โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สภาพัฒน์ส่องเศรษฐกิจปี 2568 หวั่นปัจจัยเสี่ยง 'ทรัมป์' เอฟเฟ็กต์ ถึงเวลาใช้นโยบายการเงินนำ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 24 ธ.ค. 2567 เวลา 02.18 น. • เผยแพร่ 24 ธ.ค. 2567 เวลา 02.18 น.

บทความพิเศษ | ศัลยา ประชาชาติ

สภาพัฒน์ส่องเศรษฐกิจปี 2568

หวั่นปัจจัยเสี่ยง ‘ทรัมป์’ เอฟเฟ็กต์

ถึงเวลาใช้นโยบายการเงินนำ

ปี 2567 กำลังจะผ่านไป ปีใหม่กำลังจะเข้ามา ภาพเศรษฐกิจไทยยังเต็มไปด้วยความเสี่ยง โดยเฉพาะจากปัจจัยภายนอกประเทศที่เหนือการควบคุม

โดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2568 คาดจะขยายตัวได้เกือบ 3% โดยในช่วงครึ่งปีแรก ยังมีแรงส่งจากภาคท่องเที่ยว การส่งออก และการใช้จ่ายของรัฐบาลที่เร่งลงทุนในงบฯ ค้างท่อจากช่วงปลายปี 2567 ทำให้ช่วงครึ่งปีแรกจะไม่น่าห่วงมากนัก

อย่างไรก็ดี ในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 เศรษฐกิจไทยจะเจอแรงบีบจากนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐ และนโยบายกีดกันทางการค้าของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ

รวมถึงนโยบายการคลังของไทยจะเริ่มถอยจากบทบาทกองหน้าในปี 2567 มาเป็นกองหลังจากการส่งสัญญาณการรักษาวินัยทางการคลัง และทยอยลดการขาดดุลงบประมาณ ผ่านการลดค่าใช้จ่ายและปรับโครงสร้างภาษี

“ในครึ่งแรกของปีหน้าเศรษฐกิจไทยยังมีโมเมนตัมจากปีนี้อยู่ จึงไม่น่าห่วง แต่ครึ่งหลังจะเริ่มเห็นนโยบายการคลังเริ่มถอยหลัง โทนดาวน์ลง”

ดร.ศุภวุฒิกล่าวว่า ในช่วงที่นโยบายการคลังเริ่มลดบทบาทจาก “กองหน้า” ทำให้นโยบายการเงินจะต้องขึ้นมาเล่นบทบาท “กองหน้า” แทนในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ซึ่งที่ผ่านมาธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังคงมั่นใจตัวเอง และยังไม่ได้ลงมาอยู่ในสนาม

“หาก ธปท.เห็นภาพเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวกระท่อนกระแท่น จะปรับลดดอกเบี้ยหรือไม่ เพราะตอนนี้นโยบายการเงินตึงตัวเกินไป”

ประธาน สศช.กล่าวว่า ปีหน้า นโยบายกีดกันทางการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนมาแน่นอน ซึ่งจะเป็นปีที่ไม่ง่ายสำหรับภาพเศรษฐกิจ แม้สหรัฐจะขยายตัวได้ดี จีดีพีเติบโตดีกว่าประเทศอื่นๆ ขณะที่นโยบายการเงินยังอยู่ในทิศทางผ่อนคลาย แต่จากการมาของทรัมป์ แม้จะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐปรับตัวในทิศทางที่ดี และซอฟต์แลนดิ้งได้ แต่อาจสวนทางกับเศรษฐกิจยุโรป ที่เศรษฐกิจยังมีความเสี่ยงจากการชะลอตัว

ขณะที่จีนปัจจุบันเผชิญปัญหาเงินเฟ้อต่ำ จนอาจเข้าสู่ภาวะเงินฝืด

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สศช. กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยปี 2568 คาดว่าจะโตได้เฉลี่ย 2.8% (ช่วงคาดการณ์ 2.3-3.3%)

ปีหน้ามีความเสี่ยงค่อนข้างสูง โดยเฉพาะ 2 เรื่องสําคัญจากภายนอกประเทศ คือ 1. นโยบายการค้าของสหรัฐที่ขณะนี้ยังไม่ชัดเจน ซึ่งหากออกมาตรการชุดแรกในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน 2568 อาจจะกระทบเศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งหลังของปี 2568

และ 2. ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในภูมิภาคต่างๆ โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง ซึ่งสถานการณ์ปรับเปลี่ยนค่อนข้างเร็ว หากลุกลามอาจจะกระทบต่อราคาพลังงาน จึงต้องติดตาม และต้องเตรียมมาตรการรองรับ

ส่วนเรื่องอัตราดอกเบี้ย ในปีหน้าก็มีแนวโน้มที่อัตราดอกเบี้ยอาจจะปรับลดลงได้ ขึ้นอยู่กับปัจจัยของธนาคารกลางในแต่ละประเทศ และมาตรการของสหรัฐที่ไปกดดันให้เงินเฟ้อกลับมาเพิ่มขึ้น อัตราดอกเบี้ยก็อาจจะไม่ได้ลดลงอย่างที่คาดการณ์กัน ก็เป็นความเสี่ยง

อย่างไรก็ดี หากมองจากแนวโน้มขณะนี้ ดอกเบี้ยอยู่ในช่วงขาลง ซึ่งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือน หรือภาคธุรกิจ

นายดนุชากล่าวอีกว่า ขณะที่สถานการณ์หนี้ครัวเรือนที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ก็ยังเป็นส่วนที่ฉุดรั้งการพัฒนาประเทศ การเจริญเติบโตของประเทศในปีหน้า แต่จากมาตรการแก้หนี้ที่ออกมาเมื่อวันที่ 11 ธันวาคมที่ผ่านมา ที่ทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กับกระทรวงการคลังแถลงไป จะช่วยลูกหนี้ได้ประมาณเกือบ 2 ล้านราย ซึ่งเป็นลูกหนี้ที่เริ่มมีปัญหา แล้วยังมีโอกาสที่จะรอด

หากลูกหนี้มีวินัยทางการเงิน ก็ดําเนินการตามมาตรการนี้ไปเรื่อยๆ ในช่วง 3 ปี น่าจะทําให้ลูกหนี้กลุ่มนี้สามารถที่จะลดผลกระทบหรือว่าแบ่งเบาภาระของตัวเองจากปัญหาหนี้ที่มีอยู่ได้

ทั้งนี้ การลงทุนของภาครัฐยังคงเป็นปัจจัยสําคัญ ที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปีหน้า โดยจะมีเม็ดเงินทั้งจากงบประมาณภาครัฐและงบฯ ลงทุนของรัฐวิสาหกิจรวมแล้วราว 1 ล้านล้านบาท โดยเป็นงบฯ ลงทุนของรัฐวิสาหกิจราว 250,000-260,000 ล้านบาท ส่วนภาครัฐก็มีงบประมาณและงบฯ เหลื่อมปีที่ต้องเร่งเบิกจ่ายอีกราว 700,000-800,000 ล้านบาท ซึ่งหากเร่งเบิกจ่ายต่อเนื่อง จะช่วยดันให้เศรษฐกิจโตได้

โดยโครงการลงทุนสำคัญของรัฐที่ต้องขับเคลื่อนต่อนั้น ขณะนี้ก็มีโครงการทางคู่ในเส้นทางที่เหลืออยู่ ขณะเดียวกันก็ต้องเตรียมการเชื่อมโยงรถไฟของไทยกับจีน หรือรถไฟความเร็วสูง รวมถึงต้องพิจารณาโครงการรถระบบขนส่งมวลชนในต่างจังหวัด โดยเฉพาะในเมืองท่องเที่ยวที่มีความแออัด และการขยายท่าอากาศยานในต่างจังหวัด อย่างเช่น ภูเก็ตที่แออัด เป็นต้น

“รถไฟไทย-จีน ส่วนแรกทําไปถึงนครราชสีมา ฉะนั้นตรงส่วนที่จะต่อไปที่หนองคายก็คงต้องมีการทํางานพูดคุยกับทางจีนแล้วก็ทาง สปป.ลาว เพื่อที่จะเชื่อมต่อกันให้ได้”

นอกจากนี้ ยังต้องลงทุนเรื่องการบริหารจัดการน้ำ เพื่อดูแลภาคเกษตร รวมถึงช่วยบรรเทาผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วม เร่งดึงดูดอุตสาหกรรมใหม่ๆ เข้ามามากขึ้น และลงทุนพลังงานทดแทน ที่อยู่ในไปป์ไลน์ แต่การดําเนินงานอาจจะยังคงมีข้อติดขัด ซึ่งหากเร่งทําได้ จะเป็นประโยชน์ทั้งในแง่ของภาคอุตสาหกรรม ที่จะทำให้มีอุตสาหกรรมใหม่เข้ามา อาทิ เซมิคอนดักเตอร์ ดาต้าเซ็นเตอร์

รวมถึงอุตสาหกรรมเดิม ที่มีความต้องการใช้ไฟจากพลังงานสะอาดพวกนี้ด้วย

นั่นเป็น 2 มุมมองจากประธาน และเลขาธิการ สำนักเศรษฐกิจสำคัญอย่าง สภาพัฒน์

ซึ่งมีทั้งข้อกังวลและชี้ให้เห็นโอกาสที่รออยู่ในปี 2568 ที่กำลังจะมาถึง

ท่ามกลางความเสี่ยงที่จะเข้ามาในปีหน้า รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคงต้องวางแนวทางบริหารเศรษฐกิจให้สามารถรับมือความไม่แน่นอนต่างๆ เหล่านี้ไว้แต่เนิ่นๆ

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สภาพัฒน์ส่องเศรษฐกิจปี 2568 หวั่นปัจจัยเสี่ยง ‘ทรัมป์’ เอฟเฟ็กต์ ถึงเวลาใช้นโยบายการเงินนำ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...