โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

สาวน้อยหลังอาราม (มี E-book)

นิยาย Dek-D

อัพเดต 12 ก.พ. 2567 เวลา 13.02 น. • เผยแพร่ 12 ก.พ. 2567 เวลา 13.02 น. • บ.บี
มู่หรั่นชิว หญิงสาวจากปัจจุบัน ทะลุมิติไปในโลกที่ไม่มีคนรู้จัก แถมยังต้องเลี้ยงดูเด็กน้อยอีกฝูงใหญ่ อาศัยความรู้ดั้งเดิมที่บ้านเป็นร้านขายยาแผนโบราณกับประสบการณ์ตน หากินอยู่หลังวัด ที่อารามดับทุกข์

ข้อมูลเบื้องต้น

มู่หรั่นชิวหญิงสาววัย 18 ปี ที่จมน้ำไปเป็นเวลานานจนขาดออกซิเจนและสมองตาย มีชีวิตอยู่ได้เพราะเครื่องช่วยหายใจแต่ไม่รับรู้สิ่งใดมานาน 3 เดือน ในที่สุดนางก็เสียชีวิตวิญญาณทะลุมิติมาอยู่ในโลกใบใหม่ที่ไม่มีอยู่จริง อีกทั้งยังค่อนข้างล้าหลังอีกด้วย

หญิงสาวลืมตามาอีกครั้งในร่างของ มู่หรั่นชิวเด็กสาววัย 13 ปี ที่อ่อนแอ ไร้ความสามารถและยังอารมณ์ร้าย นางหิวจนเป็นลมล้มหัวฟาดพื้นเสียชีวิตไปอย่างกะทันหัน

ทะลุมิติมาทั้งทีคิดว่าตนเองจะมีตัวช่วยดีๆ อย่างคนอื่นเขาบ้าง แต่เปล่าเลย!! นางเป็นเด็กสาวธรรมดาที่อ่อนแอต้องให้น้องชายและน้องสาว วัย 8 และ 6 ปีคอยหาอาหารให้ดื่มกิน เคราะห์ซ้ำกรรมซัด สามพี่น้องต้องมาขออาศัยอยู่ที่อารามดับทุกข์ สถานที่ ที่เปรียบเสมือนโรงเลี้ยงเด็กกำพร้าย่อมๆ หลังวัดแปลกประหลาด ที่ไม่ได้เต็มใจรับเด็กเหล่านี้มาเลี้ยงดูแม้แต่น้อย

มู่หรั่นชิวมีพี่ชายคนโตที่ทึ่มทื่ออยู่อีกคน แต่เขาถูกคัดเลือกเข้าไปเป็นทหารออกรบ ตลอดระยะเวลา 1 ปี มู่หรั่นชิวคนใหม่พยายามส่งจดหมายติดต่อพี่ชายมู่เกอแต่ก็ไม่เคยได้รับคำตอบใดๆ กลับมา

หน้าที่พี่สาวใหญ่แห่งอารามดับทุกข์กลายเป็นของมู่หรั่นชิวคนใหม่ไปโดยปริยาย นางผู้ไม่มีตัวช่วยใดๆ จะพาฝูงเด็กหัวโตตัวผอมราวกับไม้ขีดไฟเหล่านั้นเอาชีวิตรอดไปได้อย่างไรกัน?

นิยายเรื่องนี้ถูกเขียนขึ้นมาโดยสมมติชื่อสถานที่ ตัวละคร ขึ้นมาทั้งสิ้น ไม่มีส่วนหนึ่งส่วนใดตรงกับความเป็นจริงแม้แต่น้อย สิ่งของเครื่องใช้ พืช การเกษตร อุตสาหกรรม กฏหมาย ศาสนา ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่สร้างเสริมขึ้นมาทั้งหมด ไม่ได้อ้างอิงจากประวัติศาสตร์ในช่วงใดช่วงหนึ่ง ขอผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านนะคะ

ใต้ต้นไม้ใหญ่

ท่ามกลางทุ่งหญ้าโล่งกว้างใกล้หมู่บ้านฝาง ใต้ต้นไม้ใหญ่ที่ให้ร่มเงาเพียงแห่งเดียวในพื้นที่โล่งแห้งแล้งแห่งนี้ปรากฏร่างเด็กชายและเด็กหญิงสองคนกำลังช่วยกันขุดหลุมอยูใต้ต้นไม้

“หยวนเอ๋อร์ ไปนั่งพักก่อนเดี๋ยวพี่ทำเอง”

มู่หรงฉีเด็กชายวัย 8 ปี รูปร่างผอมใบหน้าและผิวเหลืองซีด ลูบหัวน้องสาวของตนเบาๆ ด้วยความสงสาร เมื่อเห็นน้องสาวเหนื่อยหอบจนเหงื่อผุดขึ้นเต็มใบหน้าเล็กๆ ของนาง ส่วนตนเองก็พยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้เต็มที่ไม่ให้ไหลออกมาเกรงว่าน้องสาวจะตกใจเสียขวัญไปมากกว่านี้ แม้ว่ามือทั้งสองข้างที่ถือจอบขุดดินอยู่ในมือของตนเองจะเต็มไปด้วยตุ่มน้ำพองและบางแห่งก็มีเลือดไหลออกมา

“พี่สาม ข้าแค่หิวนิดหน่อยเลยไม่ค่อยมีแรงเจ้าค่ะ แต่พวกเราต้องขุดหลุมฝังพี่รองให้เสร็จก่อนที่จะมืด หากมีสัตว์มาแทะกินเนื้อพี่รองจะทำอย่างไร ข้ายังช่วยได้อยู่เจ้าค่ะ” มู่หยวนเด็กหญิงวัย 6 ปี ยกมือเล็กๆ ที่ผอมจนเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูกของนางขึ้นมาเช็ดเหงื่อบนใบหน้า คราบดินที่ติดกับมือทำให้ใบหน้านางยิ่งเลอะเทอะมอมแมม พอๆ กับเสื้อผ้าที่สกปรกเป็นรอยเปื้อนสีดำหลายแห่ง

พอกล่าวถึงพี่สาวรองที่นอนนิ่งไร้ลมหายใจอยู่ข้างๆ สองพี่น้องก็น้ำตาไหลซึมออกมากันอีกครั้ง หลังจากที่กอดคอกันร้องไห้ยาวนานตั้งแต่ช่วงกลางวันจนเย็นย่ำ

เมื่อเช้ามู่หรงฉีรู้สึกไม่สบาย และหลับต่อไปอย่างอ่อนเพลียโดยที่ไม่ได้ลุกขึ้นมาเตรียมทำอาหารให้พี่สาวและน้องสาวได้กิน พอมู่หรั่นชิวตื่นขึ้นมานางก็ตบตีเขาและน้องสาวไปรอบหนึ่งด้วยความโมโห แต่ยามนั้นเขายังวิงเวียนและลุกขึ้นไม่ไหว พี่สาวคนรองจึงจำต้องเดินไปที่วัดบนภูเขาเพื่อขออาหารเช้ามาประทังชีวิต

มู่หรั่นชิวไม่เคยก่อไฟ ไม่เคยทำอาหาร ทำอะไรไม่เป็นเลยสักอย่าง ก่อนหน้านี้ล้วนเป็นพี่ใหญ่มู่เกอคอยดูแลน้องๆ เพียงลำพัง แต่เมื่อสี่เดือนก่อนพี่ชายใหญ่ต้องไปเป็นทหาร มู่หรงฉีวัย 8 ปีและมู่หยวนวัย 6 ปีจึงต้องอยู่ในความดูแลของ มู่หรั่นชิวอายุ 13 ปี ที่วันๆ เอาแต่นอนและรอให้เด็กทั้งสองคนออกไปทำงานหาอาหารให้กิน

แต่มู่หรั่นชิวก็ไม่ได้เป็นเด็กสาวที่แข็งแรงอันใด สตรีร่างเล็กผอมแห้งไร้เรี่ยวแรง พยายามเดินไปให้ถึงวัดบนภูเขา แต่นางที่ไม่ได้กินอะไรมาทั้งคืน กอปรกับพื้นที่โล่งกว้างแห่งนี้ยามสายหน่อยแดดก็จะแรงจัด จนทำให้เด็กสาวหน้ามืดล้มลงศีรษะกระแทกพื้นอย่างแรง กว่าที่มู่หรงฉีจะลุกไหวและพาน้องสาวมู่หยวนเดินตามมาถึง นางก็แน่นิ่งไปแล้ว

สองพี่น้องร่ำไห้ปลุกพี่สาวคนรองอย่างไรนางก็ไม่ตื่น มู่หรงฉีลองเอามือไปอังใกล้ๆ จมูกของมู่หรั่นชิวก็รู้ว่านางไม่มีลมหายใจไปแล้ว ได้แต่กอดน้องสาวตัวเล็กที่หวาดกลัวจนเสียขวัญร้องไห้อยู่ด้วยกันจนล้มตัวหลับอยู่ข้างๆ ร่างมู่หรั่นชิวที่ไร้ลมหายใจไปด้วยความอ่อนเพลียและหิวโหย ตื่นมาอีกทีก็เป็นช่วงเวลาเย็นแล้วเขาจึงให้มู่หยวนนั่งเฝ้าร่างของพี่รองเอาไว้ ส่วนตนเองก็วิ่งกลับไปเอาจอบที่บ้านกลับมาขุดหลุมหมายจะฝังศพพี่สาวก่อนที่จะถูกสัตว์ป่ามาลากเอาร่างนางไป

กระท่อมที่พวกเขาพักอาศัยอยู่ห่างไกลจากหมู่บ้าน หากจะเดินไปตามหาคนมาช่วยเคลื่อนย้ายร่างพี่สาวกลับไปที่กระท่อม ก็ต้องเดินทางอีกราวครึ่งวัน กว่าจะกลับมาถึงก็มืดค่ำแล้วจึงไม่อาจปล่อยร่างพี่สาวทิ้งไว้ลำพังได้

แม้ว่าพี่รองมู่หรั่นซิวไม่เคยสนใจดูแลพวกเขาสองพี่น้อง แต่นางก็เป็นที่พึ่งเดียวของเด็กทั้งสองที่เหลืออยู่คนเดียวในเวลานี้ ขาดมู่หรั่นชิวไปมู่หรงฉีก็ไม่อาจทำตัวอ่อนแอต่อหน้าน้องสาวคนเล็กได้ เขาจึงพยายามเข้มแข็งตั้งใจจะดูแลน้องสาวตัวน้อยให้ดี รอจนกว่าพี่ชายมู่เกอจะกลับมา

มองเห็นว่าหลุมดินที่ขุดเอาไว้กว้างพอสมควรแล้ว สองพี่น้องจึงหยุดมือช่วยกันลากร่างของมู่หรั่นซิวลงไปในหลุม

“หยวนเอ๋อร์ หลุมมันยังเล็กเกินไป” เด็กชายทรุดตัวลงนั่งอย่างหมดแรง พวกเขาลากร่างของพี่สาวลงหลุมได้แล้ว แต่ปรากฏว่าศีรษะของนางและช่วงขาก็ยังยาวเกินหลุม มีเพียงช่วงลำตัวเท่านั้นที่ถูกหย่อนลึกลงไปในดิน

“อย่างนั้นเราช่วยกันดึงพี่สาวขึ้นมาใหม่ก่อน แล้วขุดหลุมให้ใหญ่ขึ้นแล้วกันเจ้าค่ะ” เด็กหญิงเสนอความคิด

ร่างเล็กๆ ของมู่หรงฉีและมู่หยวน ทั้งดึงทั้งลาก ออกแรงกันเท่าใดก็ไม่สามารถดึงร่างของมู่หรั่นชิวขึ้นจากหลุมได้ เด็กสองคน ทั้งกลัว ทั้งหิว ทั้งหมดแรง จะเดินกลับบ้านก็ต้องทิ้งพี่สาว นั่งอยู่ต่อก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่นั่งร้องไห้เสียใจกันอย่างหมดหนทางทำอะไรไม่ถูกอยู่ตรงนั้น

“ข้าจะนอนข้างพี่สาวอยู่ตรงนี้ ข้าไม่อยากไปไหนแล้วพี่สาม” เด็กหญิงงอแง นางไม่รู้ว่าพี่สาวเป็นคนดีหรือไม่ดี แม้ว่าพี่สาวจะดุ จะตีนาง แต่ยามนี้พี่ใหญ่ก็ไม่อยู่ นางกับพี่สามเป็นแค่เด็กตัวเล็กๆ จะมีชีวิตต่อไปได้อย่างไร นางไม่อยากฝังพี่สาวลงไปในหลุมด้วยซ้ำ อยากจะนอนกอดร่างพี่สาวอยู่ตรงนี้ไปทุกวัน

มู่หรงฉีก็เป็นเพียงแค่เด็กอายุ 8 ปี แม้จะพยายามทำตัวเป็นพี่ใหญ่ แต่ความคิดของเขาก็ยังเป็นเพียงแค่เด็กเล็กๆ เมื่อเห็นน้องสาวร้องไห้หนักเข้าก็ร้องตาม

“ก็ได้หยวนเอ๋อร์ ถ้าหิวมากๆ เราก็จะลุกไม่ไหวอยู่ดี พวกเรานอนหลับให้ตายไปใกล้ๆ กับพี่รองนี่ล่ะ ไม่ต้องไปไหนแล้ว”

เด็กชายทั้งเจ็บมือ ทั้งเหนื่อย กระหายน้ำจนปากคอแห้งผาก จะให้เขาเดินกลับกระท่อมไปในเวลานี้เขาก็เดินไม่ไหว ตัดสินใจดึงน้องสาวไปนอนข้างร่างมู่หรั่นชิวที่เกยหลุมลึกอยู่เล็กน้อย ส่วนตัวเองก็ล้มตัวลงนอนข้างมู่หยวนอีกฝั่งหนึ่ง กล่อมเด็กหญิงให้นอนหลับไปพร้อมๆ กัน

มู่หรั่นชิวค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาด้วยความสับสนมึนงง สิ่งที่นางเห็นเป็นอย่างแรกดูเหมือนจะเป็นท้องฟ้ายามค่ำคืน มีแสงจันทร์และดวงดาวระยิบระยับเต็มท้องฟ้า ที่ส่องแสงให้ความสว่าง

“นี่มันที่ไหนกัน?” มู่หรั่นชิวรำพันออกมาด้วยเสียงที่แหบแห้งเบาหวิว

หญิงสาวรู้สึกได้ถึงพลังชีวิตและร่างกาย แต่มองไปเบื้องบนก็ไม่มีฝ้าเพดาน ไม่มีสายน้ำเกลือระโยงระยาง และนางก็ไม่ได้ใส่เครื่องหายใจ? หญิงสาวคิดขึ้นได้ก็ยกมือคลำหาสายน้ำเกลือ และลูบหน้าลูบตาตนเอง ก็พบว่าไม่มีอุปกรณ์ช่วยชีวิตใดๆ อยู่บนร่างกายเลยแม้แต่ชิ้นเดียว

ก่อนหน้านี้นางรู้ตัวว่าตนเองได้เสียชีวิตไปแล้ว วิญญาณของนางลุกออกมาจากร่างที่นอนอยู่บนเตียงในโรงพยาบาล นางเห็นหมอคุยกับบิดาและมารดาของนางที่ร่ำไห้แทบขาดใจกอดร่างไร้วิญญาณของนางเอาไว้

มู่หรั่นชิวเป็นตะคริวและจมน้ำอยู่ในสระว่ายน้ำตอนกลางคืนที่กว่าจะมีคนมาพบก็หลายนาทีผ่านไปแล้ว ถูกนำส่งโรงพยาบาลและมีชีวิตอยู่ได้ 3 เดือนโดยต้องใช้เครื่องหายใจช่วยอยู่ตลอด แต่หมอบอกว่านางสมองตายไม่รับรู้สิ่งใดอีกต่อไป หากบิดามารดาทำใจได้หมอก็จะถอดเครื่องช่วยหายใจออกให้นางได้จากไปอย่างสงบ แต่บิดามารดาก็ยังสู้โดยมีความหวังว่าจะเกิดปาฏิหาริย์ย์ขึ้นมากับบุตรสาว แต่สุดท้ายไม่ทันที่พวกเขาจะตัดสินใจถอดเครื่องหายใจออกมู่หรั่นชิวก็จบชีวิตจากไปเอง

เวลานั้นเกิดพายุที่มองไม่เห็ดพัดร่างของนางให้ลอยละล่องออกมาจากโรงพยาบาล หญิงสาวหลับตาลงเพื่อรอเผชิญหน้ากับชีวิตหลังความตายที่ไม่รู้ว่าพายุลูกนั้นจะพัดพานางไปสวรรค์หรือนรก

ลืมตาขึ้นอีกทีก็กลายเป็นว่านางอยู่ในสถานที่แปลกประหลาดนี้แล้ว พร้อมกับความทรงจำของมู่หรั่นชิวคนเก่าก็ค่อยๆ ถ่ายทอดเข้ามาสู่สมองของหญิงสาวทีละเล็กละน้อย

สวัสดีค่ะ รี้ดที่น่ารักทุกท่าน ไรท์ขอชี้แจงเรื่องการติดเหรียญนะคะ

1 นิยายจะลงตอนใหม่ให้อ่านฟรีวันละ 2 ตอน เป็นเวลา 1-2 วัน

2 หลังจากเปิดให้อ่านฟรีแล้วจะติดเหรียญถาวรเป็นบางตอน

3 พอจบเรื่องแล้วทำอีบุ๊ค จะมาติดเหรียญตอนที่เหลือจนครบทุกตอนให้ราคาเท่าเทียมกับราคาขายอีบุ๊คค่ะ

ระหว่างที่รี้ดอ่าน จึงจะเห็นว่าบางตอนเคยอ่านได้แล้วอยู่ๆ ก็อ่านไม่ได้ นั่นเพราะไรท์ทยอยติดเหรียญตามหลังนะคะ จะไม่มีการติดซ้ำซ้อนแต่ประการใด

ขอบพระคุณมากๆ ที่สนับสนุนนักเขียนนะคะ

มองดูเงา

มู่หรั่นชิววัย 13 ปี เป็นลมจากความหิวโหยและถูกแสงแดดร้อนแรงแผดเผา นางไม่ได้เสียชีวิตในทันทีหลังจากที่ล้มลงไป เด็กสาวมีบาดแผลที่มีเลือดไหลออกมาจำนวนมากบริเวณขมับด้านซ้าย นางลืมตาขึ้นมามองเห็นใบหญ้าและพื้นดินแห้งแล้ง แต่ไม่มีเรี่ยวแรงพอที่จะลุกขึ้นมาได้ ก่อนที่จะค่อยๆ หมดลมหายใจไปในที่สุด

เมื่อปรับความเข้าใจและสงบสติอารมณ์ลงได้ มู่หรั่นชิวก็พยายามลุกขึ้นจากหลุมตื้นๆ ที่คาดเดาว่าจะเป็นน้องชายและน้องสาวของนางในชีวิตใหม่เป็นผู้ขุดเตรียมจะฝังร่างของนางขึ้นมา เพราะแถวนี้ไม่มีบ้านเรือนผู้อื่นอยู่ใกล้ๆ มีเพียงนางและน้องสองคนอาศัยอยู่ในกระท่อมเล็กๆ บริเวณชายป่าเท่านั้น

มองไปรอบตัวก็เห็นเด็กน้องสองคนที่นอนกอดกันกลมอยู่ข้างๆ ตน

“หยวนเอ๋อร์ ฉีเอ๋อร์” เด็กสาวเขย่าตัวเด็กสองคนเปล่งเสียงร้องเรียกออกมาเบาๆ อย่างอ่อนแรง

“พี่รองอยากได้อะไรหรือเจ้าคะ” เสียงเล็กๆ ของมู่หย่วนถามพี่สาวขึ้นมา นางเพิ่งตื่นและยังคงสับสนจนลืมไปว่า พี่สาวคนรองได้เสียชีวิตไปแล้ว คิดว่าพี่สาวเรียกเพื่อให้ช่วยหยิบน้ำหรือต้องการอะไร

มู่หรงฉีได้ยินเสียงของมู่หยวนและเด็กหญิงก็สลัดตัวออกจากอ้อมกอดของตนเพื่อลุกขึ้น จึงรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาอีกคน พอเห็นว่าเป็นมู่หรั่นชิวที่ลุกขึ้นนั่งแล้วยังกำลังพยายามลุกขึ้นอยู่อีก มู่หรงฉีก็ตัวแข็งค้างไป รีบดึงน้องสาวมาหาตนแล้วขยับร่างถอยหลังออกมา

“หรงฉี พี่ยังไม่ตายไม่ต้องกลัว” มู่หรั่นชิวรีบบอกน้องชายเมื่อเห็นอาการตื่นตกใจของเขา ในใจก็นึกว่ายังดีที่เด็กคนนี้ใจแข็งนักไม่ตกใจจนตายไปเสียก่อน

มู่หยวนได้ยินพี่สาวบอกว่าตนเองยังไม่ตายก็เพิ่งจะนึกได้ ว่าตนและพี่ชายกำลังช่วยกันฝังศพพี่สาวอยู่ แต่พี่สาวลุกขึ้นยืนได้แล้วนี่ นางยังไม่ตายจริงๆ เด็กหญิงก็สะบัดมือของมู่หรงฉีออกแล้ววิ่งไปพยุงร่างพี่สาวตามความเคยชิน

“พี่รองพี่ฟื้นแล้ว หยวนเอ๋อร์ดีใจเหลือเกินเจ้าค่ะ ต่อไปนี้หย่วนเอ๋อร์จะเชื่อฟังพี่รองทุกคำ จะแบ่งอาหารให้พี่รองกินก่อน พี่รองอย่าตายไปอีกเลยนะเจ้าคะ” เด็กหญิงซุกหน้าเข้าไปหาอ้อมอกพี่สาวด้วยความดีใจ

“หยวนเอ๋อร์เป็นเด็กดี หรงฉีมาเร็ว รีบกลับบ้านก่อนแล้วคุยกัน นี่มันดึกมากแล้ว”

มู่หรั่นชิวรู้ดีว่าน้องชายยังคงตกใจอยู่ นางจงใจจูงมือมู่หยวนก้าวเดินไปยังทิศทางของตัวบ้านตามความทรงจำที่ได้รับมา เพื่อให้มู่หรงฉีเดินตามมู่หยวนมาด้วยอีกคน นางอ่อนกำลังและไม่รู้ว่าจะเป็นลมล้มลงไปอีกหรือไม่ การกลับไปตั้งหลักที่บ้านปลอดภัยกว่าอยู่กันสามคนในพื้นที่โล่งนอกบ้านเช่นนี้

มู่หรงฉี เห็นมู่หยวนถูกพี่รองจูงมือไปก็ร้อนใจ นึกขึ้นได้ว่ายามเขาไปขออาหารที่วัดเคยได้ยินชาวบ้านที่ไปหานักบวชในวัดกล่าวว่า หากมีปีศาจสิงสู่อยู่ในร่างมนุษย์ให้สังเกตดูที่เงาของคนผู้นั้น เพราะเงาจะแสดงตัวตนที่แท้จริงของปีศาจออกมา

เด็กชายมองพี่สาวด้วยสายตาสั่นไหว ภาวนาในใจขอให้พี่สาวฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาจริงๆ เขากลัวเหลือเกินว่าหากมองเงาของนางแล้วเห็นเป็นผู้อื่น เขาและน้องสาวจะอันตราย

มู่หรงฉีกลั้นใจมองเงาที่ทอดยาวลงมาเบื้องหลังร่างสองร่างที่เดินจูงมือกันนำหน้าเขาอยู่ พอเห็นว่าเงาทั้งสองเป็นพี่สาวและน้องสาวไม่ผิดเพี้ยน เด็กชายถึงกับร้องไห้โฮออกมาอย่างโล่งใจ วิ่งไปคว้ามืออีกข้างของพี่สาวเอาไว้

“พี่รอง เดินดีๆ เดี๋ยวจะล้มเอาได้” เด็กชายสะอึกสะอื้นกล่าวเอาใจพี่สาว

ก่อนหน้านี้ที่ช่วยกันลากร่างของมู่หรั่นชิวลงหลุม เนื้อตัวของพี่สาวเย็นเยียบ แต่เวลานี้มือของพี่สาวที่เขาเกาะกุมอยู่กลับมีไออุ่น ทำให้มู่หรงฉียิ่งมั่นใจว่าพี่สาวฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาแล้วจริงๆ เขาก้มหน้าแอบร้องไห้เบาๆ อยู่คนเดียวไปตลอดทาง ต่อจากนี้ต้องทำงานหนักเพียงใดเพื่อดูแลพี่สาวรอง เขาจะไม่โมโหจะไม่ขี้เกียจอีกต่อไปแล้ว ขอให้พี่รองยังมีชีวิตอยู่ก็พอ

สามพี่น้องเดินมาถึงกระท่อมชายป่ากันเงียบๆ ไม่ได้พูดคุยกันเลยสักคำเดียว มีเพียงมู่หยวนที่ดึงมือพี่สาวไปกอดไปหอม ลูบหน้าลูบตาตนเองอย่างรักใคร่และดีใจเพียงเท่านั้น

มู่หรั่นชิวเดินคิดมาตลอดทาง นางหิวและคาดว่าเด็กสองคนคงจะยังไม่ได้กินอะไรเช่นกัน จึงเอ่ยปากถามมู่หรงฉี

“น้องสาม ในบ้านเหลือสิ่งใดที่พอจะกินได้อยู่หรือไม่?”

“มีข้าวเหลือติดกระสอบหยิบมือหนึ่งขอรับ พอจะต้มน้ำข้าวให้อิ่มท้องได้หน่อย เดี๋ยวข้ารีบไปก่อไฟก่อน พี่รองรอเดี๋ยวนะ” เด็กชายมีเรี่ยวมีแรงขึ้นมาทันที วิ่งไปหาหินจุดไฟ ตักน้ำในบ่อมาตั้งเตรียมต้มข้าว

มู่หรั่นชิวเดินตามน้องชายไป รื้อค้นหาของกินอย่างอื่นแต่ก็ไม่พบสิ่งใดนอกจากเกล็ดสีเทาๆ ที่ลองชิมดูว่าเป็นเกลือที่มีรสขมปะปนอยู่เล็กน้อย

“เวลานี้พวกเราปลูกอะไรไว้บ้าง” มู่หรั่นชิววางขวดเกลือในมือลงแล้วถามน้องชาย นางรู้ดีกว่าครอบครัวตนเพาะปลูกพืชผักไว้กินเองรอบบ้าน แต่นางร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงและไม่เต็มใจจะทำงานบ้านใดๆ สักอย่างจึงไม่รู้

“เหลือแต่ต้นมันที่พี่ใหญ่ปลูกทิ้งไว้ให้ก่อนไปเป็นทหารขอรับ แต่ข้าดูแลพวกมันไม่ดีพวกมันไม่โตแล้วก็ขุดเอามากินจนเกือบจะหมดแล้ว เดี๋ยวข้าจะลองไปค้นดูอีกว่ายังหลงเหลือหัวมันอยู่บ้างหรือไม่”

“ไม่ต้อง เจ้าดูหม้อข้าวอยู่ที่นี่เถิด เดี๋ยวข้าออกไปขุดหัวมันกับหยวนเอ๋อร์เอง” มู่หรั่นชิวเห็นแล้วว่ามือของน้องชายเต็มไปด้วยบาดแผลจากการออกแรงขุดดินฝังศพนาง จึงหันไปคว้าจอบชักชวนมู่หยวนเดินออกนอกกระท่อมไป

“พี่รอง พี่ทำได้หรือ?” มู่หรงฉีตะโกนตามหลังไปอย่างงงงัน เขาไม่เคยเห็นพี่สาวคนรองทำงานใดๆ เลยสักอย่าง นางรู้จักต้นมันด้วยเช่นนั้นหรือ?

“หรงฉีทำตามที่ข้าสั่ง ไม่ต้องถาม” หญิงสาวส่งเสียงตอบกลับไป ไม่สนใจท่าทางตกอกตกใจของเด็กทั้งสองเลยแม้แต่น้อย

เดินออกมานอกกระท่อม ภายในรั้วไม้ที่บิดามารดาของสี่พี่น้องช่วยกันสร้างรั้วล้อมเอาไว้กินพื้นที่เป็นบริเวณกว้างเพื่อป้องกันสัตว์มากัดกินพืชผลที่พวกเขาปลูกเอาไว้ แต่เวลานี้ไม่มีผักหรือพืชใดๆ หลงเหลืออยู่เลย มีเพียงต้นมันไม่กี่ต้นที่แห้งเหี่ยวจนไม่รู้ว่าพวกมันตายไปหรือยังเท่านั้น

หญิงสาวใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีขุดเอาหัวมันเล็กๆ แห้งเหี่ยวขึ้นมาได้ 3 หัว โดยความช่วยเหลือจากมู่หยวนที่ทำได้เพียงช่วยโกยดินด้วยมือเปล่าออกไปห่างๆ

“พอก่อนหยวนเอ๋อร์ เท่านี้ก็พอให้พวกเรากินบรรเทาหิวผ่านคืนนี้ไปได้แล้ว พรุ่งนี้เช้าค่อยมาดูกันอีกที” มู่หรั่นชิวพาน้องสาวกลับเข้ามาในกระท่อมที่เป็นเพียงผนังสี่ด้าน ที่นอน ครัว โต๊ะเล็กๆ สำหรับนั่งกินอาหาร ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในกระท่อมหลังเล็กนี้รวมกันหมด

มู่หรงฉีรับเอามันสามหัวไปจัดการด้วยความคล่องแคล่ว ไม่นานนข้าวต้มน้ำใสแจ๋วกับมันปิ้งก็สุกพร้อมให้ทุกคนได้กินกัน

“พี่รองเอาของข้าไปกินเพิ่มอีกนิด จะได้มีแรง ข้าไม่ค่อยหิว” มู่หรงฉีแบ่งมันหัวเล็กออกไปครึ่งหนึ่งส่งให้พี่สาว

“ของหยวนเอ๋อร์ด้วยเจ้าค่ะ ข้าก็ไม่ค่อยหิว” เด็กหญิงทำตามอย่างพี่ชายโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย แม้ว่าตนจะหิวมากแต่ยอมทนเพื่อให้พี่สาวได้กินก่อน

มู่หรั่นชิวส่ายหัวช้าๆ นางไม่เหลือแรงจะตอบโต้ใดๆ กับเด็กทั้งสองคนแล้ว ร่างกายนี้อ่อนแอและหิวโหยอย่างหนัก ทำเพียงแค่ผลักมือที่ยื่นมันชิ้นเล็กๆ มาให้นางกลับไป และกัดกินส่วนของตนเองสลับกับยกน้ำข้าวต้มขึ้นมาดื่มกิน

ค้นหาตัวช่วย

เดิมทีครอบครัวของนางอาศัยอยู่ในหมู่บ้านฝางร่วมกับชาวบ้านคนอื่นๆ แต่หลังจากที่มารดาได้คลอดมู่เกอบุตรชายคนโตออกมา อายุได้ 3 ปีก็มีอาการชักอยู่บ่อยๆ จนทำให้ชาวบ้านที่งมงายเรื่องภูตผีปีศาจสงสัยว่ามู่เกออาจจะถูกปีศาจร้ายเข้าสิง ขับไล่ครอบครัวสกุลมู่ออกมานอกหมู่บ้าน ปล่อยให้พวกเขาสร้างกระท่อมใช้ชีวิตกันเองเพื่อดูสถานการณ์ต่อไป

พอมู่เกออายุได้ 5 ปี มารดาก็คลอดมู่หรั่นชิวออกมาอีกคน พร้อมกับอาการชักของมู่เกอก็ค่อย ๆ หายไป แต่กลายเป็นว่าเขาเป็นเด็กที่มีปัญหาทางสมองเล็กน้อย เติบโตขึ้นมาเป็นคนทึ่มทื่อพูดช้าคิดช้า แต่ร่างกายกลับใหญ่โตแข็งแรงยิ่งนัก

ครอบครัวสกุลมู่ไม่ได้ย้ายกลับไปอยู่ในหมู่บ้านอีกต่อไปแม้ว่าข้อสงสัยในตัวมู่เกอจะหมดสิ้นไปแล้ว ทำให้เด็กๆ ไม่ค่อยได้ไปสุงสิงกับพวกชาวบ้านเท่าใดนัก เส้นทางที่จะเดินทางเข้าเมืองเพื่อซื้อข้าวของก็ใช้คนละเส้นกับชาวบ้านในหมู่บ้าน 10 กว่าปีผ่านไปชาวบ้านจึงหลงลืมครอบครัวนี้ไป แม้จะมีหลายคนที่รู้จักพวกเขาแต่ก็ต่างคนต่างอยู่กันมานานไม่ได้มีการติดต่อไปมาหาสู่กัน

พวกเขามีบุตรชายหญิงเพิ่มขึ้นมารวมเป็น 4 คน แต่สุดท้ายเมื่อ 2 ปีก่อนสองสามีภรรยาก็จากไปเพราะพิษไข้ป่า มู่เกอพี่ใหญ่ในวัย 16 ปี จึงเลี้ยงดูน้องสามคนด้วยตนเองมาตลอด 2 ปี โดยอาศัยปลูกผักปลูกมัน จับสัตว์ไปขายแลกข้าวสารและเสื้อผ้ามาได้บ้าง

ไม่คิดว่าไม่นานเกิดการรบทางชายแดน ทางการจึงมาเรียกตัวชายหนุ่มอายุ 18 ปีจากทุกครอบครัวไปเป็นทหาร ซึ่งมู่เกอก็อายุเกือบจะครบ 19 ปีอยู่แล้ว หมู่บ้านฝางค่อนข้างจะใกล้พื้นที่ชายแดนจึงถูกคัดเลือกไปเป็นชุดแรกๆ ร่วมกับหมู่บ้านอื่นๆ คนในหมู่บ้านแจ้งกับทางการว่าบ้านสกุลมู่อยู่ทางนี้ พวกเขาไม่ได้รู้แม้แต่น้อยว่าสองสามีภรรยาได้จากไปแล้ว เหลือเพียง 4 พี่น้องใช้ชีวิตกันตามลำพัง

พอทหารมาเรียกตัวมู่เกอ เขาก็ไปที่หมู่บ้านโดยไม่ได้พูดคุยกับผู้ใด ชาวบ้านก็เห็นเพียงบุตรชายคนโตสกุลมู่มีร่างกายแข็งแรงกำยำ แม้จะไม่ค่อยพูดแต่ก็ไม่มีสิ่งผิดปกติ ซ้ำยังคิดว่าสองสามีภรรยาดูแลบุตรชายได้ดียิ่งนัก พวกเขารู้จากทหารว่ามู่เกอมีน้องอยู่ที่บ้านอีก 3 คน แต่ทุกคนเข้าใจว่าสองสามีภรรยาคงจะออกไปหาของป่าหรือเข้าเมืองไม่อยู่บ้านเท่านั้น

มู่เกอไม่ได้มีอาการเสียใจใดๆ เขาทำตามหน้าที่ในทุกช่วงชีวิตของตนอย่างดีมาโดยตลอด เมื่อครั้งบิดามารดายังอยู่ก็ช่วยเพาะปลูก ล่าสัตว์ พอต้องเลี้ยงน้องก็ทุ่มเทดูแลน้องสุดความสามารถเท่าที่สมองของเขาจะอำนวย พอทางการให้ไปเป็นทหาร ก็กลับมาเล่าให้น้องสามคนฟังด้วยความภาคภูมิใจ ร่ำลาจากน้องทั้งสามออกจากกระท่อมหลังน้อยไปด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม

กลับเป็นมู่หรงฉีที่รับปากรับคำพี่ชายคนโตเป็นอย่างดี ให้เขาดูแลตัวเองให้ดี ไม่ต้องห่วงน้องทั้งสามคน เขาจะดูแลพี่สาวและน้องสาวต่อไปเอง ทั้งๆ ที่ตนก็ไม่รู้เช่นกันว่าจะต้องพบเจอสถานการณ์ใดบ้าง

มู่หรั่นชิวที่ได้อาหารรองท้องทำให้หายตาลาย พอจะมีเรี่ยวแรงกลับคืนมาบ้างแล้ว มองน้องสองคนด้วยความอดสู พวกเขารู้ว่าพี่ชายของตนหัวช้า พี่สาวอ่อนแอและเจ้าอารมณ์ แต่กลับกล้าหาญ ไม่เคยร้องไห้งอแง ทำการเพาะปลูกอย่างไม่รู้ประสีประสาดูแลนางมาได้นานถึง 2 เดือน

หากมู่หรั่นชิวคนก่อนยังไม่ตาย ด้วยข้าวสารที่นับเม็ดได้ในบ้าน ต้นมันที่ไม่เติบโตเพราะเด็กๆ ดูแลมันไม่เป็น และยังถูกขุดกินมาจนเกือบหมดไม่ได้ทำการเพาะปลูกสิ่งใดลงไปใหม่ ทั้ง 3 ชีวิตจะต้องอดตายไปในไม่ช้าอยู่ดี เว้นเสียแต่พวกเขาจะสามารถวิ่งไปขออาหารที่วัดหนานผูบนภูเขาได้ทุกวัน แต่ในเมื่อนางมาใช้ร่างของเด็กสาวผู้นี้แล้ว ด้วยอายุ 18 ปีในชาติก่อนก็น่าจะพอเลี้ยงดู 3 ชีวิตไม่ให้อดตายไปได้กระมัง

หญิงสาวจัดการหาผ้าชุบน้ำมาเช็ดหน้าเช็ดตาให้เด็กสองคน พาพวกเขาไปล้างมือที่บ่อน้ำหลังกระท่อม ส่วนตนเองก็พยายามล้างคราบเลือดที่แห้งกรังติดกับเส้นผมสีเหลืองแห้งของตนเองออก บาดแผลบริเวณขมับซ้ายปากแผลปิดไปแล้วจากเลือดที่แห้ง นางพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ไปแตะต้องบาดแผลตรงนั้น เพราะยังไม่รู้ว่านางจะหายามาใส่บาดแผลได้อย่างไร

มู่หรั่นชิวส่งเด็กน้อยสองคนเข้านอน กางผ้าห่มออกมาคลุมร่างเด็กน้อยอย่างเบามือ มู่หรงฉีและมู่หยวนน้ำตาคลอเบ้า ลอบสะอึกสะอื้นเพราะไม่เคยได้รับการดูแลอย่างอ่อนโยนเช่นนี้จากพี่สาวคนรองเลยสักครั้ง แม้แต่พี่ใหญ่มู่เกอก็ไม่เคยเช็ดหน้าล้างมือพาพวกเขาเข้านอนมาก่อน ทำได้เพียงเป็นเพื่อนเล่นสนุกและหาของกินให้สามพี่น้องได้กินประทังชีวิตไปเท่านั้น

พอเด็กๆ หลับไปแล้ว มู่หรั่นชิวจึงเดินสำรวจข้าวของภายในกระท่อมอีกครั้ง ยามนี้สิ่งที่สามพี่น้องขาดคืออาหาร นางรู้ว่าข้าวสารไม่เหลือแล้วจึงหวังว่าจะพบของมีค่าอะไรสักอย่าง หากจำเป็นต้องขายของเพื่อแลกกับข้าวสารนางก็คงจะต้องทำ

เดิมทีกระท่อมหลังนี้ยังมีส่วนที่เป็นห้องนอนอีกสองห้อง แต่หลังคาและไม้โครงสร้างหลายจุดมันผุพังจนไม่สามารถเข้าไปพักอาศัยได้อีกต่อไป พวกเขาจึงต้องมานอนรวมกันอยู่ภายในห้องที่ควรจะเป็นห้องโถงของบ้านเพียงห้องเดียว

มู่หรั่นชิวเปิดผ้าม่านที่กั้นห้องเก่าของบิดามารดาเข้าไป นางพบว่ามีโอ่งดินเผาใบเล็กๆ ที่มู่เกอใช้เก็บเมล็ดพันธุ์พืชผักเอาไว้ในนั้นอยู่หลายชนิด มู่หรงฉีและมู่หยวนแต่เดิมทำเพียงช่วยรดน้ำต้นไม้เก็บผักมาปรุงอาหาร ไม่เคยรู้มาก่อนว่าการเพาะปลูกต้องใช้เมล็ด มู่หรั่นชิวคนเก่าที่แทบจะไม่ออกจากเรือนก็ไม่รู้เรื่องนี้เช่นกัน ตลอด 2 เดือนที่ผ่านมาจึงเห็นสองพี่น้องใช้ถังตักน้ำเดินรดไปทั่วผืนดินว่างเปล่าที่ไม่มีพืชผักใดๆ ปลูกอยู่ ด้วยเข้าใจว่ารดน้ำไปเรื่อยๆ เดี๋ยวผักก็จะเติบโตขึ้นมาเอง

"มีเมล็ดพันธุ์ผักเหล่านี้ก็ยังพอแลกเปลี่ยนข้าวสารมาได้บ้าง"

เด็กสาวพยายามค้นหาสิ่งของมีค่าต่อไปจากห้องที่ผุพังทั้งสองห้องนั้น แต่ก็ไม่พบอะไรเพิ่มเติม ข้าวของส่วนใหญ่จะเป็นอุปกรณ์ในการดำรงชีพพวกเครื่องครัว และอุปกรณ์ทำไร่ทำสวน กับผ้าที่ยังไม่ได้ตัดเย็บอีก 1 พับ นอกนั้นก็ไม่มีสิ่งใดอีก

นางพยายามแตะตรงนั้นแตะตรงนี้ทั่วร่างกายของตนเอง เพื่อมองหาว่าจะมีมิติวิเศษเหมือนคนที่หลุดเข้ามาในนิยายหรือต่างโลก ที่เคยอ่านเจอในนิยายหรือซีรีส์เขามีกัน แต่ก็ไม่พบอะไร นางไม่มีตัวช่วย มีเพียงสมองที่จดจำเรื่องราวและประสบการณ์ชีวิตในวัย 18 ปี ของชาติก่อนติดตัวมาเท่านั้น

มู่หรั่นชิวคนเก่าเคยเข้าไปในเมืองและไปที่วัดหนานผู เพราะนางไม่ค่อยแข็งแรงบิดาจึงอุ้มนางไปหาหมอในเมือง และไปหานักพรตที่วัดเพื่อให้ช่วยปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายออกจากร่าง

“ถ้าเข้าเมืองเพื่อขายเมล็ดพันธุ์คงไม่มีผู้ใดยอมซื้อกระมัง ดีไม่ดีอาจถูกข่มเหงเอาเปรียบได้อีก เช่นนั้นพรุ่งนี้ข้าจะเอาเมล็ดพันธุ์ไปแลกกับข้าวสารที่วัดหนานผูน่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด” เด็กสาวรำพันกับตัวเองเบาๆ

วัดหนานผู มีอารามดับทุกข์ที่สร้างไว้ตรงเชิงเขาหลังวัดอยู่หนึ่งหลัง ที่นั่นเดิมทีตั้งใจจะสร้างเอาไว้ให้คนที่เดินทางมาทำบุญที่วัดใช้พักอาศัยชั่วคราว จะได้ไม่ต้องไปอยู่รวมปะปนกับนักบวชในวัดบนภูเขา แต่ต่อมาไม่รู้ว่าชาวบ้านค้นพบวิธีดับทุกข์กันอีท่าไหน จึงได้ทิ้งเด็กที่พวกเขาเข้าใจว่ามีปีศาจมาสิงสู่อยู่เอาไว้ที่อารามแห่งนั้น นานเข้าก็มีเด็กมากมายถูกทิ้งไว้เป็นภาระให้กับนักบวชและนักพรตในวัดที่ไม่ได้เต็มใจรับเลี้ยงเด็ก หรือสร้างอารามดับทุกข์ไว้ให้รองรับเด็กเหล่านี้เลยแม้แต่น้อย

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...