โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'10 ไฮไลท์แห่งปี 2564' พส.สมปอง-ไพรวัลย์ : ธรรมะแบบคนรุ่นใหม่ แต่อนุรักษ์นิยมไม่ถูกใจสิ่งนี้

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 01 ม.ค. 2565 เวลา 05.53 น. • เผยแพร่ 01 ม.ค. 2565 เวลา 05.53 น.

ปี 2564 นอกจากประเด็นสังคมที่อาจเรียกว่าเป็นเรื่อง “ทางโลก” ซึ่งร้อนแรงอยู่แล้ว ปีนี้ ประเด็น “ทางธรรม” หรือก็คือวงการพระสงฆ์ก็นับว่าร้อนแรง โดยเฉพาะกระแสของ 2 พส. หรือ 2 พระสงฆ์ชื่อดังยอดนิยมของศาสนิกชนและกำลังไปสู่กลุ่มคนรุ่นใหม่ อย่าง พระมหาไพรวัลย์ วรวฺณโณ และ พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต

ล่าสุดทั้ง 2 ได้ลาสิกขาและก้าวสู่ชีวิตของฆราวาสแล้ว ในชื่อของ “ไพรวัลย์ วรรณบุตร” (อดีตพระมหาไพรวัลย์) และ “สมปอง นครไธสง” (พระมหาสมปอง) ซึ่งสังคมให้การต้อนรับและถือเป็นการเปลี่ยนผ่านส่งท้ายปีของอดีต 2 พระนักคิดและพระนักเทศน์ชื่อดังในพ.ศ.นี้

อดีต 2 พส.นี้ในอดีตเป็นพระที่จำพรรษาอยู่วัดสร้อยทอง กรุงเทพมหานคร ก่อนลาสิกขา โดย อดีตพระมหาสมปอง ครองสมณเพศถึง 23 พรรษา และอดีตพระมหาไพรวัลย์ 18 พรรษา

เส้นทางของอดีต 2 พส.ก่อนมานั่งร่วมจัดไลฟ์กันนั้น อดีตพระมหาสมปองนับเป็นพระที่ขึ้นชื่อในการเทศนาให้กับศาสนิกชน ด้วยทักษะภาษาและการใช้มุขตลกแต่สอดแทรกหลักธรรมเพื่อให้ศาสนิกชนเข้าใจง่าย โดยรูปแบบการสื่อสารนี้ อดีตพระมหาสมปองถือต้นแบบการสื่อสารธรรมะกับญาติโยมจากพระพยอม กัลยาโณ แห่งวัดสวนแก้ว นนทบุรี ซึ่งเป็นพระนักพัฒนาสังคมและนักเทศน์ชื่อดัง

ส่วนอดีตพระมหาไพรวัลย์ ถือเป็นพระภิกษุเพียงไม่กี่รูปที่สำเร็จเปรียญธรรม 9 ประโยค ในขณะที่พรรษายังไม่มาก เป็นพระนักคิดและวิจารณ์สังคม แถมเป็นพระนักอ่านตัวยงที่ด้านหลังของโต๊ะทำงานจะมีหนังสือความรู้ด้านต่างๆอัดเต็มตู้ ซึ่งเป็นวัตถุดิบชั้นดีในการขัดเกลาความคิดและนำมาประยุกต์กับหลักธรรมคำสอนในพระไตรปิฎกมาอธิบายและชี้แนะญาติโยม และเป็นอดีตพระสงฆ์ไม่กี่รูปที่กล้าแสดงความคิดเห็นประเด็นทางสังคมและรวมถึงการเมืองอยู่เสมอ

จาก “พระ” สู่ “พส.” ไลฟ์เฟซธรรมะจนคนชมเป็นแสน

ในเดือนกันยายน พระมหาไพรวัลย์ ซึ่งมีเฟซบุ๊กแฟนเพจ ตัดสินใจทำถ่ายทอดสดผ่านเพจ ในช่วงแรกๆ พระมหาไพรวัลย์ ไลฟ์สดเพียงคนเดียว แต่ภาพลักษณ์ที่เคยถูกมองว่าเป็นพระหัวก้าวหน้าชอบวิพากษ์ประเด็นต่างๆอย่างแข็งกร้าว กลับกลายเป็นพระที่มีอารมณ์ขัน เข้าขั้นเส้นตื้น และมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ชมอย่างเป็นกันเอง และเป็นที่น่าแปลกใจว่า ผู้ชมหลายหมื่นคนที่ร่วมรับชมไลฟ์เฟซ เกินครึ่งเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่

หลังจากนั้น ได้มีการชวนพระมหาสมปองมาร่วมไลฟ์เฟซ 2 พส.ก็ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว ผู้ชมเพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์ มากกว่าเพจแนววาไรตี้อื่นๆที่พยายามอย่างหนักในการดึงดูดให้ผู้ชมเข้ามาและติดตามชมจนจบได้เป็นเวลานานๆ

สิ่งที่ทำให้ 2 พส.โดยเฉพาะพระมหาไพรวัลย์ เป็นที่รู้จักและชื่นชอบ นอกจากความเป็นกันเองและวิธีคิดวิธีมองที่เรียกว่าใกล้เคียงกับคนเจน Y เจน Z อีกอย่างคือ ผู้นำภาษาสุดปังมาใช้จนติดเทรนด์ ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการยืมคำที่ใช้ โดยพระมหาเทวีเจ้า แห่งเพจ Ween เพจสายบันเทิงยอดนิยม

แต่เมื่อถูกถ่ายทอดผ่านพระมหาไพรวัลย์ ได้กลายคำที่นิยมและถูกใช้จนติดปากเช่นคำว่า ต๊าซ (หรือ Touch ที่หมายถึงถูกอกถูกใจ) จึ้งมาก, สู่ขิต, แกง (แกล้ง), มู่ลี่(มาจากคำว่า “บุลลี่” หรือแกล้ง) , แซลมอน (มาจากสีส้มของจีวรพระที่สีเหมือนกับสีของเนื้อปลาแซลมอน) ,เอาปากกามาวง เป็นต้น และที่กลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของพระมหาไพรวัลย์คือ รอยยิ้มไม่เห็นฟันที่เรียกกันว่า “ยิ้มอรุ่มเจ๊าะ”

แต่การไลฟ์สดธรรมะที่มีมุขตลกชวนฮาทั้งพระทั้งฆราวาสที่ทำเพียงไม่กี่ครั้ง กลับกลายเป็นกระแสไม่พอใจจากผู้ศรัทธาและพระผู้ใหญ่หัวอนุรักษ์นิยม เคร่งจารีตประเพณี มีการออกมาร้องเรียนไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และไปไกลถึงคณะกรรมาธิการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร

จนในวันที่ 9 กันยายน นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สังคมการเมืองไทย ที่สภาเชิญพระสงฆ์เข้ามาหารือถึงเรื่องไลฟ์ธรรมะที่เป็นที่ถกเถียงกัน จนถูกมองว่าประพฤติตนไม่เหมาะสมกับความเป็นสมณเพศที่ต้องสำรวม

นายสุชาติ อุสาหะ ส.ส.เพชรบุรี พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.) การศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร ได้กล่าวหลังการหารือกับ 2 พส.ร่วม 2 ชั่วโมงว่า

วันนี้เป็นการประชุมกรรมาธิการศาสนาและวัฒนธรรม ตนในฐานะของประธานกรรมาธิการ พร้อมด้วย กรรมาธิการสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากหลายพรรคการเมืองเข้ามาหารือกัน ระหว่างกรรมาธิการและพระมหาสมปองกับพระมหาไพรวัลย์ ซึ่งช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีประเด็นเรื่องการไลฟ์สดธรรมมะ และมีคนติดตามจำนวนมาก ทำให้มีความเห็นทางสังคมแบ่งเป็นสองฝ่าย เพราะมีทั้งคนรุ่นเก่า รุ่นกลาง และรุ่นใหม่

กมธ.ไม่ได้มีมติเชิญพระอาจารย์ แต่เป็นการขอความร่วมมือมาชี้แจงและแลกเปลี่ยนในเรื่องที่สังคมส่วนใหญ่ดังวลอยู่ พระอาจารย์ก็ตอบคำถามอย่างชัดเจน และกระจ่าง ในนามของกรรมาธิการศาสนาศิลปะวัฒนะธรรมกันว่าเป็นเรื่องที่ดีสามารถทำได้เนื้อหาสาระต่างๆ

ถ้าหากว่าเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมอย่างไร ก็มีคณะผู้ปกครองสงฆ์ มีเจ้าอาวาสและผู้ดูแลอยู่ กรรมาธิการไม่ได้มีอำนาจในการชี้ผิดถูก ว่าเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมอย่างไร แต่กรรมาธิการมีหน้าหารือและแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน

อย่างไรก็ตาม ที่หารือกันในวันนี้ คุยกันด้วยความห่วงใยทั้งนั้น ไม่ได้มีประเด็นมาชี้มาถูกหรือผิด เพราะเชื่อว่าสังคมเอง ก็มีความเห็นที่หลากหลาย

ด้านพระมหาสมปองก็กล่าวว่า มี 3 ประเด็นหลัก ก็มีประเด็นเชิงบวก คือ เรื่องการไลฟ์สดเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ มีความเหมาะสมทันยุค ทันสมัย แต่ประเด็นเชิงลบที่จะนำไปแก้ไข คือ หากมีข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นอาจจะไม่สามารถยับยั้งหรือยกเลิกการเผยแพร่ทันที อาจจะทำให้เกิดผลเสีย ซึ่งหมายถึงการไลฟ์สดที่เรียลไทม์เผยแพร่ออกไปในขณะนั้น ท่านก็ให้เราดูเนื้อหามันเหมาะสม ขอเป็นเนื้อหา 70 เปอร์เซ็นต์ และความสนุกสนาน 30 เปอร์เซ็นต์ได้หรือไม่ ตอนแรกอาตมาก็คิดว่าทำได้เลย แต่ว่าคิดไปคิดมา ขอเป็นเนื้อหา 50 เปอร์เซ็นต์ และความสนุกสนาน 50 เปอร์เซ็นต์ได้หรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่จัดสรรได้

มีเรื่องหนึ่งที่อาตมาสงสัยมากคือตอนไลฟ์สด มี Official เข้ามาเยอะแล้วมีห้างร้านอยากจะอุปถัมภ์ ยกตัวอย่าง สถานีวิทยุโทรทัศน์ช่องพระพุทธศาสนาช่องหนึ่ง จะมาอุปถัมภ์ สามารถทำได้หรือไม่ท่านก็บอกว่าอุปถัมภ์ได้ แต่อาจจะตั้งผลิตภัณฑ์เอาไว้โดยที่ไม่ต้องพูดถึง โดยทางสำนักพุทธก็ชี้แจงว่าสามารถทำได้เลย แต่ให้อยู่ในความเหมาะสม

ขณะที่ พระมหาไพรวัลย์ กล่าวว่า วันนี้ดีใจที่ได้มาคุยกับคุณกรรมมาธิการ เราจะขอน้อมนำคำแนะนำ ของคณะกรรมธิการทุกท่านที่เห็นด้วยและฝากข้อห่วงใยมา อาตมาก็รับปากว่าหลังจากนี้จะปรับให้เหมาะสม และคำนึงถึงความเป็นห่วงของผู้ใหญ่ทุกท่านที่เราเป็นลูกพระที่ได้ทำหน้าที่เผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างพอเหมาะพอสม

อาตมาอยากฝากประเด็นเรื่อง อาจารย์ไพบูลย์ นิติตะวัน ว่าถ้าหากท่านไม่อยากตอบคำถาม ก็อย่าไปจี้ถาม เรารักกัน ส่วนประเด็นที่อาจารย์บอกปรับปรุงแก้ไขเรื่องความสำรวมและอากัปกิริยา ซึ่งสามารถทำได้เลย

หลังจากการหารือ ทั้ง 2 พส.ยังคงไลฟ์เฟซธรรมะสุดจึ้งกับผู้ชมซึ่งมีทุกเพศทุกวัย และทำให้เฟซบุ๊กแฟนเพจ “พระมหาไพรวัลย์ วรวฺณโณ” (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น “ไพรวัลย์ วรรณบุตร”) มีจำนวนคนกดถูกใจและติดตามขึ้นเป็นหลักล้านบัญชี

พระมหาไพรวัลย์และพระมหาสมปอง ได้ร่วมตอบคำถามต่างๆที่มีตั้งแต่เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับพระภิกษุ สามเณร หลักธรรมะคำสอนกับปัญหาชีวิตของผู้ชมที่ร่วมส่งคำถามและเรื่องราวให้ถ่ายทอดผ่าน 2 พส. พร้อมยังรับนิมนต์จากญาติโยมที่รวมถึงคนดังจากวงการบันเทิงมาเยือนเยียนถึงกุฎิ และทั้ง 2 พส. ยังได้ออกทำกิจกรรมเพื่อสังคม เช่น ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมจากอิทธิพลของพายุมรสุมในจังหวัดอยุธยา อีกทั้งยังชวนศาสนิกชนร่วมมอบปัจจัยสนับสนุนนักเรียนบาลีของวัดสร้อยทอง

ทำให้วัดสร้อยทอง กลายเป็นวัดที่ผู้คนต่่างเดินทางมาเยี่ยมเยียนและพบปะ 2 พส.กันอย่างไม่ขาดสาย

เตรียมสึกปมไม่แต่งตั้งเจ้าอาวาส

ในวันที่ 29 ตุลาคม พระมหาไพรวัลย์ได้ไลฟ์เฟซบุ๊ค แต่คราวนี้ ได้ออกมาแถลงและหลั่งน้ำตา โดยระบุว่า ตัวเองอาจเป็นต้นเหตุทำให้ พระราชปัญญาสุธี ซึ่งรักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดสร้อยทอง ไม่ได้รับการแต่งตั้ง ให้ขึ้นเป็นเจ้าอาวาส

พระมหาไพรวัลย์ กล่าวตอนหนึ่งว่า ตอนนี้พระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณพระราชปัญญาสุธี รั้งรักษาการเจ้าอาวาสวัดสร้างทอง ท่านรั้งรักษาการ เพราะท่านเป็นพระมหาเถระที่เพียบพร้อมทั้งวิชา และความรู้ สำนักเรียนวัดสร้อยทอง เป็นสำนักเรียนทุกวันนี้ได้ ส่วนหนึ่งเพราะมีเดชพระคุณท่านอาจารย์พระราชปัญญาสุธี ซึ่งมีความแตกฉานในวิชาภาษาบาลี เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขว้างในทางคณะสงฆ์

“งานในทางคณะสงฆ์ทุกคนรู้จักท่านหมด ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า ท่านเป็นผู้เหมาะสม ท่านทำงานเป็นรองเจ้าคณะภาค ช่วยงานคณะสงฆ์ทุกอย่างที่ทางคณะสงฆ์อยากให้ท่านช่วย ทุกวันนี้แม้จะมีงานในทางคณะสงฆ์แต่ท่านก็ไม่ทิ้งงานสอนบาลีในสำนักเรียน ได้รับเงินเดือนๆ ละ 3,000 บาท เท่ากับอาตมาตามอัตราที่อดีตเจ้าอาวาสท่านตั้งไว้” พระมหาไพรวัลย์กล่าว

พระมหาไพรวัลย์ เล่าย้อนว่า เมื่อวันปวารณาออกพรรษา ท่านเจ้าคุณท่านเปรยโดยอาตมาไม่ทราบว่า เจาะจงมาที่อาตมาหรือไม่ ท่านเปรยว่า ใครจะเป็นเจ้าอาวาสก็ได้ไม่สำคัญ แต่หน้าที่สำคัญเราต้องช่วยกันรักษาวัดสร้อยทอง ช่วยกันดูแล คนปกครองก็จะเป็นใครก็ได้ เราไม่ได้เป็นก็ไม่เป็นไร ไม่ต้องให้สัมภาษณ์กับสื่อ จึงไม่ต้องแปลกใจว่า ทำไมถึงไม่มีสื่อช่องไหนที่ได้สัมภาษณ์ท่าน เพราะท่านไม่ให้

“ท่านบอกว่า ผู้ใหญ่ท่านว่าอย่างไรก็ถือตามนั้น ถ้าผู้ใหญ่ท่านมองว่า เราไม่เหมาะที่ปกครองก็ให้เป็นไปตามนั้น ไม่ต้องติงหรือติ เรื่องนี้ท่านรู้กระแสมา เพียงแต่ตัวเอกสารว่า จะมีการเปลี่ยนตัวรักษาการเจ้าอาวาสไม่มีใครเห็น แต่มีข่าวหนาหู หลายคนพูดถึงเรื่องนี้ ตัวพระเดชพระคุณท่านไม่มีปัญหา อาตมายอมรับว่า อาตมาซีเรียสกับเรื่องนี้ เพราะเทิดทูนพระเดชพระคุณ เสมือนพ่อและครูอาจารย์ หากปัญหามาจากอาตมา ทำให้ท่านไม่ได้เป็นเจ้าอาวาส ก็ขอสละสมณเพศ” พระมหาไพรวัลย์กล่าว

พระมหาไพรวัลย์กล่าวด้วยว่า มีคนถามว่า หลวงพี่ไม่สึกได้ไหม ย้ายไปอยู่ที่อื่นไหม อาตมายืนยันว่า ประเด็นปัญหาไม่ได้อยู่ที่วัด แต่อยู่ที่โครงสร้างพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ เราไม่อยากฃที่จะพินอบพิเทากับระบบที่เป็นแบบนี้ต่อไป มันไม่มีความเป็นธรรม เราบอกว่า คณะสงฆ์ไม่ยุ่งการเมือง แต่ดูที่ จ.กาฬสินธ์ุ ก็ได้ สงฆ์แถบจะแตกกัน ขณะนี้อาณาจักรเข้ามาควบคุม ศาสนจักรมากเกินไป ไม่เป็นผลดีกับพระศาสนา และความบาดหมางจะคงอยู่ เนื่องจากใช้อำนาจมากกว่าความเป็นธรรม ความไม่เป็นธรรม มีแต่จะทำให้แตกแยก

ทั้งนี้ ช่วงหนึ่ง พระมหาไพรวัลย์ กล่าวยืนยันทั้งน้ำตาว่า จะไม่ย้ายไปอยู่วัดอื่น เพราะไม่ใช่วิธีรักษาความเป็นธรรมให้พระราชปัญญาสุธี และหากสละสมณเพศ จะขอกลับไปดูแลแม่ที่ป่วยเป็นมะเร็ง และจะทำประโยชน์ในฐานะฆราวาส อาตมาร้องไห้ เพราะนึกถึงความหลัง คืนก่อนบวชเป็นเณร ซึ่งแม่ได้เรียกเข้าไปกอด โดยบอกว่า จะเป็นการกอดครั้งสุดท้าย เพราะหลังจากนี้ก็จะกอดไม่ได้ ซึ่งส่วนตัวจำวันนั้นได้ดี

“คืนสุดท้ายก่อนบวช แม้เรียกให้ไปนอนด้วย มานอนมากอดแม่เป็นครั้งสุดท้าย ถ้าบวชแล้วจะกอดกันไม่ได้ จำได้แม่น แม่อาจจะพูดผิด แม่มุสานะ ที่ว่า เป็นครั้งสุดท้าย เพราะอีกไม่นาน อาตมาอาจจะได้กอดแม่อีก‬ วันนี้ดีใจที่ได้พูดในสิ่งที่อยากพูดทั้งหมดแล้ว ถ้าสึกแล้วก็จะกลับบ้าน ไม่อยากประกอบอาชีพที่ไหน อาจอยู่บ้านทำการเกษตร หรือหารายได้ผ่านทางออนไลน์แทน” พระมหาไพรวัลย์กล่าว

หลังจากนั้น ได้มีโพสต์ข้อความในเพจเฟซบุ๊ก พระมหาไพรวัลย์ ในวันที่ 31 ตุลาคมว่า

“อาตมาอาจทำอะไรหลายอย่างไม่เหมาะสม แต่อาตมาไม่เคยนั่งเครื่องบินไปดูบอลต่างประเทศ ไม่เคยทำเดรัจฉานวิชาอย่างเดียรถีย์ ไม่เคยดูโหรทำนายดวง หรือแม้แต่ปลุกเสกต์ผ้ายันต์ แม้แต่ครั้งเดียวตั้งแต่บวชมา”

แม้เป็นการโพสต์ลอยๆ แต่สิ่งที่เอ่ยถึง หลายคนต่างนึกถึงไปที่ เจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี หรือเจ้าคุณธงชัย แห่งวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร ซึ่งตอนนี้เป็นถึงสมเด็จพระราชาคณะฝ่ายมหานิกายเจ้าคณะใหญ่หนกลาง กรรมการมหาเถรสมาคม ผู้ช่วยเจ้าอาวาส ที่เคยปลุกเสกผ้ายันต์ให้ทีมฟุตบอลเลสเตอร์ ซิตี้มาก่อน

จากนั้นวันที่ 1 พฤศจิกายน พระมหาไพรวัลย์ ได้มีการโพสต์ข้อความลงในเพจตัวเอง โดยระบุว่า กราบเรียนไปยังท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี หรือเจ้าประคุณสมเด็จธงชัย ร้องขอความยุติธรรมกรณีพระราชปัญญาสุธี รักษาการเจ้าอาวาสวัดสร้อยทอง ในฐานะอาจารย์ของพระมหาไพรวัลย์ มิได้เป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมีมลทินหม่นมองอย่างที่มีคนกล่าวอ้าง

โดยพระมหาไพรวัลย์โพสต์ข้อความว่า กราบเรียนถึงท่านเจ้าประคุณ หากท่านเจ้าประคุณไม่เห็นแก่เกล้ากระผม ซึ่งเป็นเพียงพระรุ่นลูกรุ่นหลานรูปหนึ่ง ไม่เห็นแก่การที่เกล้ากระผมจะยังครองผ้ากาสาวพัตร์ หรือจะลาสิกขาออกไปเป็นฆราวาสครองเรือน แต่ขอความมีปัญญาญาณของท่านเจ้าประคุณ ได้โปรดตริตรองอย่างลึกซึ้งและอย่างแยบคายด้วยเถิด ขอให้ท่านเจ้าประคุณเห็นแก่การของพระศาสนา โดยเฉพาะก็ในส่วนของหนกลาง ซึ่งพระเดชพระคุณเป็นผู้บัญชาดูแลอยู่

เกล้ากระผมขออนุญาตบังอาจนำเรียน ด้วยเกล้ากระผมเห็นว่า การพระศาสนา โดยเฉพาะก็ในส่วนของหนกลาง จำเป็นต้องอาศัยพระผู้ใต้ปกครอง ซึ่งมีทั้งสติปัญญาและความสามารถช่วยสนองพระเดชพระคุณและรับใช้เพื่อความรุ่งเรืองก้าวหน้ายิ่งขึ้นไปอีก ทั้งนี้ไม่ว่าจะในส่วนของการเผยแผ่ การวิปัสสนา หรือการพระปริยัติ

เกล้ากระผม อาจประพฤติตนเป็นที่ไม่เรียบร้อยหรือเหมาะสม นี่เป็นโทษโดยส่วนตัวของเกล้ากระผมเอง และหากการประพฤติตัวนี้ สร้างความไม่พึงใจต่อพระเดชพระคุณ เกล้ากระผม กราบขอน้อมรับโทษในส่วนของความผิดนี้แต่โดยดี

ไม่ว่าพระเดชพระคุณ จะมีดำริอย่างไรในการลงโทษโดยชอบแก่พระธรรมวินัย เกล้ากระผมจะน้อมรับ และไม่ขัดขืนต่อคำสั่งนั้นเลย เกล้ากระผมใคร่ขอความมีกรุณาคุณต่อพระเดชพระคุณเพียงอย่างเดียวว่า พระราชปัญญาสุธี ซึ่งเป็นอาจารย์ของเกล้ากระผม และรั้งตำแหน่งรักษาการเจ้าอาวาสอยู่ตอนนี้ มิได้เป็นผู้มีความเกี่ยวข้องหรือมีมลทินหม่นหมองในส่วนใดเลย มิได้เป็นผู้หย่อนยานในการปกครองดูแลพระลูกวัด อย่างที่มีคนกล่าวอ้าง

ขอพระเดชพระคุณได้ทรงไว้ซึ่งความมีพรหมวิหารธรรมความเป็นธรรม ตลอดจนถึงความยุติธรรม ต่ออาจารย์ของเกล้ากระผมด้วย เกล้ากระผมมิบังอาจคิดว่า สาสน์นี้จะไปถึงพระเดชพระคุณหรือไม่ มิบังอาจที่จะต่อรองหรือเรียกร้องอะไร แต่ในฐานะของพระลูกพระหลาน หรือแม้แต่พระที่อยู่ภายใต้การปกครองของพระเดชพระคุณท่าน เกล้ากระผมถือว่า สาสน์นี้เป็นส่วนของการกราบเรียนเพื่อขอความเป็นธรรมอย่างที่สามารถทำได้

ขอพระคุณโปรดอยู่เหนือพระเดช และขอให้ท่านประคุณเจ้าโปรดเมตตาตริตรองโดยแยบคายด้วยเถิดขอรับ คณะสงฆ์จะแซ่ซ้อง สังฆมณฑลจะสรรเสริญ การพระศาสนาจะก้าวหน้า หากท่านเจ้าประคุณ ทรงอยู่ด้วยพรหมวิหารธรรมในการปกครองอย่างแท้จริง ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ พระลูกวัดวัดสร้อยทอง

จากนั้น พระเทพปฏิภาณวาที หรือ ‘เจ้าคุณพิพิธ’ วัดสุทัศนเทพวราราม ได้ให้ความเห็นเมื่อ 2 พฤศจิกายนว่า

กรณีที่เกิดขึ้น ส่วนตัวเคยคาดการณ์ไว้แล้วว่าการไลฟ์สดในลักษณ์ดังกล่าวของพระมหาไพรวัลย์และพระมหาสมปองจะเป็นภัยต่อการแต่งตั้งเจ้าอาวาส ซึ่งก็เคยให้สติไปแล้ว แต่ภิกษุทั้ง 2 ไม่เชื่อ เมื่อมาถึงเวลานี้ ถือว่าเลือดเข้าตา มีการฟาดงวงฟาดงา ทั้งที่เจ้าคณะหนกลางไม่ได้มีอำนาจตั้งเจ้าอาวาส และยังไม่ได้ขยับอะไรเลย เท่าที่สังเกต ยังไม่เห็นวงการคณะสงฆ์ขยับ ระดับพระผู้ใหญ่ก็ยังไม่เคยปรารภ แต่พระมหาไพรวัลย์กลับประกาศ ‘สึก’ ซึ่งถือเป็นการประกาศ ‘ศึก’ ซึ่งไม่คุ้มค่า และไม่น่าทำเช่นนั้น

“การบอกว่าหากเจ้าคุณอุทัยไม่ได้เป็นเจ้าอาวาส จะขอลาสึก ถ้าไม่ประกาศไม่เป็นไร แต่เมื่อประกาศไปแล้ว ถามว่าประมาณตนผิดหรือไม่ ใครจะให้มาต่อรอง การประกาศเช่นนี้ ถือว่าเข้าสู่สงครามใหญ่ ไม่ใช่สงครามในวงการสงฆ์ แต่เป็นสงครามส่วนตัว การประกาศสึกก็เหมือนประกาศทำศึก เอาตัวเข้าทำศึก เพื่อให้เจ้าคุณอุทัยได้เป็นเจ้าอาวาส พระมหาไพรวัลย์เปิดฉากใหญ่เกินไป เป็นศึกใหญ่เกินตัว สงครามครั้งนี้ใหญ่เกินไปสำหรับท่านซึ่งมีกำลังต่อรองน้อย จะเอาอะไรไปสู้ ถามว่าใครจะช่วย อาตมาเป็นรายแรกที่ให้สติ ถ้าฟังที่เคยเตือนในวันนั้น ก็จะไม่มีวันนี้ เมื่อเกิดเหตุขึ้นแล้ว อุทานได้คำเดียวว่า ไม่คุ้มค่า ไม่น่าทำ ไม่น่าไปโต้ตอบรุนแรงอย่างนั้นอย่างนี้ อย่าลืมว่าการท้าทายเป็นสิ่งที่อันตรายที่สุด” เจ้าคุณพิพิธกล่าว

เจ้าคุณพิพิธกล่าวต่อไปว่า การกระทำของพระมหาไพรวัลย์ในครั้งนี้ นำภัยมาสู่วัดและตัวเอง ทำให้เดือดร้อนทั่วไปหมด นอกจากกล่าวถึงสมเด็จธงชัยแล้ว ยังระบุถึงการปลุกเสก ทำผ้ายันต์ ซึ่งแท้จริงแล้วไม่ใช่เดรัจจฉานวิชาแต่อย่างใด การโพสต์เช่นนั้นกระทบกระเทือนพระสงฆ์ทั้งประเทศ การจัดรายการวิทยุ รายการโทรทัศน์ มีพระรูปไหนถาวรบ้าง ใครทำได้ถึง 20 ปี ถือว่า ‘โคตรพระ’ อย่าเอาจำนวนคนดูเป็นเกณฑ์ มีใครบ้างที่ยั่งยืนถาวรบนโลกสื่อสาร มวยหลักเท่านั้นที่ถาวร

“เกมนี้ คาดว่าจะจบตามที่พระมหาไพรวัลย์พูด จำไว้นะ คนที่เคยเป็นพระ มีชื่อเสียง ไม่มีใครสึกกันหรอก เพราะเมื่อสึกแล้ว ชื่อเสียงโด่งดังจะหายวับไปกับตา กลายเป็นคนธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น พระที่ว่ารูปหล่อๆ สึกออกมานุ่งกางเกง หมดสภาพ” เจ้าคุณพิพิธกล่าว

จากนั้น มีการเปิดเผยจากพระมหาสมปองว่า คาดว่า พระมหาไพรวัลย์จะทำการลาสิกขาละสมณเพศในวันที่ 4 ธันวาคม ทว่า ในวันที่ 3 ธันวาคม ก่อนถึงกำหนดลาสิกขา ได้มีภาพชุดของอดีตพระมหาไพรวัลย์ ทำการลาสิกขา บนเพจ “ไพรวัลย์ วรรณบุตร​” ซึ่งเปลี่ยนชื่อไปไม่กี่วันก่อนการลาสิกขา

จากนั้น ไพรวัลย์ ได้โพสต์ภาพแรกในฐานะฆราวาส ในเสื้อยืดสีขาวและนุ่งโสร่ง  พร้อมด้วยรอยยิ้มอรุ่มเจ๊าะ และแคปชั่นบนโพสต์ว่า “เริ่ม” และเขียนในคอมเมนต์ไว้ว่า “ผมโสดนะ” ก่อนที่จะโพสต์ภาพเดินทางไปเยี่ยมแม่ที่โรงพยาบาล

ต่อมา ไพรวัลย์ ได้เปิดใจผ่านรายการโหนกระแส ของสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ในวันเดียวกันว่า ตอนแรกตนจะสึกวันที่ 4 ธ.ค. แต่กลัวสื่อตามมาเลยตัดสินใจสึกวันที่ 3 ธ.ค.แทน สาเหตุที่สึกมีหลายเงื่อนไข โดยเฉพาะเรื่องแม่ วันนี้แม่ต้องเข้าผ่าตัดใหญ่ที่ก้อนเนื้อมะเร็ง จึงอยากไปให้กำลังใจ แม่ผ่าตัดเสร็จจะได้ดูแลแม่ยาวๆ โดยบวชมา 18 ปี ทำให้ยังต้องปรับตัว

“เรื่องรักษาการเจ้าอาวาสวัดสร้อยทองก็เป็นประเด็นหนึ่ง บวกกับแม่ป่วยมะเร็งและเวลาเหลือน้อย จึงตัดสินใจออกมาทำหน้าที่ดูแลท่าน”

เมื่อถามว่าจะสึกมาคิดบัญชีใช่หรือไม่ มหาไพรวัลย์ เผยว่า ขอใช้คำว่าเริ่มมาใช้ชีวิตฆราวาส ไม่ได้เปิดศึกกับใคร แต่หากมีเรื่องที่พูดแทนพระสงฆ์ได้ก็จะทำ โดยจะพูดตรงๆ ด้วย เดี๋ยวเจอกันครับ อีกทั้งอยากกลับไปบ้านและดูแลแม่ด้วย

“สังคมสงฆ์ตอนนี้คับแคบกว่าฆราวาส เพราะเราทำอะไรที่เป็นตัวตนของเราไม่ได้ ด้วยกฎระเบียบบางอย่าง จึงคิดว่าสึกดีกว่า วงการสงฆ์ก็มีการเมือง อย่างที่ตอนบวชก็เจอเรื่องร้องเรียนมากมาย มีจีวรไม่พอยังเอาปลอกคอมาใส่ให้อีก ยังเอามติมาบีบกันอีก ไม่ควรใช้อำนาจมาแทนความเป็นธรรม”

“ถ้าผู้ใหญ่ที่มีอยู่ ทำให้เราไม่อยากก้มหัวให้ ถ้าเป็นพระมีคุณธรรมและเป็นผู้ใหญ่ เราก็อยากอยู่ แต่บางเรื่องมันไม่ใช่ ยืนยันจะไม่กลับไปบวชอีก ชีวิตต้องไปต่อ ตัดสินใจไม่นานว่าจะสึก ไม่รู้จะเสียดายเวลาอะไร เพราะที่เราเรียนมาก็ยังอยู่ แค่ความเป็นพระหายไปเท่านั้น เรายังรู้ธรรมะคืออะไร”

“ถ้าจะให้พูดสำนักพุทธศาสนาแห่งชาติก็ต้องจัด แต่เรื่องคณะสงฆ์ขอไม่พูด เรื่องของผมที่ถูกร้องให้สอบ พบถูกร้องโดยสำนักพุทธฯ ทั้งที่ไม่ใช่หน้าที่ โดยต้องทำหน้าที่ดูแลพระพุทธศาสนา จึงอยากให้เอาคนในสำนักพุทธฯ มาบวชบ้าง ก็แค่เป็นพวกหัวดำอยากคุมหัวโล้น”

เมื่อถามถึงประเด็นถูกกล่าวหามีเงิน 300 ล้าน มหาไพรวัลย์ เผยว่า ดีนะขอโทษแล้ว ไม่งั้นฟ้องไปแล้ว แต่สงสารนักข่าว ช่องก็ลอยนวล เรารู้ว่าไม่ชอบเรา แต่ต้องเสนอข่าวตามข้อเท็จจริง คิดว่าเราเป็นอะไร เจ้ามือหวยใต้ดินหรือ ซึ่งพระมี 300 ล้านอาจมีก็ได้ เพราะอาจบวชมานาน

“เงินทองก็ไม่ได้เยอะอะไร หนังสือธรรมะเอาไว้ก็คงไม่มีใครอ่าน จึงขอเอากลับมา ทรัพย์สินที่ได้ตอนบวชก็แค่ตอนทำกับพระมหาสมปอง ในช่วงที่เราไปให้ความรู้คนอื่น ซึ่งของไม่ได้เยอะขนาดนั้น”

เมื่อถามว่ามีทั้งคนรักและไม่ชอบ มหาไพรวัลย์ เผยว่า ไม่ได้แคร์อะไรเลย ต้องถามใจคนพูดก่อน

ด้านพระมหาสมปอง กล่าวในเชิงขำขันว่า อาตมามีแสนล้าน ฝากไว้ในหลายประเทศ ตอนนี้ให้โยมน้องไปดูลู่ทางก่อน

ส่วนเรื่องสึกนั้น มีพี่ที่เคารพมาก ไม่ให้อาตมาพูดเรื่องนี้ หากอาตมาเป็นใหญ่เป็นโต หรือน้ำหนักตัวมากขึ้น ก็เป็นเรื่องของอนาคต แต่ถ้ามีคนให้อยู่เงียบ ก็คงทำไม่ได้ คงอกแตก เราขออยู่ในจุดที่ทำประโยชน์ แต่ถ้าหมดคุณค่ากับสังคม เราก็คงไปอยู่จุดอื่น

หลังจากไพรวัลย์ก้าวสู่ชีวิตฆราวาสได้ไม่นาน พระมหาสมปองได้ประกาศลาสิกขาตามด้วย โดยกำหนดในวันที่ 29 ธันวาคมที่ผ่านมา ที่วัดสระเกศ ที่จัดขึ้นเป็นการส่วนตัวโดยไม่ให้สื่อเข้าไปทำข่าว โดยก่อนหน้านั้น วันที่ 17 ธันวาคม พระมหาสมปอง ได้ทำการกราบลาพระพยอม ที่วัดสวนแก้ว

พระมหาสมปองเปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า หลังจากลาสิกขา จะมุ่งไปทำธุรกิจเป็นหลัก แต่ก็กำลังพิจารณาเรื่องการเข้าสู่สนามการเมือง เบื้องต้นมีการพูดคุยกับคุณวัน อยู่บำรุง ที่ช่วยพูดคุยให้กับผู้ใหญ่พรรคเพื่อไทย ตอนนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการพูดคุย และขอออกไปทำธุรกิจสักพัก จนถึงเวลาที่เหมาะสมเสียก่อน

พระมหาสมปองระบุช่วงหนึ่งว่า เรื่องลงเล่นการเมือง มีการคุยกันจริง เพราะอยากตอบแทนสังคม โดยอาจเข้าไปทำหน้าที่ทีมโฆษกพรรคใดพรรคหนึ่ง ขณะนี้ได้พูดคุยกับทางพรรคเพื่อไทย แต่ก็ยังรอขั้นตอนการพูดคุยกับผู้ใหญ่ของพรรค ทางพรรคเพื่อไทยยังไม่สรุป แต่ก็ยอมรับว่าสนิทกับนายสิระ เจนจาคะ ส.ส.พลังประชารัฐเช่นกัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไปอยู่พลังประชารัฐ อาตมามองว่า จะไปอยู่จุดไหนก็ได้ที่ทำประโยชน์สังคม ไม่ได้จำกัดพรรคการเมือง

ทั้งนี้ การเมืองถือเป็นเรื่องปกติในชีวิต การบอกว่าไม่ยุ่งการเมืองไม่มีจริง ทุกอย่างก็การเมืองหมด ถนน ไฟฟ้า ประปา ภาษีน้ำมัน มันการเมืองหมด ฉะนั้น ต้องทำการเมืองให้ดี หลังจากตนสึก จะไม่ทิ้งอุดมการณ์อยากทำเพื่อคนจน อ.สุลักษณ์ ศิวรักษ์ เคยบอกว่า พระเณรมาจากคนจนทั้งนั้น ถ้ารวยคงไม่มาบวช แต่สุดท้ายแล้ว พระ เณร ที่ทำเพื่อคนจนจริงๆ กลับไม่ค่อยมี ฉะนั้น เราจึงอยากทำ ไม่จำกัดพรรค

เรื่องกระแสข่าวที่จะเข้าร่วมพรรคการเมืองและชื่อที่ถูกเอ่ยถึงคือพรรคเพื่อไทย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน ฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า พรรค พท.ยินดีเปิดรับทุกฝ่ายที่สนใจ และมีอุดมการณ์ทางการเมืองที่ทำเพื่อบ้านเมือง ที่สำคัญต้องไม่มีคุณสมบัติต้องห้าม ส่วนข้อเสนอที่พระมหาสมปองสนใจงานด้านโฆษกนั้น เรื่องนี้พรรคมีกระบวนการพิจารณาว่ามีความสอดคล้องหรือเหมาะสมกับพรรคและตัวท่านหรือไม่ ซึ่งต้องคำนึงถึงข้อดีข้อเสีย ขณะนี้พรรค พท.มีโฆษกที่แต่งตั้งตามกฎหมายอยู่แล้ว หากท่านเข้ามาร่วมแล้วเราพิจารณาเห็นว่าท่านมีความเหมาะสมในด้านอื่นก็อาจได้รับตำแหน่งที่สำคัญมากกว่านี้ก็ได้ ไม่จำเป็นต้องอยู่ในทีมโฆษก

นพ.ชลน่านกล่าวอีกว่า สำหรับ 3 เงื่อนไขของพระมหาสมปองเรื่องค่าตอบแทนนั้น ถ้าเป็นเจ้าหน้าที่พรรค ตามกฎหมายมีค่าตอบแทนรองรับอยู่แล้ว ส่วนข้อเรียกร้องการขอให้ใช้หนี้ 10 ล้านบาท และเงินขวัญถุงนั้น ข้อเรียกร้องแบบนี้เราไม่อาจรับได้ เพราะส่อเข้าข่ายให้อามิสสินจ้าง ผิดมาตรา 30 พ.ร.บ.พรรคการเมือง ซึ่งอาจถึงขั้นยุบพรรคได้ ข้อเรียกร้องแบบนี้พรรคไหนก็คงรับไม่ได้เนื่องจากอาจมีคนไปร้องยุบพรรค

ท่าทีดังกล่าว ได้ทำให้ล่าสุดพระมหาสมปอง พับแผนเข้าร่วมพรรคการเมืองและมุ่งหน้าทำธุรกิจหลังลาสิกขา

จนกระทั่งวันที่ 29 ธันวาคม ในเวลา 13.09 น. อดีตพระมหาสมปอง ได้ทำพิธีลาสิกขา แต่สถานที่นั้นเป็นวัดบางโพโอมาวาส แทนที่จะเป็นวัดสระเกศเพราะมีสื่อมารอทำข่าวเยอะ ก้าวสู่ชีวิตฆราวาสในชื่อ “สมปอง นครไธสง” และได้ออกมาเปิดใจกับสื่อในวันที่ 30 ธันวาคม โดยกล่าวว่า

หลังจากสึกออกมาจะมีผลิตภัณฑ์อีกหลายอย่าง ในเครือ “แม่ปอง” ตอนนี้ทำไปแล้ว 30 ผลิตภัณฑ์ ทุกบาททุกสตางค์ ไม่ใช่เงินของตน มีผู้ใหญ่ใจดีออกให้ก่อน และจะมีธุรกิจค่ายเพลงด้วย ซึ่งผมสึกออกมาก็ต้องหาเงิน เพราะเงินมันก็ต้องหา

“ส่วนเรื่องหนี้ 10 ล้าน ตอนนี้ยังเหลือ 10 ล้านเหมือนเดิม ซึ่งเจ้าสัวที่เคารพน่าจะเคลียร์ให้ ซึ่งหนี้เกิดจากตอนที่บวช นำเงินไปสร้างโรงเรียน สร้างห้องน้ำ สร้าง สนามกีฬา ให้เด็กๆ “นายสมปอง กล่าว

นายสมปอง บอกอีกว่า ตอนแรกที่บอกว่า หลังสึกจะลงเล่นการเมือง ตอนนี้ไม่ทำแล้ว เพราะว่าลูกเพจไม่แฮปปี้ ไม่อยากทำให้ทำ แต่ถ้าวันหนึ่ง ลูกเพจอยากให้ผมเล่นการเมือง ผมตั้งชื่อพรรค ชื่อว่า “พรรคชาติหน้าพัฒนา” ถ้าคุณเต้ สส.พระราม 7 เป็นได้ ทำไมผมจะเป็นไม่ได้ อันนี้ผมพูดเล่นนะ

มื่อผู้สื่อข่าวถามว่า หลังสึกออกมาแล้ว วงการพระสงฆ์ควรปฏิรูปยังไง ทิดสมปอง ตอบว่า ควรทำให้เป็นธรรม ถ้ายังปกครองเหมือนเดิม มันก็คงจะแย่กว่าเดิม

ส่วนเรื่องความรัก ตั้งใจไว้ว่าภายใน 2 ปีนี้ ขอโฟกัสเรื่องงานก่อน ยังไม่ขอมีแฟน และผมยืนยันว่า “ผมเป็นชายแท้”

การเกิดขึ้นของกระแส 2 พส.ถือเป็นดั่งดอกไม้ไฟ แม้จะเป็นช่วงเวลาอันสั้น เมื่อเทียบกับจำนวนพรรษาทั้งหมด แต่เรื่องราวกลับเต็มไปด้วยสีสัน การที่พระสงฆ์ออกมาเชื่อมโยงและปรับตัวเข้ากับความเปลี่ยนแปลงของสังคม ถือเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยากมาก โดยเฉพาะกับสังคมสงฆ์ไทยที่ยึดติดกับจารีตประเพณีและถ่ายทอดหลักธรรมคำสอนดั้งเดิม นับเป็น 1 ใน 10 ไฮไลท์ที่น่าจดจำแห่งปี 2564

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...