โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“พังงา” ดัน PPP ท่าเรือครุยส์ ซาอุ-สิงคโปร์สนที่ดินเกาะคอเขา 4 หมื่นไร่

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 12 พ.ย. 2566 เวลา 09.25 น. • เผยแพร่ 12 พ.ย. 2566 เวลา 09.25 น.

ท่องเที่ยวพังงาฟื้นตัว ยอดจองห้องพักช่วงไฮซีซั่นพุ่ง 85% ผลักดันเปิด PPP “ท่าเทียบเรือสำราญ” เกาะคอเขา หลังต่างชาติสนใจลงทุน

นายสมพงศ์ ดาวพิเศษ นายกสมาคมโรงแรมที่พักส่งเสริมสุขภาพอันดามันและอ่าวไทย และประธานเครือโรงแรมลา ฟลอร่า กรุ๊ป จ.พังงา เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้ภาคเอกชนในจังหวัดพังงาพยายามผลักดันให้มีการก่อสร้าง “ท่าเทียบเรือสำราญ” หรือเรือครุยส์ (Cruise Terminal) ที่มีมาตรฐานระดับสากลบริเวณเกาะคอเขา อำเภอตะกั่วป่า มีพื้นที่ประมาณ 40,000 ไร่ในลักษณะโครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน หรือ PPP

เนื่องจากที่ผ่านมามีนักธุรกิจต่างชาติทั้งซาอุดีอาระเบีย และสิงคโปร์ สนใจเข้ามาลงทุน คาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 70,000-100,000 ล้านบาท โดยจะสร้างเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวทางทะเลครบวงจร ทั้งท่าเทียบเรือสำราญ รับเรือซูเปอร์ยอชต์ ฯลฯ

“เรื่องนี้ผลักดันกันมา 20 ปี แต่ติดขัดข้อกฎหมายต่าง ๆ ของหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้เสียโอกาสในการสร้างรายได้เข้าประเทศแต่หลังจากที่นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เดินทางลงมาพื้นที่จังหวัดภูเก็ต และพังงา ได้มีการประกาศว่า โครงการลงทุนต่าง ๆ สามารถทำเป็นลักษณะโครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน หรือ PPP ได้ จะทำให้โครงการมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้น

และควรต้องให้สิทธิประโยชน์คนที่มาลงทุนเทียบเท่าเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยการลงทุนคาดว่าสามารถคืนทุนได้หมดภายใน 5 ปี”

ตอนนี้เกาะปีนัง และเกาะลังกาวี ประเทศมาเลเซีย มีการสร้างท่าเทียบเรือสำราญแล้ว ซึ่งเรือสำราญแต่ละลำมีนักท่องเที่ยว ประมาณ 2,000-3,000 คน/ลำ ค่าใช้จ่ายต่อหัวจะได้ ประมาณ 3,000-5,000 บาทต่อหัวต่อวัน ถ้าประเทศไทยมีการสร้างท่าเทียบเรือสำราญอาจจะดึงดูดนักท่องเที่ยวที่อยู่บนเรือลงมาพักค้างคืนในโรงแรมได้อีก 1 วัน ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ไม่รวมที่พักและค่าอาหาร น่าจะมีเงินสะพัดไม่ต่ำกว่า 6-10 ล้านบาทต่อวันต่อลำ ถ้าเรือหลายลำจะได้เงินอีกมหาศาล

นายสมพงศ์กล่าวต่อไปว่า ตอนนี้โครการดังกล่าวที่จังหวัดพังงาเพิ่งจะเริ่มสำรวจ ซึ่งสามารถสร้างสะพานเชื่อมข้ามจากบ้านน้ำเค็มไปเกาะคอเขาได้ ระยะทาง 1.2 กิโลเมตร พื้นที่ตรงนั้นสามารถสร้างท่าเทียบเรือสำราญ และโรงแรม 40-50 โรงแรมได้

นายสมพงศ์กล่าวต่อไปว่า ไฮซีซั่นปี 2566 การท่องเที่ยวจังหวัดพังงาตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม 2566 สถิติการจองห้องพักเฉลี่ยเพิ่มขึ้นทุกสัปดาห์ ค่าเฉลี่ยประมาณ 82% เดือนพฤศจิกายน ธันวาคม เฉลี่ย 85% และเดือนมกราคม-กลางเดือนเมษายน 2567 ขณะนี้มีการจองล่วงหน้าเกิน 70%

สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมา “เขาหลัก” จ.พังงา อันดับหนึ่ง เยอรมัน ตามด้วย สแกนดิเนเวีย อังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย ออสเตรเลีย ซาอุดีอาระเบีย ส่วนจีนยังมีจำนวนน้อย และอินเดีย ส่วนใหญ่พักที่ จ.ภูเก็ต

ตาราง นทท.ภาคใต้

อัตราการจองห้องเพิ่มขึ้น 12% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2562 ก่อนเกิดโควิด-19 และคาดการณ์ว่าการท่องเที่ยวในโซนทะเลอันดามันตลอดทั้งปีจะมีนักท่องเที่ยวประมาณ 10 ล้านคน หรือประมาณ 30% ของตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมดทั่วประเทศ 28-32 ล้านคน ตอนนี้รัสเซียมีการขอเพิ่มเที่ยวบินทั้งภูเก็ต กรุงเทพฯ และอู่ตะเภา รวมถึงสายการบิน AL ของอิสราเอลก็มีการขอเพิ่มเที่ยวบิน ภูเก็ต และกรุงเทพฯ

“เฉพาะการท่องเที่ยวของพังงาปีนี้คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาประมาณ 3.8 ล้านคน มากกว่าปี 2562 ซึ่งจากสถิติตั้งแต่เดือนมกราคม-สิงหาคม 2566 มีนักท่องเที่ยวเข้ามาในจังหวัดพังงา ประมาณ 1 ล้านคน และคาดว่าปลายปีนักท่องเที่ยวจะเพิ่มจำนวนขึ้น ตอนนี้ยอดจองที่พักโรงแรมต่าง ๆ ทั้งจังหวัดภูเก็ตและพังงาค่อนข้างมาก ขณะที่การท่องเที่ยวของอันดามัน เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2565 มีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 20%”

แม้มีสงครามรัสเซีย-ยูเครน และสงครามอิสราเอล-ฮามาส ทำให้ราคาน้ำมัน และตั๋วเครื่องบินแพงขึ้น และบางพื้นที่น่านฟ้าอาจจะบินผ่านไม่ได้ รวมถึงค่าครองชีพในประเทศโซนยุโรปสูงเกือบเท่าตัว ยิ่งส่งผลให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาพักอยู่ในประเทศไทยนานขึ้น แม้ตัวเลขจำนวนนักท่องเที่ยวเท่าเดิม แต่มูลค่าการใช้จ่ายสูงขึ้น

โดยเฉพาะลูกค้าที่เข้ามาท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) สามารถสร้างรายได้เพิ่มอีกกว่า 30% เนื่องจากเป็นลูกค้าที่มีคุณภาพ ตอบโจทย์การท่องเที่ยวมูลค่าสูง ตามที่มีความพยายามในการผลักดันเรื่องการพัฒนาเขตเศรษฐกิจเวลเนสอันดามัน (Andaman Wellness Corridor) หรือ AWC ขึ้น

แต่ขณะเดียวกันตอนนี้ พบว่ามีนักท่องเที่ยวชาวไทยหันไปเที่ยวต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น จึงอยากให้รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยว เช่น โครงการเราเที่ยวด้วยกัน ซึ่งจะทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ร้านอาหาร ร้านขายของฝาก ที่พักมีรายได้ ที่สำคัญจะทำให้ชาวบ้านในท้องถิ่นมีงานทำ มีรายได้เข้ามาหมุนเวียนในชุมชน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...