โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

7 โบรกเชียร์ “ซื้อ” NER ชี้กำไรปี 67 สดใส รับราคายางพุ่ง เคาะเป้าสูง 6.90 บาท

ข่าวหุ้นธุรกิจ

เผยแพร่ 06 มี.ค. 2567 เวลา 06.06 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ NER เปิดเผยว่า บริษัทหลักทรัพย์ต่างๆ ประสานเสียงแนะนำซื้อหุ้น NERโดยอย่างเช่นบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า รายงานกำไรปกติไตรมาส 4/66 ที่ 430 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26.20% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 25% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อาจต่ำกว่าคาดการณ์ 12% จาก SG&A ที่สูงกว่าคาด ทั้งจากค่าใช้จ่ายในการขายที่สูงกว่าคาดการณ์ 25% เป็นผลจากสัดส่วนรายได้จากการส่งออกที่เพิ่มขึ้นเป็น 35% จาก 28% ในไตรมาส 3/66 โดยรายได้จากการส่งออกเติบโต 44.20% จากไตรมาสก่อนหน้า

ขณะที่รายได้ในประเทศเติบโต 6.70% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้นตามปริมาณการผลิตที่เพิ่มขึ้น และมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมช่วงปลายปี สำหรับปี 66 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 462 ล้านบาท ดีกว่าตลาดคาดการณ์ที่ 420-430 ล้านบาท

ทั้งนี้ รายได้ใกล้เคียงกับที่คาดการณ์ไว้ โดยปริมาณขาย และราคาขายเฉลี่ยใกล้กับที่คาดการณ์ รวมถึงอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ใกล้กับที่คาดไว้เช่นกัน สำหรับปริมาณขายอยู่ที่ 127,574 ตัน เพิ่มขึ้น 13.5% จากไตรมาสก่อนหน้า แต่ลดลง 7.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 51.8 บาท/กิโลกรัม เพิ่มขึ้น 3.4% จากไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 0.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และ GPM อยู่ที่ 11.3% ส่วนกำไรปกติทั้งปี 2566 อยู่ที่ 1,582 ล้านบาท ลดลง 14.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และประกาศจ่ายเงินปันผลงวดครึ่งหลังของปี 66 เท่ากับที่คาดไว้ที่ 0.29 บาท โดยขึ้น XD วันที่ 22 เม.ย. และให้ผลตอบแทน 5.0% แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 6.90 บาท

บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ฝ่ายวิเคราะห์กลับมาจัดทำบทวิเคราะห์หุ้น NER โดยยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 6.80 บาท จาก 3 ปัจจัยหลักคือ 1) ราคายางกลับมาเป็นขาขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 4/66 และจะทรงตัวสูงในปี 2567 หนุนโดย El Nino ทำให้ผู้ผลิตเร่งสต็อกยาง จากความกังวลปริมาณวัตถุดิบลดลง, Global EVs trend ทำให้จีนนำเข้ายางสูงขึ้น (21% ของรายได้รวมของบริษัทมาจากจีน)ในขณะที่บริษัท Goodyear ผู้ผลิตยางรถยนต์รายใหญ่โลกชี้ว่ายางรถ EVs จะเสื่อมสภาพเร็วกว่ารถสันดาปถึง 30% เนื่องจากน้ำหนักแบตเตอรี่รถ EVs และระบบเร่งและเบรกที่เร็วกว่า, 2) แผนสร้างโรงงานแห่งใหม่จะช่วยหนุนการเติบโตระยะยาว โดยจะเริ่มดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ปี 68 ซึ่งเฟสแรกจะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตรวมเพิ่มขึ้น 34% และ 3) แนวโน้มผลการดำเนินงานงวดแรกของปี 67 จะเติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และจากงวดครึ่งปีหลัง หลังบริษัทสามารถ secure คำสั่งซื้อไว้เกือบทั้งหมดแล้ว

โดยฝ่ายวิเคราะห์ประเมินกำไรปกติปี 67 ที่ 1.8 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน กลับมาฟื้นตัวในรอบ 3 ปี ได้อานิสงส์หลักจากราคาขายที่ปรับตัวขึ้นตามทิศทางราคายางธรรมชาติ ส่งออกโดยรวมฟื้นตัวโดยเฉพาะจีนและการขยายลูกค้ารายใหม่ ขณะที่แนวโน้มกำไรปกติในไตรมาส 1/67 จะเติบโตต่อเนื่องจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และจากไตรมาสก่อนหน้า

ทั้งนี้ ราคาหุ้นปรับตัวขึ้น และ outperform SET เพิ่มขึ้น 37% ใน 6 เดือน อานิสงส์ราคายางปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งโดยปกติราคาหุ้น NER และราคายางมี correlation ค่อนข้างสูงราว 0.6 เท่า โดยฝ่ายวิเคราะห์มองว่าราคายางที่ปรับตัวสูงขึ้นปัจจุบัน โดยเพิ่มขึ้น 40-50% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จะเป็นปัจจัยหนุนต่อผลการดำเนินงานมากขึ้นในงวดครึ่งหลังของปี 67 หากบริษัทสามารถจัดหาวัตถุดิบได้ตามแผน นอกเหนือจากนี้บริษัทประกาศจ่ายปันผลงวดหลังของปี 66 ที่อัตรา 0.29 บาท/หุ้น คิดเป็น dividend yield ที่ 5% และกำหนดขึ้น XD วันที่ 22 เม.ย. 67

บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ไตรมาส 4/66 กำไรมากกว่าคาดการณ์ โดยไตรมาส 4/66 มีปริมานขาย 1.27 แสนตัน เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน แต่ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยราคาขายเฉลี่ยมีแนวโน้มปรับตัวขึ้น ทำให้มีรายได้รวม 6,605.3 ล้านบาท ลดลง 6.80% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่เพิ่มขึ้น 17.40% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยทำอัตรากำไรขั้นต้นที่ 11.30% เพิ่มขึ้น 133bps จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 35bps จากไตรมาสก่อนหน้า

โดยส่งผลให้มีกำไรขั้นต้นเติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และจากช่วงเดียวกันของไตรมาสก่อน โดยมีกำไรพิเศษจากการวัดมูลค่ายุติธรรมของตราสารอนุพันธ์ราว 60 ล้านบาท ทำให้มีกำไรสุทธิ 461.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 47.9% จากไตรมาสก่อนหน้า สูงกว่าที่ฝ่ายวิเคราะห์คาดไว้รวมทั้งปี 66 มีปริมาณขาย 4.97 แสนตัน เพิ่มขึ้น 11.40% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

ทั้งนี้ มีรายได้รวม 25,045.2 ล้านบาท ลดลง 0.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยทำอัตรากำไรขั้นต้น 11.2% ลดลง 91bps จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยสถานการณ์ราคายางที่ปรับตัวลงในปีนี้ ส่งผลกระทบต่อรายได้และอัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวลดลง แต่ข้อดีของ NER คือการซื้อขายแบบ Matching ซึ่งจะรักษาอัตรากำไรขั้นต้นได้เสถียรกว่าในภาวะราคายางผันผวน เมื่อเทียบกับ บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ STA ทำให้มีกำไรสุทธิ 1,545.6 ล้านบาท ลดลง 11.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และยังคงรักษาระดับกำไรได้ดี ขณะที่ STA มีขาดทุนสุทธิในปีนี้ ประกาศจ่ายปันผลในงวดครึ่งหลังปี 66 เพิ่มอีก 0.29 บาท และขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 22 เม.ย. 67 จ่ายปันผลวันที่ 9 พ.ค. 67

โดยปีนี้จะได้ประโยชน์จากราคายางที่สูงขึ้น ซึ่งคาดว่าแนวโน้มราคาขายเฉลี่ยยังปรับตัวขึ้นในไตรมาส 1/67 และไตรมาส 2/67 ขณะที่ปีนี้ผู้บริหารตั้งเป้าปริมาณขายที่ 5.1 แสนตัน โดยปีนี้จะได้ประโยชน์จากราคายางที่ปรับตัวสูงขึ้นเป็นหลัก และให้ราคาพื้นฐาน 6.15 บาท คงคำแนะนำ ”ซื้อ”

ด้านบริษัทหลักทรัพย์ ลิเบอเรเตอร์ จำกัด ระบุว่า ปรับประมาณการขึ้น โดยไตรมาส 4/66 กำไรดีกว่าคาดการณ์ 8% จากปริมาณและราคาขายเพิ่มขึ้นแม้ค่าใช้จ่ายจะเพิ่มก็ตาม ทั้งนี้ ปี 67 คาดการณ์ปริมาณขาย 5-5.1 แสนตัน เพิ่มขึ้น 2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยราคาขายคาดเพิ่มขึ้นจากอุปทานตึงตัว และประกาศจ่ายเงินปันผล 0.29 บาท/ หุ้น คิดเป็น Dividend yield 4.9%

บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด ยังคงมุมมองเชิงบวกมากขึ้นจากความต้องการยางจากประเทศจีน โดยฝ่ายวิเคราะห์มีมุมมองเชิงบวก ผู้บริหารดูมีความมั่นใจต่อราคายางในปี 67 ที่จะเป็นขาขึ้นทั้งปี จาก Supply ที่อาจจะขาดแคลนจากภัยแล้ง ในขณะที่ความต้องการของลูกค้ายังมีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง แนวโน้มกําไรงวดครึ่งแรกปี 67 จะโดดเด่นอย่างมากจากราคายางที่ปรับเพิ่มขึ้น และในปี 68 จะมีโรงงานใหม่เพิ่มขึ้นส่งผลให้ยอดจําหน่ายยางเพิ่มขึ้นอีกกว่า 20%

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา NER เป็นหุ้นที่จ่ายปันผลค่อนข้างดี Dividend Yield 5-6% โดยปีนี้ผู้บริหารยังคงอัตราการจ่ายปันผลที่ 40% ของกําไร โดย Bloomberg Consensus ให้ราคาเป้าหมาย 6.53 บาท

บริษัทหลักทรัพย์ เอสบีไอ ไทย ออนไลน์ จำกัด ระบุว่า แม้ผลประกอบการปี 66 จะหดตัวกว่า 11.58% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากราคาขายที่ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน แต่แนวโน้มผลประกอบการปี 67 จะยังมีโอกาสฟื้นตัวจากความต้องการยางที่ยังอยู่ในระดับสูงบวกกับราคายางที่มีแนวโน้มปรับตัวขึ้น โดยราคายางมีแนวโน้มเชิงบวก ฟื้นตัวผ่านแนวต้านสำคัญ 5.80 บริเวณ Fibonacci 61.8% พร้อมสัญญาณบวกจาก MACD ระยะสั้นอาจมีการพักฐาน แต่หากยังไม่หลุด 5.80 บาท ราคามีโอกาสฟื้นตัวทดสอบแนวต้านที่ 6.10 บาท Cut loss เมื่อหลุดแนวรับที่ 5.80 บาท

ขณะที่ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงไทย เอ็กซ์สปริง จำกัด มีมุมมองเชิงบวกต่อราคายางมากขึ้น โดยสนับสนุนจากกำไรที่แข็งแกร่ง ซึ่ง NER เป็นหุ้น China-played โดยสัดส่วนลูกค้าหลัก 60-65% เป็นผู้ผลิตยางรถยนต์ของจีน ซึ่งรวมถึงลูกค้าจีนที่มีฐานการผลิตในไทยด้วย และเป็นหุ้น cyclical-played ที่ราคายางขยับตัวสูงขึ้นในไตรมาส 4/66 และปรับตัวขึ้นแรงในช่วง 2 เดือนแรกของปี 67 จากอุปทานยางที่ตึงตัวขึ้น สะท้อนโมเมนตัมกำไรที่แข็งแกร่งของบริษัทในปี 67 โดยเฉพาะในไตรมาส 2/67 และสนับสนุนให้ราคาหุ้น NER นับจากต้นปีมาจนถึงปัจจุบันปรับขึ้นราว 15%

โดยฝ่ายวิเคราะห์ประเมินราคาเป้าหมายใน 12 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ 6.52 บาท บน required return ที่ 17.5% และปรับคำแนะนำขึ้นเป็น Outperform (จากเดิม Neutral) โดย Valuation Metrics ของฝ่ายวิเคระห์บ่งชี้มูลค่าประเมินปัจจุบันน่าสนใจ และการเติบโตระยะยาวแข็งแกร่ง โดยคาดการณ์ EPS growth ปี 67-69 มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 10% ขณะที่ความเสี่ยงเชิงบวกจำกัดในทางเทคนิค จากราคาหุ้นที่ปรับขึ้นสะท้อนปัจจัยบวกไประดับหนึ่งแล้ว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...