“เอเซียพลัส” คาด SET ปี 68 แตะ 1,376 จุด รับกำไรบจ.โต- ฟันด์โฟลว์ไหลเข้า ชู 6 หุ้นใหญ่น่าลงทุน
บล.เอเซีย พลัส คาดดัชนี SET ปลายปี 68 แตะ 1,376 จุด รับปัจจัยลบเริ่มผ่อนคลาย หลังคาดช่วงครึ่งปีหลังกำไรบจ.โตเด่นและมีทิศทางฟันด์โฟลว์ทยอยไหลเข้า แนะ 6 หุ้นใหญ่น่าลงทุน รับอานิสงส์ปันผลสูง-กำไรเติบโต พร้อมคาดผู้ว่า ธปท. คนใหม่มีโอกาสปรับลดดอกเบี้ยสูง
22 กรกฎาคม 2568 นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม กรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส จำกัด (ASPS) กล่าวในงาน “นักวิเคราะห์พบสื่อ ประจำไตรมาส 3/68” ว่า เป้าหมายดัชนีหุ้นไทย (SET INDEX) ช่วงปลายปี 2568 ที่ 1,376 จุด ภายใต้ EPS ปีนี้ที่ 86 บาทต่อหุ้น, อัตราดอกเบี้ยนโยบาย 1.75% อิง MEYG 4.50% (+1 SD) โดยทำให้มีอัพไซด์เปิดจากระดับดัชนีในปัจจุบันที่อยู่ในช่วง 1,140-1,170 จุด พอสมควร
ทั้งนี้ประเมินว่าปัจจัยลบที่เคยกดดันตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 เริ่มผ่อนคลายลง อาทิ สงครามในตะวันออกกลางสงบลงชั่วคราว,ปัจจัยการเมืองที่ไม่น่ากระทบการจัดทำ พรบ.งบประมาณฯปี 2569 และปัญหาระหว่างไทยและกัมพูชาที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยไม่ค่อยมากนัก จึงไม่น่ามีผลกระทบต่อดัชนีฯในช่วงครึ่งปีหลังมากแล้ว
ขณะที่ในความกังวลที่เหลืออยู่คือการเจรจาภาษีนำเข้ากับสหรัฐฯ ซึ่งหากประเทศไทยยังโดนเรียกเก็บที่ระดับ 36% มีความเสี่ยงกระทบต่อกำไรบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) เพียงสัดส่วน 1% อย่างไรก็ตามหากถูกเก็บที่ระดับลดลงจากเดิมคาดว่ามีโอกาสที่ตลาดจะปรับตัวเพิ่มขึ้นได้มีสูงขึ้น
ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยฯ คาดกำไรบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) ในช่วงครึ่งปีหลังอยู่ที่เฉลี่ย 262,550 ล้านบาทต่อไตรมาส ซึ่งเติบโตอย่างโดดเด่นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน เนื่องจากฐานที่ต่ำในปีก่อน โดยประเมินกำไรทั้งปี 1.06 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 86 บาท/หุ้น เติบโต 17% จากปีก่อนที่ 73.5 บาท/หุ้น
ซึ่งมีโอกาสเป็นไปได้และถือว่า CONSERVATIVE กว่า BLOOMBERG CONSENSUS ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรมที่กำไรเติบโตต่อเนื่องและมักจะปรับตัวขึ้นได้ดีในช่วงไตรมาสที่ 3 มีจำนวน 5 กลุ่ม ได้แก่ การเงิน,ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์,โรงพยาบาล,อสังหาฯ และขนส่ง
ส่วนแนวโน้มฟันด์โฟลว์ต่างชาติคาดจะทยอยเข้ามาในช่วงครึ่งปีหลัง เนื่องจากปัจจุบันราคาหุ้นไทยมีราคาถูก จึงทำให้อาจมีแรงซื้อเข้ามาทยอยสะสมแบบช้าๆ ประกอบกับคาดว่าช่วงไตรมาส 3/68 แรงขายจากนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนต่างชาติจะเบาลง ตามยอดเม็ดกองทุน LTF ที่อยู่เพียง 1.17 แสนล้านบาท ซึ่งลดลงมา 1.02 แสนล้านบาทนับตั้งแต่ช่วงต้นปี (YTD) และสัดส่วนต่างชาติถือหุ้นไทยทางตรงที่น้อยลงเรื่อยๆ จนล่าสุดอยู่ระดับ 24.2%
โดยปัจจุบันดัชนี SET มี VALUATION ถูก มี PBV ปี 2568 ต่ำกว่า 1.0 เท่า (-2SD) ต่ำสุดเป็นอันดับต้นๆของโลก (MSCI ACWI มี PBV 3.0 เท่า) และ SET มี DIVIDEND YIELD ปี 68 สูงระดับ 4.8% (+1SD) ซึ่งถือว่าสูงเป็นอันดับต้นๆของโลกเช่นกัน
ส่วนด้านกลยุทธ์การลงทุน แนะนำหุ้นใหญ่กระจายหลายอุตสาหกรรมและมี High Dividend Yield หรือ Profit Growth ปี 68 เติบโตอย่าง PTT, SCC, CPALL, BDMS, TRUE และ PLANB
นายเทิดศักดิ์ กล่าวต่อว่า สำหรับทิศทางดอกเบี้ยไทยในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2568 มีโอกาสลดดอกเบี้ยอีก 1-2 ครั้ง ราว 0.25-0.50% สะท้อนผ่านตราสารหนี้ไทยอายุน้อยกว่า 7 ปีที่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ย ขณะที่นโยบายการคลังน่าจะมีมาตรการกระตุ้นออกมาในช่วงครึ่งปีหลังตามการเบิกจ่ายงบประจำปี 2569 ที่ยังคงกรอบเวลาเดิม หากกระบวนการของสภายังคงอยู่และไม่มีการยุบสภาในเร็ววัน
ส่วนกรณีที่ ครม.มีการแต่งตั้งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คนใหม่นั้น เชื่อว่าจะสภาพแวดล้อมด้านเศรษฐกิจมีโอกาสที่จะมีการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายสูงขึ้นไม่ว่าจะเป็นผู้ว่าฯ ธปท. คนปัจจุบันหรือคนใหม่ คาดว่านโยบายการเงินที่ผ่อนคลายจะมีผลต่อตลาดทุน เนื่องจากดอกเบี้ยที่ลดลงจะกดดันบอนด์ยิลด์ให้ลดลงตามไปด้วย ซึ่งจะส่งผลให้มีโอกาสที่จะเกิดการย้ายเม็ดเงินจากพันธบัตรมาที่ตลาดหุ้น อย่างไรก็ตามปัจจุบันตลาดเริ่มสะท้อนภาพโอกาสการลดดอกเบี้ยสูงแล้ว