โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เงินบาทแข็งจัดทุก 1% ทำเสียหายเกือบ 1 แสนล้านบาท รายได้ส่งออกหดหาย 10% เทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน

BTimes

อัพเดต 23 ก.ย 2567 เวลา 19.59 น. • เผยแพร่ 23 ก.ย 2567 เวลา 11.55 น. • อัพเดตข่าวหุ้น ธุรกิจ การเงิน การลงทุน การตลาด การค้า สุขภาพ กับ บัญชา ชุมชัยเวทย์ - BTimes.Biz

นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า ค่า เงินบาท ที่แข็งค่ามากขึ้น 8-10% อย่างรวดเร็วและรุนแรงใน ช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารไปแล้วกว่า 5 หมื่นล้านบาท และเมื่อเงินบาทแข็งค่าขึ้น ค่าใช้จ่ายสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ก็จะสูงขึ้นตาม ทำให้การท่องเที่ยวไทยกลายเป็นจุดหมายที่มีราคาสูง ส่งผลนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาประเทศไทย จะจับจ่ายใช้สอยน้อยลงเพราะรู้สึกว่าสินค้าและบริการแพงขึ้นกว่าปกติ และอาจจะเลือกไปยังประเทศที่มีค่าเงินอ่อนกว่าและคุ้มค่ามากกว่านั้น

รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า เงินบาทแข็งค่า 1% กระทบรายได้ผู้ประกอบการในภาคการส่งออกเกือบ 1 แสนล้านบาทต่อปี หรือ คิดเป็นกว่า 0.5% ของ GDP ดังนั้น หอการค้าฯ ขอให้ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำกับดูแลค่าเงินบาทให้มีเสถียรภาพ ไม่ผันผวนอย่างรุนแรงจนเกินไป เพื่อเพิ่ม ขีดความสามารถในการแข่งขันด้านราคา โดยมองค่าเงินบาทในระดับที่เหมาะสมควรอยู่ที่ 34 บาท/ดอลลาร์ จากปัจจดบะนที่เคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 33 บาท

ด้านนายอภิชิต ประสพรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือส.อ.ท.กล่าวว่าผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่านั้น ภาคส่งออกได้รับผลกระทบรุนแรงมาก ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา เงินบาทแข็งค่าขึ้นถึง 3 บาท จากเดิม 36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ มาเป็น 33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ มีผลถึงรายได้ส่งออกของไทยเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านลดหายถึง 10% ถ้าขืนปล่อยแบบนี้ต่อไป จะส่งกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมอย่างรุนแรง ทุกวันนี้ อุตสาหกรรมไทยเผชิญปัญหาหลายด้าน เช่น สินค้าราคาถูกจากทุนข้ามชาติเข้ามาทำลายตลาดไทย ต้นทุนดอกเบี้ยที่ยังสูง นโยบายค่าแรง 400 บาทต่อวันที่กำลังผลักดัน

นายคึกฤทธิ์ อารีปกรณ์ ผู้จัดการสมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออก กล่าวว่า ค่าเงินบาทที่แข็งค่าแตะ 33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และยังแข็งค่าขึ้นกว่า 10% มีผลกระทบกับรายได้รูปเงินบาท โดยเฉพาะจากการขายล่วงหน้า ประเมินแล้ว หดหายไปประมาณเดือนละ 1,000 ล้านบาท คาดว่าจากนี้ไปจนถึงเดือนธันวาคม ส่งออกไก่จากไทยจะหายไป 5,000-6,000 ล้านบาท ค่าเงินบาทที่แข็งมากอย่างนี้ ส่งออกได้ยากมาก ผลกระทบต่อไปจะไปถึงการจ้างงาน และการซื้อวัตถุดิบในประเทศ

นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย กล่าวว่า ค่าเงินบาทที่แข็งที่ผ่านมา จะยังไม่กระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวกลุ่มทัวร์ที่กำลังเข้ามาในประเทศไทยมากนัก เพราะเป็นการขายแพคเกจล่วงหน้า แต่ในระยะยาวแล้ว แน่นอนว่าแลกเงินบาทได้น้อยลง จะเกิดการประหยัดใช้จ่ายในการซื้อสินค้า ซื้อของฝากและของที่ระลึก หรือจ่ายค่าอาหารต่อมื้อลดลง

ภาพรวมเราต้องดูสมดุล ไม่ว่าบาทอ่อน บาทแข็ง หากมากเกินไป และควบคุมไม่ดี ย่อมมีผลกระทบทั้งนั้น บาทแข็งก็จะมีผลกระทบทั้งทางตรง และทางอ้อมกับเรื่องต้นทุนสำคัญ ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องเตรียมรับมือด้วย

ตลาดซื้อขายสกุลเงินต่างประเทศในตลาดต่างประเทศบนระบบอิเล็กทรอนิคส์ นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา รายงานว่า วันนี้ 21 กันยายน 2024 เงินบาทเทียบเงินดอลลาร์สหรัฐเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 32.87 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้น 26 สตางค์ต่อดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเปรียบเทียบกับค่าเงินบาทปิดตลาดภายในประเทศไทยเมื่อวันศุกร์ที่ 20 กันยายนผ่านไป ส่งผลให้ค่าเงินบาทดังกล่าวทำสถิติแข็งค่าสุดครั้งใหม่ในรอบ 20 เดือนหรือนับตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม 2023 เป็นต้นมา

ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยใน นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ กล่าวเมื่อวันศุกร์ที่ 20 กันยายนผ่านไปว่า ไม่ใช่ว่าธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟดลดดอกเบี้ยแล้ว เราต้องลดตาม มีปัจจัยอื่นที่ต้องพิจารณาประกอบ การตัดสินนโยบายการเงินขึ้นอยู่กับแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า (Outlook dependent)

อย่างไรก็ตาม ผู้ว่าแบงก์ชาติกล่าวยอมรับว่า ในช่วงที่ผ่านมา เงินบาทมีความผันผวนสูงเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นในภูมิภาค แต่ไม่ได้แข็งค่าที่สุด ตั้งแต่ต้นปีนี้ เงินบาทแข็งค่าขึ้น 3.1% สาเหตุความผันผวนมาจากราคาทอง เนื่องจากเงินบาทมีความสัมพันธ์กับทองมากกว่าเงินสกุลอื่น ทั้งนี้ ในการประเมินผลกระทบต้องพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐาน คือ ดอลลาร์อ่อนค่าลงจากเฟดลดดอกเบี้ย ซึ่งเป็นไปตามกลไกตลาด แต่สิ่งที่ ธปท. ให้ความกังวลคือ การที่เงินบาทผันผวนจากปัจจัยที่ไม่ใช่ปัจจัยพื้นฐาน เช่น Hot money การที่นักลงทุนนำสกุลเงินต่างประเทศมาแลกเป็นเงินบาทเพื่อหวังผลกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งทำให้การเคลื่อนไหวของเงินบาทไม่สะท้อนพื้นฐาน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน ธปท. ยังไม่เห็นความเสี่ยงจากการเก็งกำไร

ก่อนหน้านี้ ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงิน เปิดเผยรายงานความเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ทั่วโลก พบว่า ในช่วงระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคมถึง 12 กันยายน 2024 ค่าเงินบาทเทียบเงินดอลลาร์สหรัฐ กลายเป็นสกุลเงินที่ทะยานแข็งค่าขึ้นถึง 6.1% มากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของ 8 สกุลเงินในประเทศเกิดใหม่ที่ปรับแข็งค่าขึ้น นอกจากนี้ ค่าเงินบาทยังแข็งค่าขึ้นมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ในทุกสกุลเงินของประเทศสมาชิกกลุ่มอาเซียนในช่วงเวลาดังกล่าวด้วย ในขณะที่ มี 3 สกุลเงินในประเทศใหม่ที่ปรับอ่อนค่าลง ได้แก่ เงินเปโซเม็กซิโก ร่วงอ่อนค่ามากที่สุดถึง -3.2% ถัดมาเป็นสกุลไลร่า ประเทศตุรกี อ่อนค่าราว -2.2% และสุดท้ายค่าเงินรูปีประเทศอินเดียอ่อนค่าราว -0.1%

สำหรับสกุลเงินในประเทศเกิดใหม่เทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ ที่ปรับแข็งค่าขึ้นในช่วงระยะเวลาตั้งแต่ 1 สิงหาคมถึงวันที่ 12 กันยายนที่ผ่านมามีดังนี้ 1.บาท ไทย 6.2% 2.รูเปี๊ยะ อินโดนีเซีย 5.2% 3.ริงกิต มาเลเซีย 5.1% 4.เปโซ ฟิลิปปินส์ 3.8% 5.แรนด์ แอฟริกาใต้ 2.9% 6.ด่อง เวียดนาม 2.7% 7.วอน เกาหลีใต้ 2.6% และ 8.เรียล บราซิล 2.1%

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 16 กันยายนผ่านมา Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทวเปิดที่ระดับ 33.21 บาทต่อดอลลาร์ ส่งผลแข็งค่าในรอบ 19 เดือนครั้งใหม่ และแข็งค่าขึ้นจากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้าที่ระดับ 33.33 บาทต่อดอลลาร์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...