โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

“กิติพงศ์” โชว์ผลงาน 1 ปี ปฏิรูปตลาดทุนดัน บจ.แตะ 1,500 แห่ง-เปิดกระดานใหม่ ฟื้นเชื่อมั่น

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 19 พ.ค. 2568 เวลา 15.48 น. • เผยแพร่ 19 พ.ค. 2568 เวลา 15.43 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยในเวที “Meet the Press” ถึงภารกิจสำคัญในการยกระดับการกำกับดูแลและสร้างเสถียรภาพให้กับตลาดหุ้นไทยในช่วงปี 2567-2568 ว่า ตลอดระยะเวลา 1 ปี นับจากเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2567 ได้มุ่งเน้นการฟื้นฟูความเชื่อมั่นในตลาดทุนไทย โดยเฉพาะในช่วงที่ดัชนี SET Index ผันผวนอย่างรุนแรง และนักลงทุนรายย่อยได้รับผลกระทบจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง เช่น ปัญหาการฉ้อฉล ความไม่เท่าเทียมในการซื้อขายหุ้นระหว่างนักลงทุนบางกลุ่มกับรายย่อย ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้ตลาดทุนไทยสูญเสียความน่าสนใจ

โดยการดำเนินงานที่สำคัญในช่วงปีแรกของการบริหารตลาดหลักทรัพย์ฯ ถูกจัดวางไว้เป็น 4 แนวทางหลัก ได้แก่

1. การฟื้นฟูความเชื่อมั่นร่วมกับทุกภาคส่วนได้แก้มีการปรับปรุงกฎเกณฑ์การกำกับดูแลและการคุ้มครองผู้ลงทุนอย่างเป็นรูปธรรม อาทิ การห้ามทำ Naked Short Sell โดยนักลงทุนต่างชาติต้องยืนยันการถือครองหุ้นก่อนการทำธุรกรรม การเสนอให้ Short Sell ทำได้เฉพาะหุ้นในกลุ่ม SET100 การควบคุม HFT (High-Frequency Trading) ด้วยการบังคับจดทะเบียน พร้อมเตรียมปรับปรุงระบบ Colocation ให้เกิดความเท่าเทียมในการส่งคำสั่งซื้อขาย

นอกจากนี้ ยังได้ยกระดับคุณสมบัติบริษัทที่จะเข้าจดทะเบียนใน SET และ mai โดยไม่ให้เป็น Investment Company และปรับเกณฑ์การขึ้นเครื่องหมาย "C" เพื่อให้นักลงทุนสามารถรับรู้ความเสี่ยงได้รวดเร็วและชัดเจนยิ่งขึ้น

ในด้านการสนับสนุนการซื้อหุ้นคืน (Treasury Stock) มีการแก้ไขกฎกระทรวงให้สามารถดำเนินการได้ง่ายขึ้น โดยคาดว่ากฎเกณฑ์ใหม่จะมีผลบังคับใช้ในเร็วๆ นี้

ขณะเดียวกัน ยังได้มีการลงนามความร่วมมือกับ ก.ล.ต., DSI และ ปปง. เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและขับเคลื่อนการบังคับใช้กฎหมายให้รวดเร็วขึ้น รวมถึงผลักดันให้ ก.ล.ต. มีอำนาจในการฟ้องคดีสำคัญโดยตรง ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนพิจารณา พร้อมติดตามความคืบหน้าคดีสำคัญ เช่น MORE และ STARK ที่ได้ส่งเรื่องต่อให้อัยการและตำรวจเป็นที่เรียบร้อย

2. เพิ่มความน่าสนใจให้ตลาดทุน ดำเนินการสนับสนุน Family Business, ส่งเสริมการลงทุนระยะยาวผ่านกองทุนวายุภักษ์และ Thal ESGX รวมถึงขยายเวลาทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์, mai และ TFEX เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและดึงดูดนักลงทุนให้มากขึ้น

3. ผลักดันกฎหมายตลาดทุนในเชิงรุกริเริ่มการให้ความรู้กฎหมายหลักทรัพย์ผ่านหลักสูตรใหม่ พร้อมเตรียม ร่าง Omnibus Law for Capital Market ครอบคลุมการแก้ไขกฎหมายหลักทรัพย์ กฎหมายบริษัทมหาชน และกฎหมายอื่นๆ รวมกว่า 10 ฉบับ เพื่อรองรับบริบทเศรษฐกิจยุคใหม่ และเพิ่มความคล่องตัวในการกำกับดูแลและขับเคลื่อนตลาดทุน

4. ขับเคลื่อนนโยบายด้านความยั่งยืน (ESG) ดำเนินการสนับสนุนโครงการ ESG Data Platform, การยกระดับธรรมาภิบาล (CG), และการประชาสัมพันธ์ศักยภาพตลาดทุนไทยในเวทีนานาชาติ พร้อมเตรียมแผนพัฒนา Carbon Credit Ecosystem เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับเทรนด์เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในอนาคต

นอกจากนี้ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังมีแผนกลยุทธ์ต่อเนื่องที่อยู่ระหว่างการดำเนินการ อาทิ โครงการ JUMP+ เริ่มในเดือนมิถุนายน โดยหารือกับบริษัทจดทะเบียนกว่า 50-100 แห่ง เพื่อเพิ่มมูลค่าอย่างยั่งยืน,Bond Connect Platform และ Carbon Credit Ecosystem อยู่ระหว่างการออกแบบโครงสร้าง และดึงดูดบริษัทNew Economy, DeepTech, Startup และบริษัทที่แยกตัวจากกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ เช่น PTT และ WHA โดยไม่จำเป็นต้องมีกำไรต่อเนื่อง 3 ปี พร้อมทำงานร่วมกับ BOI และ NIA เพื่อสร้างระบบรองรับการระดมทุนจากกลุ่มธุรกิจนวัตกรรม

ขณะเดียวกันเสนอแนวคิดการออมระยะยาวผ่าน Thailand Individual Saving Account (TISA) ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนสามารถสะสมหุ้น พร้อมรับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ทั้งนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาแก้ไขกฎหมายและการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีนอกจากนี้ตลาดฯยังเร่งศึกษาการใช้ AI เพื่อสนับสนุนงานกำกับดูแล, วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อช่วยนักลงทุนรายย่อย และเพิ่มการเปิดเผยข้อมูลเชิงลึก

ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ ระบุอีกว่า แม้ตลาดหุ้นไทยจะยังผันผวน แต่การรักษาระดับดัชนีที่ 1,200 จุด และราคาหุ้นของบริษัทที่มีคุณภาพยังคงอยู่ในระดับที่มั่นคง ถือเป็นเครื่องสะท้อน "เสถียรภาพพื้นฐาน" ของตลาดในช่วงเปลี่ยนผ่านพร้อมกันนี้ ได้ประกาศแผนการพัฒนาตลาดทุนในระยะต่อไปโดยเน้นการเปลี่ยนโครงสร้างเชิงกลยุทธ์ 3 ด้านสำคัญ ได้แก่

1.การเพิ่มจำนวนบริษัทจดทะเบียน จากปัจจุบันที่มีราว 800 บริษัท ซึ่งถือว่ายังน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับจำนวนกิจการในประเทศ โดยเป้าหมายคือเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 1,000-1,500 แห่งในระยะกลาง หากดึงได้เพียง 10% ของกิจการไทยที่เสียภาษีกว่า 100,000 ราย ก็สามารถขยายตลาดทุนได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยต้องอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐ เช่น การให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีจากกระทรวงการคลัง และการเปิดโอกาสให้บริษัทต่างชาติเข้าจดทะเบียนในไทยได้มากขึ้น

2.การแยกกระดานซื้อขายสำหรับธุรกิจ New Economy: เพื่อรองรับกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีและสตาร์ทอัพที่เติบโตเร็ว มีแผนจะจัดตั้งกระดานใหม่แยกจาก SET หลัก โดยจะรวมทั้งบริษัทใหม่ที่มีศักยภาพ และหน่วยธุรกิจที่แยกออกจากกลุ่มบริษัทใหญ่ (Spin-off) ซึ่งจะช่วยดึงดูดผู้ประกอบการรายใหม่ให้เข้ามาสู่ระบบตลาดทุนอย่างรวดเร็วและมีต้นทุนต่ำ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษารูปแบบ และหากเป็นไปตามเป้าหมายอาจเริ่มได้ภายใน 3-6 เดือนหรือเร็วที่สุดภายใน 100 วัน ก่อนการเปลี่ยนวาระประธานตลาด

3.การควบรวมกิจการในกลุ่มบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) จากจำนวนที่มีอยู่ 39 ราย โดยครึ่งหนึ่งขาดทุนต่อเนื่องในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ประธานตลาดฯ เห็นว่าควรลดจำนวนเหลือครึ่งหนึ่ง เพื่อสร้าง “economy of scale” และยกระดับคุณภาพบริการ โดยเฉพาะในยุคที่ลูกค้านิยมเทรดออนไลน์ การแข่งขันแบบกระจายเกินไปส่งผลต่อการทำกำไร ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์พร้อมสนับสนุนในเชิงนโยบาย เช่น การลดค่าธรรมเนียม หรือการเร่งกระบวนการอนุมัติเปลี่ยนแปลงโครงสร้างให้รวดเร็วขึ้น

นอกจากนี้ยังมีการส่งเสริมให้บริษัทจดทะเบียนดำเนินการซื้อหุ้นคืน (Treasury Stock) โดยระบุว่าช่วง 4 เดือนแรกของปี 2568 มีการซื้อหุ้นคืนแล้วรวมมูลค่ากว่า 6,000 ล้านบาท จาก 37 บริษัท ซึ่งเทียบเท่ากับยอดรวมทั้งปี 2567 ทั้งนี้ เงื่อนไขเดิมที่บังคับให้รอ 6 เดือนก่อนเปิดโครงการใหม่ และต้องขายหุ้นคืนภายใน 3 ปี ได้รับการผ่อนปรนให้ยืดหยุ่นขึ้นสูงสุด 5 ปี ส่งผลให้บริษัทที่มีฐานะการเงินดีสามารถบริหารโครงสร้างทุนได้คล่องตัวและส่งผลบวกต่อมูลค่าหุ้น

ในส่วนของนโยบายด้าน ESG โดยเฉพาะประเด็น สิ่งแวดล้อมและคาร์บอนฟุตพริ้นท์ย้ำว่าเป็นสิ่งจำเป็นที่บริษัทไทยต้องเร่งปรับตัว หากไม่ทำจะประสบปัญหาในการขายสินค้าในตลาดโลก โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ พร้อมเป็นแพลตฟอร์มร่วมสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน ทั้งในด้านการให้ข้อมูล กฎระเบียบ และความร่วมมือกับพันธมิตรต่างประเทศ

อีกทั้งกล่าวทิ้งท้ายเมื่อถูกถามถึงการประเมินผลงานหลังดำรงตำแหน่งครบ 1 ปี ผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ตอบอย่างถ่อมตนว่า “ให้คนอื่นเป็นผู้ให้คะแนน” พร้อมยืนยันความพร้อมหากได้รับการต่ออายุจากผู้มีอำนาจ พร้อมประกาศเป้าหมายเร่งเดินหน้าให้ทันภายใน 100 วันก่อนครบวาระ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...