจับและข้อมูลจากการสอบสวนที่แม่นยำ
ปฏิบัติการนี้นำไปสู่การจับกุมผู้ต้องหา 7 ราย ซึ่งแต่ละรายมีบทบาทแตกต่างกันในเครือข่าย ได้แก่ ผู้ถือบัญชีม้า 2 ราย ที่ยอมให้ใช้บัญชีม้าของตนแลกกับค่าตอบแทนเพียงเล็กน้อย นายหน้าหาบัญชีม้า 2 ราย ที่ทำหน้าที่สรรหาและอำนวยความสะดวกในการโอนเงิน และกลุ่มฟอกเงิน รวมถึงผู้รับผลประโยชน์ 3 ราย ที่รับผิดชอบการฟอกเงิน และนำเงินไปลงทุนในทรัพย์สินอื่น ๆ
การตรวจค้นครั้งนี้ เจ้าหน้าที่สามารถยึดทรัพย์สินเป็นมูลค่ากว่า 80 ล้านบาท (ราว 2.3 ล้านเหรียญสหรัฐ) ซึ่งรวมไปถึงคฤหาสน์หรูมูลค่า 27 ล้านบาท รถยนต์หรู ทองคำแท่ง สินค้าแบรนด์เนม และโฉนดที่ดินในจังหวัดภูเก็ต เชียงใหม่ และจังหวัดอื่น ๆ โดยทรัพย์สินที่ยึดได้เหล่านี้มีมูลค่าสูงลิ่วชี้ให้เห็นว่าผู้ก่อเหตุดำเนินการมาเป็นเวลานานก่อนการหลอกลวงทางโซเชียลมีเดียครั้งล่าสุด
[caption id="attachment_144489" align="aligncenter" width="1000"]
นีลส์ แอนเดอร์สัน-เริด หัวหน้าหน่วยงานกำกับดูแลทางการเงินระดับโลก (FIU) ของไบแนนซ์[/caption]
นายนีลส์ แอนเดอร์สัน-เริด หัวหน้าหน่วยงานกำกับดูแลทางการเงินระดับโลกของไบแนนซ์ กล่าวว่า “ร่วมมือครั้งนี้ช่วยให้เราสามารถนำความโปร่งใสของบล็อกเชนมาใช้เปิดเผยเส้นทางการเงินที่ซับซ้อน และนำเครือข่ายอาชญากรมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้สำเร็จ ซึ่งไบแนนซ์ จะยังคงมุ่งมั่นที่จะสร้างระบบนิเวศสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีความปลอดภัยยิ่งขึ้นต่อไป”
บทสรุปจากความร่วมมือ และจุดมุ่งหมายความสำเร็จในอนาคต
ปฏิบัติการCyber Guardian ไม่ใช่เพียงชัยชนะของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายเท่านั้น แต่ยังเป็นแนวทางสำคัญในการรับมือกับภัยคุกคามอาชญากรรมไซเบอร์ที่อาจเปลี่ยนแปลงไปในอนาคต ความสำเร็จของคดีนี้สะท้อนถึงพลังความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชน รวมถึงการผสานแนวทางการสืบสวนแบบดั้งเดิมกับวิธีวิเคราะห์บล็อกเชนสมัยใหม่
ด้วยความร่วมมือที่แข็งแกร่งระหว่าง ไบแนนซ์ และหน่วยงานบังคับใช้กฏหมาย การต่อสู้กับอาชญากรรมไซเบอร์ในอนาคตจะยิ่งมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งการร่วมมือกันนั้น ไม่เพียงแต่มีเป้าหมายเพื่อปกป้องเหยื่อเท่านั้น แต่ยังเป็นการมุ่งสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่ปลอดภัยและมั่นคงยิ่งขึ้นสำหรับทุกคนด้วยเช่นกัน