โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

จริงหรือ คนรุ่นตายายใช้ปุยต้นงิ้วยัดฟูกที่นอน?!?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 22 ธ.ค. 2566 เวลา 02.52 น. • เผยแพร่ 21 ธ.ค. 2566 เวลา 07.49 น.
ฟูก ต้นงิ้ว นุ่น

ที่นอน หรือ ฟูก ของคนสมัยโบราณ จะเย็บด้วยมือและยัดไส้ด้วยนุ่นที่ได้มาจาก “ต้นงิ้ว” และ “ต้นง้าว” [มีอีกชื่อที่เรียกทั่วไปว่า “ต้นนุ่น”]ทั้งนั้น ไม่ใช่ที่นอนยัดไส้ด้วยใยสังเคราะห์เหมือนในสมัยนี้

ที่นอนนอนสบายและไม่ป่นเป็นฝุ่น ต้องเป็นนุ่นที่ได้มาจาก ต้นงิ้ว เท่านั้น เพราะไส้ที่นอนที่ใช้กันยังมีนุ่นจากต้นง้าวอีกชนิดหนึ่งอีกด้วย

ต้นงิ้ว ที่คนรู้จักกันดี เป็นต้นไม้ยืนต้นเก่าแก่ตั้งแต่สมัยโบราณ แถมยังมีเรื่องเกี่ยวกับชู้สาวว่าใครเป็นชู้กับเมียใคร ตายไปต้องไปปีนต้นงิ้วมียมบาลคอยถือหอกทิ่มแทงอยู่ใต้ต้นให้ได้รับความเจ็บปวดเลือดไหลโทรมกาย

ส่วนต้นง้าว [อีกชื่อหนึ่งของต้นนุ่น] เป็นพืชสมัยใหม่ คนไม่ค่อยรู้จักเพราะไม่มีเรื่องปรัมปรามาเล่าให้จำ ต้นง้าวนั้นเป็นพืชยืนต้น ต้นใหญ่บ้างเล็กบ้าง ออกดอกเป็นดอกสีขาวและดอกจะกลายเป็นผลยาวๆสีเขียว ถ้าแก่จัดผลจะแตกออกเป็นปุยเหมือนผลงิ้วทั่วไป ซึ่งนำไปยัดเบาะหรือที่นอนได้เหมือนงิ้ว แต่นุ่นที่ได้จากต้นง้าวจะไม่ทนทานเหมือนนุ่นจากต้นงิ้ว มันจะเละเป็นฝุ่นป่นๆ ในเวลาไม่นาน ส่วนนุ่นจากต้นงิ้วนั้นทนทานไม่เละเป็นฝุ่นเหมือนนุ่นง้าว

คนสมัยก่อนที่จะซื้อที่นอนเขาต้องมีความแน่ใจว่าเป็น ฟูก ที่ยัดด้วยนุ่นงิ้วเท่านั้น

สมัยก่อนคนที่รับเย็บที่นอนขายจะให้คนว่าจ้างนั่งดูเลยว่าเป็นนุ่นงิ้วเท่านั้นที่นำมาใช้ยัดที่นอน นอกจากยัดไส้นุ่นงิ้วแล้วถ้าเป็นที่นอนคู่แต่งงานใหม่มาว่าจ้างเพื่อปูผ้าเข้าเรือนหอแล้ว คนเย็บที่นอนจะมีการใส่ใบเงินใบทองและข้าวเปลือกข้าวสารอย่างละนิดอย่างละหน่อยไว้กลางที่นอนเพื่อเป็นเคล็ดสิริมงคลแก่คู่บ่าวสาวด้วย และคนที่เย็บที่นอนขายก็จะมีความซื่อสัตย์ใช้แต่นุ่นงิ้วเท่านั้นเพื่อไม่ให้เสียชื่อเสียง

ต่างจากสมัยนี้ที่ซื้อที่นอนตามร้านขายที่นอนซึ่งยัดนุ่นมาสำเร็จแล้ว เลยไม่รู้ว่าใช้นุ่นคุณภาพแบบนุ่นงิ้วหรือนุ่นง้าว ถ้าโชคดีก็ได้นุ่นงิ้วไป ถ้าโชคไม่ดีก็จะได้นุ่นง้าว ใช้ไปไม่เท่าไรก็จะเละเป็นฝุ่นผง ร้านค้าเก่าแก่บางร้านเขาก็ซื่อสัตย์กับผู้ซื้อ ที่นอนยัดนุ่นงิ้วและนุ่นง้าวจะขายราคาต่างกันตามคุณภาพ ทางร้านจะบอกความจริง เราก็เลือกซื้อที่นอนที่มีคุณภาพคือยัดด้วยนุ่นงิ้วซึ่งก็จะทนทานนานนับสิบๆ ปี ดังที่ผู้เขียนใช้มาหลายสิบปีจึงจะเปลี่ยนที่นอนเพียงครั้งหรือสองครั้งเท่านั้น มันยังนุ่มสบายและตบได้ฟูดีเหมือนเดิม

เด็กในชนบทจะรู้จักต้นงิ้วและต้นง้าวเป็นอย่างดี เพราะต้นงิ้วง้าวนิยมปลูกในบริเวณบ้าน เมื่อถึงฤดูออกดอกคนก็จะเห็นความแตกต่างของดอกชัดเจน ดอกงิ้วจะมีสีแสดแดงดอกสั้นๆ เมื่อมันร่วงลงมา เด็กผู้หญิงมันเอาไปเล่นขายข้าวขายแกงเพราะดอกมันใหญ่สีสวย ส่วนผู้ใหญ่จะเอาเสื่อหรือผ้าผืนๆ มาปูรองรับดอกร่วงแล้วแกะเอาแต่เกสรตากแห้งไว้เพื่อใส่แกงแบบทางเหนือๆ หรือแกงแคแกงลาว หรือใส่ในเครื่องน้ำเงี้ยว

ผิดกับดอกง้าวจะมีดอกเป็นสีขาวซึ่งไม่สามารถนำมาใช้เล่นขายของได้ เพราะดอกจะร่วงลงมาไม่เป็นชิ้นเป็นอันเก็บเป็นดอกๆ ไม่ได้เลย ก็เลยไม่จูงใจให้เก็บไปเล่น เด็กๆ จึงไม่สนใจ ผู้ใหญ่ก็ไม่สามารถเก็บดอกไปต้มแกงรับประทานได้ จึงปล่อยให้มันร่วงหล่นตามโคนต้น ที่ไม่ร่วงลงมาก็ติดลูกกลายเป็นฝักนุ่นสีเขียวอ้วนๆ ยาวๆ รอจนแก่จัดจึงสอยลงมา หรือบางครั้งก็ปล่อยให้มันแตกอ้าเห็นปุยนุ่นสีขาวอยู่บนต้น พอลมพัดมาแรงๆ ปุยนุ่นก็จะลอยไปตามลม ไปตกที่ไหนที่นั่นก็ขาวโพลนเพราะปุยนุ่นเกาะ

แต่บางบ้านเขาก็สอยลูกแก่สีน้ำตาลลงมาแกะปุยนุ่นที่มีสีขาวข้างในเอาไว้ปั่นเป็นสำลีเอาไว้ยัดหมอนยัดที่นอนใช้ แต่คนไม่นิยมทำเพราะได้ปุยนุ่นที่ไม่ทนทานเหมือนนุ่นงิ้วเขา บางคนจึงปล่อยให้มันแตกอ้าปุยนุ่นลอยไปตามลม ซึ่งก็สามารถทำความรำคาญให้เพื่อนบ้านที่ต้องคอยปัดปุยนุ่นที่ลอยมาเกาะพื้นหรือข้าวของใช้อยู่ทุกวันจนกว่าปุยนุ่นจะแตกอ้าลอยตามลมไปจนหมดต้น

ปัจจุบันคนที่ซื้อที่นอนจะไม่สนใจว่าเป็นนุ่นงิ้วนุ่นง้าวแล้ว เพราะที่นอนเหล่านั้นไม่มีคนนิยมเสียแล้ว เขาใช้ที่นอนสมัยใหม่ที่เป็นที่นอนผลิตสำเร็จโดยไม่ต้องมีนุ่นอยู่ข้างใน เพราะคนปัจจุบันมักแพ้ฝุ่นละอองที่ฟุ้งมาจากที่นอนและหมอน คนที่เป็นโรคภูมิแพ้ไม่ต้องการที่นอนยัดนุ่นใดๆ ร้านค้าสมัยใหม่จึงมีที่นอนทำด้วยวัสดุสมัยใหม่ไม่ต้องใช้นุ่นให้เป็นฝุ่นและเป็นที่นิยมมากขึ้น ที่นอนยัดนุ่นไม่ว่างิ้วว่าง้าวก็จะไม่มีผู้ซื้อต่อไปในอนาคต ถ้าเป็นเช่นนั้นต้นไม้อย่างงิ้วหรือง้าวก็จะไม่มีประโยชน์สำหรับผู้คนอีกต่อไป เด็กรุ่นใหม่ก็คงจะไม่รู้คุณค่าของต้นนุ่นไม่ว่างิ้วหรือง้าวกันอีกต่อไปในอนาคต

มีข้อความรู้เรื่อง “นุ่น” วัสดุธรรมชาติ และเส้นทางคืนชีพสู่ตลาดร่วมสมัย โดย สุวิทย์ วงศ์รุจิราวาณิชย์ เผยแพร่ใน http://www.tcdc.or.th เห็นว่าเป็นประโยชน์จึงคัดมาให้ได้อ่านกันดังนี้ “ครั้งหนึ่งไทยเราเคยเป็นประเทศผู้ส่งออกปุยนุ่น (Kapok Fiber) อันดับต้นๆ ของโลก และนุ่นไทยก็เคยได้รับการยอมรับว่าเป็น “นุ่นที่คุณภาพดีที่สุด” แต่ไม่นานตำแหน่งแชมป์อันนี้ก็ถูกโค่นลงอย่างรวดเร็วโดยประเทศอินโดนีเซีย…เพราะอะไร?

สาเหตุหลักมิใช่ที่คุณภาพปุยนุ่นไทยด้อยคุณภาพลงแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะ “ความมักง่ายของผู้ประกอบการบางราย” ที่หวังแต่ผลกำไรตรงหน้า ขาดซึ่งจริยธรรม และนำสิ่งเจือปนต่างๆ เช่น ใยฝ้าย เศษผ้า นุ่นเก่า หรือแม้กระทั่งโฟม เข้าไปผสมกับปุยนุ่นเพื่อให้มีน้ำหนักมากขึ้น จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า ณ วันนี้ไทยเราแทบไม่สามารถส่งออกปุยนุ่นสู่ตลาดโลกได้อีกเลย ทั้งๆ ที่ประเทศไทยเองก็ตั้งอยู่ในแถบป่าฝนเขตร้อน อันเป็นภูมิประเทศที่ “เหมาะสมที่สุด”สำหรับการปลูกต้นนุ่นบนโลกใบนี้!

หากแต่มีคนไทยซึ่งเห็นคุณค่าของวัสดุ “นุ่น” เพื่อขึ้นทะเบียนเป็นวัสดุเส้นใยธรรมชาติของไทยในปี พ.ศ.2554 ทุกวันนี้เส้นใยนุ่นของแบรนด์ “จารุภัณฑ์” ได้รับการรับรองจากห้องสมุดเพื่อการออกแบบ Material ConneXion, Inc. ประเทศอเมริกา (ขึ้นทะเบียนเป็นวัสดุธรรมชาติ MC#: 6805-01) ว่ามีคุณสมบัติเฉพาะของเส้นใย ดังต่อไปนี้

– มีน้ำหนักเบากว่าเส้นใยฝ้ายถึง 5 เท่า

– เป็นวัสดุที่ไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม

– ไม่ก่อให้เกิดอาการภูมิแพ้ ปราศจากกลิ่น

– ลอยน้ำได้ และมีแรงต้านน้ำถึง 30 เท่าต่อน้ำหนักจริงของตัววัสดุ (หรือประมาณ 5 เท่าของแรงดีดตัวในน้ำเมื่อเทียบกับวัสดุไม้ก๊อก)

– เป็นฉนวนควบคุมอุณหภูมิได้ดีเยี่ยม

– สามารถซึมซับคราบน้ำมันได้เป็นอย่างดี

ผลจากการวิจัยครั้งนั้นสะท้อนให้เห็นว่า อันที่จริงแล้ว “เส้นใยนุ่น” ของไทยมีศักยภาพสูงมากในทางเศรษฐกิจ หากนำไปผ่านกระบวนการออกแบบและพัฒนา ก็สามารถต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น หมอน ที่นอน ถุงนอน เสื้อกันหนาว เสื้อชูชีพ ฯลฯ”

จึงต้องฝากความหวังไว้กับคนไทยรุ่นใหม่ที่ยังมองเห็นคุณค่าของของไทยและพัฒนาให้ทันโลกเพื่อของดีของไทยจะได้มีไว้ใช้ประโยชน์กับคนรุ่นหลังได้ต่อไป [จัดย่อหน้าใหม่และสั่งเน้นคำโดยกองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม]

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 25 เมษายน 2565

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...