โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"เทียนวรรณ" ปัญญาชนสยาม วิจารณ์สังคม "ผัวเดียวหลายเมีย"

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 22 ส.ค. 2565 เวลา 04.18 น. • เผยแพร่ 20 ส.ค. 2565 เวลา 02.07 น.
ภาพประกอบเนื้อหา - ภาพถ่ายหนุ่มสยามกับเมียอีกสามคน

“เทียนวรรณ” หรือ เทียน วัณณาโภ เป็นปัญญาชนสยามคนแรก ๆ ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์สังคมในเรื่อง “ผัวเดียวหลายเมีย” ในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นยุคที่สังคมในระบบไพร่เริ่มคลี่คลาย และมีการตื่นตัวตอบสนองแนวคิดของชาติตะวันตก

เทียนวรรณเริ่มวิจารณ์ปัญหาผัวเมียลงในตุลวิภาคพจนกิจ แม้จะเขียนไว้ครั้งหนึ่งว่า การมีเมียมากเป็นวัตรที่ปฏิบัติกัน“แทบทั่วท่านขุนนาง” แต่ดูเหมือนเทียนวรรณไม่ได้จงใจที่จะโจมตีชนชั้นสูง งานเขียนของเทียนวรรณที่วิพากษ์วิจารณ์ “ผัวเดียวหลายเมีย” อย่างเรื่อง “ว่าด้วยความยากแต่มิใช่เป็นหนี้หรือเป็นทาส” ในตุลวิภาคพจนกิจ เมื่อ พ.ศ. 2447 กล่าวว่า

“การที่มีเมียมาก ส่อให้เห็นความฉิบหายแห่งโสหุ้ย (หมายถึง ค่าใช้จ่าย-ผู้เขียน), แลก่อการแสวงหาทรัพย์ผิด ๆ ถูก ๆ เพราะเหตุว่าถ้าเมียงามรู้กลปรนนิบัติพอใจสามีแล้ว, อาจทำให้ใจสามีแปรปรวนไปจากความตั้งใจได้เปนแท้, แลทั้งจะก่อการวิวาทในระหว่างเมียเดิมกับเมียใหม่ด้วย, จำเป็นสามีต้องจัดการให้พอเพียง, ครั้นหาทางสุจริตไม่พอเพียงผลน้อยไม่พอแก่ความต้องการ, จึงต้องพลิกแพลงหาในทางไม่ชอบธรรม จึงเป็นเหตุมูลมิให้ตั้งอยู่ในยุติธรรรมได้ เพราะตนตกอยู่ในอำนาจเป็นทาสของความปรารถนาในใจของตนเอง”

เทียนวรรณมองปัญหา “ผัวเดียวหลายเมีย” แยกออกจากหน้าที่ทางวัฒนธรรมการเมือง เขาเพียงต้องการส่งผ่านแนวคิด “ผัวเดียวเมียเดียว” ต่อสังคม และพยายามเสนอว่า “ผัวเดียวหลายเมีย” เป็นแบบแผนพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดปัญหาในชีวิต คือจะ“กดถ่วงทับใจเราท่านให้รู้สึกได้รับผลความลำบากทุกขเวทนาอยู่ไม่รู้วาย, ทุกวันทุกเวลา, สมมุติกล่าวเป็นเครื่องหมายว่าหนักอกหนักใจ” หรือการมีเมียมากเป็นอันตรายต่อสุขภาพ เนื่องจากการร่วมเพศบ่อยเป็นเหตุให้ตาบอด จมูกโหว่ ชักกระตุก ป่วยเป็นฝีมะม่วงหนองใน หรือถึงขั้นเป็นอัมพาต และเปรียบเทียบว่า สังคม “ผัวเดียวเมียเดียว” จะทำให้ผู้ชายมีห่วงแค่คนเดียว หากมีเมียมากก็จะต้องมีห่วงมากเป็นธรรมดา ไม่ต่างอะไรกับรถหรือเรือบรรทุกที่บรรทุกของไว้จำนวนมากและหนัก

นอกจากนี้ เทียนวรรณยังวิพากษ์วิจารณ์“ผัวเดียวหลายเมีย” ว่า เป็นต้นเค้าของการสิ้นเปลืองรายจ่ายและการทะเลาะเบาะแว้งกันระหว่างเมียเก่ากับเมียใหม่ที่ผัวต้องคอยหาทางระงับเหตุ และชี้ให้เห็นว่า การมีภรรยาแต่เพียงผู้เดียวเป็นกิริยาอาการประพฤติของคนดีหรือเยนตลิแมน (gentleman)

แม้จะคาดหวังและเสนอให้ยกเลิกสังคม “ผัวเดียวหลายเมีย” แต่เทียนวรรณก็ยอมรับว่า คงเป็นไปได้ยากที่จะหาคนตั้งขนบธรรมเนียมมีภรรยาแต่เพียงคนเดียว หากมีผู้ใดอาสาเป็นตัวตั้งตัวตีทำการนี้ คงจะต้องถูกส่งตัวไปอยู่โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา (หลังคาแดง) โดยให้เหตุผลไว้ว่า สังคม “ผัวเดียวหลายเมีย” เป็นขนบธรรมเนียมที่ฝังรากลึกมาช้านานเสียจน “เป็นที่คุ้นเคยพอใจแล้ว พวกเราไทย ๆ ชอบด้วยกันมากเป็นพื้นประเพณี”

นอกจากนี้ เทียนวรรณยังสะท้อนปัญหาผัวเมียจาก “กฎหมายลักษณผัวเมีย” ซึ่งผู้หญิงเป็นฝ่ายเสียเปรียบ โดยเฉพาะในเรื่องทรัพย์สิน นั่นคือไม่ให้อำนาจจ่ายทรัพย์สินได้โดยอิสรภาพ เมื่อหย่าขาดจากผัวก็ไม่อาจได้รับส่วนแบ่งสินสมรส และผู้เป็นผัวสามารถขายเมียไปโดยที่เธอไม่ต้องรู้ตัวได้ เทียนวรรณเห็นว่า ยุคสมัยนั้นเป็น “ไสมยที่ผู้หญิงยังเสียเปรียบผู้ชายอยู่มาก, ในตัวบทกฎหมายของบ้านเมือง” ซึ่งต่อไปภายหน้าจะต้องยกเลิกกฎหมายนี้เสีย

ทั้งนี้ สุรเชษ์ฐ สุขลาภกิจ ผู้เขียนหนังสือ “ผัวเดียวเมียเดียว อาณานิคมครอบครัวในสยาม” วิเคราะห์ไว้ว่า งานเขียนของเทียนวรรณได้รับอิทธิพลจากแนวคิดความก้าวหน้าของชาติตะวันตก ชนิดที่“สยบยอม” ซึ่งเทียนวรรณเองได้ชี้ให้เห็นว่า ชาวตะวันตกคิดและทำมาก่อนชาวสยาม เปรียบเหมือนเด็กกับผู้ใหญ่ที่ไม่มีทางสู้อุบายกันได้ และว่า ไม่เคยรับรู้มาก่อนว่า ชาวสยามคิดอะไรได้ก่อนชาวตะวันตก มีแต่แก้และผ่อนผันไปตามชาวตะวันตก

สุรเชษ์ฐ สุขลาภกิจ ยังกล่าวว่า ความคิดของเทียนวรรณตกอยู่ในกรอบแนวคิดแบบจักรวรรดินิยม ซึ่งเน้นความแตกต่างทางชีวภาพของกลุ่มเชื้อชาติต่าง ๆ และลดหลั่นระดับจากสูงไปต่ำ ซึ่งที่อยู่เหนือสุดก็คือชนผิวขาว สอดคล้องกับแนวคิดของเทียนวรรณเองที่อธิบายไว้ว่า เพราะ “ชาวชาติเอเชียทั้งหลายโง่เขลา ถือบุญะฤทธิ์อิศรานุภาพ” จึง “ตกอยู่ในอำนาจชาวต่างประเทศไปโดยมากแทบจะรอบโลกย์อยู่แล้ว” สิ่งนี้ทำให้เทียนวรรณตระหนักได้ว่า“ไสมยก่อนกับเวลานี้ไม่เหมือนกัน, กิจการแลบุคคลได้เปลี่ยนแปลงไปตามกันทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว” แต่กระนั้นก็ “คงจะไม่ทันชาวยุโรปชาติขาว”

แม้เทียณวรรณจะวิพากษ์วิจารณ์ “ผัวเดียวหลายเมีย” แต่คําอธิบายปัญหาผัวเมียของเทียนวรรณไม่ได้โยงไปสู่ความเป็นสมัยใหม่อย่างตรงไปตรงมา ไม่ได้ชี้นำหรือผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากสังคม “ผัวเดียวหลายเมีย” ไปสู่สังคม “ผัวเดียวเมียเดียว” แม้เทียนวรรณจะให้ความสำคัญกับการที่สยามจะต้องพัฒนาให้“เดินเลื่อนขึ้นสู่ความสว่าง แลความงามดียิ่งขึ้นไปทุกเวลา กว่าจะลงแบบเรียบร้อยเป็นศิวิไลย” ก็ตาม

แต่สิ่งที่เทียนวรรณออกมาวิพากษ์วิจารณ์ปัญหาผัวเมียนี้ ก็สะท้อนให้เห็นถึงความคิดของปัญญาชนสยามยุคแรก ๆ ที่ตระหนักถึงปัญหาในสังคม “ผัวเดียวหลายเมีย”

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

สุรเชษ์ฐ สุขลาภกิจ. (2561). ผัวเดียวเมียเดียว อาณานิคมครอบครัวในสยาม (ปรับปรุงจากวิทยานิพนธ์ “ผัวเดียวเมียเดียว ในสังคมไทยสมัยใหม่จากทศวรรษ 2410 ถึงทศวรรษ 2480″, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย), มติชน.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 3 กันยายน 2563

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...