ทิศทาง ‘ความยั่งยืนอย่างสมดุล’ กลุ่ม ปตท. มุ่งพัฒนาการใช้ ‘ไฮโดรเจน’
ทิศทาง “ความยั่งยืนอย่างสมดุล”
กลุ่ม ปตท. มุ่งพัฒนาการใช้ “ไฮโดรเจน”
เพื่อเป็นพลังงานแห่งอนาคต
บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในฐานะบริษัทพลังงานแห่งชาติ มุ่งดำเนินธุรกิจบนหลักการ “ความยั่งยืนอย่างสมดุล” ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และการกำกับดูแลกิจการที่ดี ภายใต้วิสัยทัศน์ “ปตท. แข็งแรงร่วมกับสังคมไทย และเติบโตในระดับโลกอย่างยั่งยืน” โดยนอกจากพันธกิจหลักในการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศแล้ว ปตท. ยังมุ่งบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี พ.ศ. 2593 หรือ ค.ศ. 2050 โดยมีการผสานการบริหารจัดการทั้งกลุ่ม ปตท. ผ่านแนวทาง C3 ได้แก่
Climate Resilience Business การปรับ Portfolio พิจารณาเรื่องการปลดปล่อยคาร์บอน (Carbon Emission) ควบคู่กับการเติบโตทางธุรกิจ
Carbon-Conscious Asset การปรับปรุงประสิทธิภาพในกระบวนการผลิต ใช้พลังงานสะอาด อาทิ Hydrogen การนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ในกระบวนการผลิต รวมทั้งการนำคาร์บอนไดออกไซด์แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ (Carbon Capture and Utilization: CCU)
Coalition, Co-Creation, and Collective Efforts for All ประสานความร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยเป็นแกนหลักของประเทศในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีในการลดก๊าซเรือนกระจก โดยใช้เทคโนโลยีการดักจับและการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS) รวมถึงการเพิ่มการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ด้วยวิธีทางธรรมชาติ ผ่านการปลูกและบำรุงรักษาป่า
อีกทั้งเป็นโอกาสให้เกิดเป็นธุรกิจใหม่ด้านการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ Carbon Capture and Storage (CCS) และ ธุรกิจไฮโดรเจน (Hydrogen) ด้วย มาทำความรู้จัก และเข้าใจ “Hydrogen” ซึ่งถือเป็นเรื่องใหม่กัน…
ปัจจุบัน พลังงานไฮโดรเจน ได้รับความสนใจจากทั่วโลก เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ทำให้เกิดความต้องการใช้พลังงานสะอาดเพิ่มสูงขึ้น และเชื่อว่า “ไฮโดรเจน” จะเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงาน (Energy Transition) และคงไม่ใช่เรื่องใหม่อีกต่อไปสำหรับประเทศไทยต่อจากนี้
ไฮโดรเจน (H2) มีการคิดค้นเพื่อใช้งานมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 โดย น้ำ (H2O) ถือเป็นสารประกอบไฮโดรเจนที่มีมากที่สุดในโลก โดยไฮโดรเจนจะมีอยู่ได้ในทั้ง 3 สถานะ คือ ของแข็ง ของเหลว และก๊าซ โดยจะเปลี่ยนสถานะไปตามอุณหภูมิและแรงดัน ซึ่งคุณสมบัติที่ดีของ ไฮโดรเจน คือไม่มีสี ไม่มีกลิ่น นอกจากนี้ยังมีการเผาไหม้ที่สะอาด ไม่ปล่อยมลพิษหลังเผาไหม้แล้ว ที่สำคัญ ไฮโดรเจน ยังสามารถนำไปใช้เป็นพลังงงานได้อย่างหลากหลายอีกด้วย โดยไฮโดรเจน จะมีการกำหนดสี เพื่อบ่งบอกถึงความสะอาด ตามการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) ในปริมาณที่ต่างกันได้ดังนี้
ไฮโดรเจนสีน้ำตาล (Brown Hydrogen) จะใช้ถ่านหิน เป็นวัตถุดิบในกระบวนการผลิต ผ่านกระบวนการแปรสภาพเป็นก๊าซ (Gasification) เป็นกระบวนการที่ปล่อย CO₂ มากที่สุด
ไฮโดรเจนสีเทา (Grey Hydrogen) ใช้ก๊าซธรรมชาติ เป็นวัตถุดิบในกระบวนการผลิตผ่านกระบวนการเปลี่ยนรูปสารไฮโดรคาร์บอนด้วยไอน้ำ (steam Methane Reforming : SMR) มีการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
ไฮโดรเจนสีฟ้า (Blue Hydrogen)ผลิตจากก๊าซธรรมชาติ แต่ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิตจะถูกกักเก็บด้วยเทคโนโลยีการดักจับและการจัดเก็บการ์บอน (Carbon Capture and Storage : CCS)
ไฮโดรเจนสีชมพู (Pink Hydrogen) ใช้พลังงานไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ นำมาผ่านกระบวนการแยกไฮโดรเจนออกจากน้ำ (Water Electrolysis)
ไฮโดรเจนสีเขียว (Green Hydrogen) ใช้พลังงานไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ หรือ ลม นำมาผ่านกระบวนการแยกไฮโดรเจนออกจากน้ำ (Water Electrolysis)
โดยที่ ไฮโดรเจนสีเขียว นับว่าเป็นพลังงานสะอาดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ว่าปัจจุบันจะมีการผลิตเพียง 5% ของปริมาณไฮโดรเจนที่ใช้งานกันทั่วโลก แต่ก็เป็นที่คาดหมายกันว่าไฮโดรเจนสีเขียวนี้จะเข้ามามีบทบาทอย่างมากในด้านพลังงานหลังปี ค.ศ.2030 เป็นต้นไป และในเรื่องของราคาก็อาจจะถูกกว่าไฮโดรเจนสีเทาในอนาคตอีกด้วย ซึ่งจะทำให้เกิดผลดีต่อสิ่งแวดล้อม และเกิดความยั่งยืนอย่างสมดุล